'เลื่อนเปิดเทอม' พ่อแม่กุมขมับ! จะรับมือลูกช่วงอยู่บ้านอย่างไรดี?

กรุงเทพธุรกิจ เผยแพร่ 07 เม.ย. เวลา 12.15 น.

มาตรการกักตัวอยู่บ้านตามนโยบายของรัฐบาลไทยเพื่อป้องกันโรค‘โควิด-19’ นั้นส่งผลกระทบทุกภาคส่วนตั้งแต่เศรษฐกิจระดับประเทศจนถึงประชาชนตัวเล็กๆ ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนสถานที่ทำงาน โดยหลายๆ ออฟฟิศเริ่มสั่งให้ทำงานที่บ้าน หรือ Work from home

ส่วนโรงเรียนก็ปิดยาวๆ โดยล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) มีประกาศให้สถานศึกษาเลื่อนการเปิดภาคเรียนที่หนึ่งปีการศึกษา2563 จากวันที่16 พฤษภาคมพ.ศ. 2563 เป็นวันที่1 กรกฎาคมพ.ศ. 2563

แน่นอนว่า ความเครียดของประชาชนพุ่งขึ้นเป็นเท่าตัวโดยเฉพาะบ้านหรือครอบครัวที่มีเด็กเล็กวัยเรียนวัยกำลังโตยิ่งทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองเครียดจนต้องยกมือกุมขมับและหาทางจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งนี้ยูนิเซฟองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ(unicef) ให้คำแนะนำเคล็ดลับในการดูแลเด็กในภาวะการระบาดของไวรัสโคโรน่าสรุปได้คือ 

158625846113
  • เวลาว่างเยอะนักก็ใช้กระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวไปซะเลย 

สภาพสังคมเร่งรีบในปัจจุบันทำให้ความใกล้ชิดของครอบครัวยุคใหม่ลดน้อยลงปัจจุบันมีเด็กเพียง1 ใน3 หรือราว30% ที่ได้อยู่กับพ่อแม่จริงๆนอกนั้นคืออยู่กับปู่ย่าตายายผู้ปกครองเด็กไม่มีความผูกพันที่มั่นคงกับคนเลี้ยงดูและเจอปัญหาการเลี้ยงดูในหลายรูปแบบ ได้แก่การตามใจเพราะพ่อแม่จะรู้สึกว่าตนเองไม่มีเวลาจึงทดแทนโดยการซื้อของให้ตามใจพาไปเที่ยวด้านปู่ย่าตายายไม่มีแรงจะบ่นจะจบด้วยการตามใจ 

ดังนั้นแล้วช่วงเวลากักตัวถึงถือเป็นโอกาสดีที่พ่อแม่ผู้ปกครองจะได้ใกล้ชิดกับบุตรหลานของตนเองด้วยการทำกิจกรรมอย่างเต็มที่ทั้งนี้การใช้เวลาทั้งวันก็อาจจะเป็นปัญหาที่ปวดหัวมากกว่าเดิมจึงมีเคล็ดลับคือ 

จัดสรรเวลาให้เด็กอาจจะใช้เวลาวันละ20 นาทีที่สามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ทั้งหมด 

ถามความคิดเห็นของพวกเขาว่าอยากทำอะไรหากผู้ปกครองเลือกกิจกรรมโดยไม่ได้ถามความต้องการของบุตรหลานจากที่ต้องการกระชับความสัมพันธ์อาจกลายเป็นการบังคับและส่งผลให้ความสัมพันธ์แย่ลงก็ได้ดังนั้นการว่าถามถือเป็นแนวทางที่ดีเพื่อให้เขาได้แสดงความคิดเห้นและตกลงร่วมกันทั้งยังเป็นการฝึกนิสัยการแสดงความคิดเห็นอีกด้วย 

  • พูดกับลูกด้วยความเข้าใจ 

ลูกคุณไม่ได้น่ารักสำหรับทุกคน และ ลูกเราก็ไม่ได้น่ารักสำหรับเราในบางเวลาเช่นเดียวกัน  อย่างช่วงงอแง งี่เง่า ที่ทำให้พ่อแม่ต้องกุมขมับ โดยเฉพาะช่วงกักตัวอยู่ในบ้าน ที่ทำให้เด็กเครียดส่งแสดงพฤติกรรมไม่น่ารักออกมาหลายอย่าง ดังนั้นแล้วการดุ ด่า ว่ากล่าว จึงถือเป็นวิธีปราบลูกขั้นต้นที่ทุกบ้านเลือกใช้ ตัวอย่างเช่น การกล่าวว่า “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!” “เลิกทำ! ไม่งั้นจะโดนฟาด”  แต่การพูดหรือดุบางประโยคอาจทำให้เด็ก เครียด หรือสถานการณ์แย่ลงกว่าเดิม  

ยุนิเซฟแนะนำว่าหลักการพูดคือต้องเข้าใจพวกเขาและพูดในเชิงบวก เอาใจลูกมาใส่ใจเรา ทำความเข้าใจในสิ่งที่ลูกคิดหรือสิ่งที่ลูกรู้สึกว่าเป็นปัญหาที่ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขา ถ้าพ่อแม่เข้าใจลูกและรู้ว่าพวกเขามีความคิดอย่างไรแล้วล่ะก็ (ต้องเข้าใจจริงๆ นะ ไม่ใช่แสร้งว่าเข้าใจ)   จะนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อ-แม่กับลูกวัยรุ่น เนื่องจากลูกจะรับรู้ถึงความใส่ใจห่วงใยของพ่อแม่ ทำให้เด็กในวัยนี้ไม่เกิดความรู้สึกต่อต้านหรืออยากท้าทายซึ่งจะทำให้ลูกกล้าจะเปิดใจพูดคุยกับพ่อแม่ในที่สุด นอกจากนี้ยังทำให้เด็กๆ ใจเย็นลงอีกด้วย 

158625848992

     

ในสถานการณ์โรคละบาดเช่นนี้ ก็ต้องอธิบายสถานการณ์ว่าตอนนี้เกิดอะไรขึ้น หรือเรากำลังเผชิญกับอะไร

    

  • จัดการกับภาวะอารมณ์ของพ่อแม่เป็นอันดับแรก 

เมื่อลูกทำอะไรให้เราโกรธเด็กน้อยของเรากำลังกดสวิตซ์ให้ความโกรธของพ่อแม่อย่างเราเริ่มเดินเครื่องภาวะเช่นนี้นักจิตวิทยาเรียกว่า“ปีศาจน้อยปฐมวัย” ซึ่งหมายถึงเด็กๆมักเป็นสิ่งเร้าให้อารมณ์โกรธพลุ่งพล่านได้มากและจบเรื่องราวฉากนี้ด้วยการที่พ่อแม่จำนวนไม่น้อยที่ระเบิดอารมณ์และการกระทำที่รุนแรงออกไปยังลูกอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัวและทำให้สถานการณ์ทุกอย่างแย่ลงกว่าเดิม  ดังนั้นแล้วขั้นตอนแรกจึงต้องระงับอารมณ์ของผู้ปกครองให้อยู่ในภาวะปกติเสียก่อนเคล็ดลับคือ 

158625850157

ตั้งสติก่อนสตาร์ตหายใจลึกๆหยุดกิจกรรมที่ตัวเองกำลังทำอยู่และดึงระดับความโกรธลงมาแล้วค่อยลงมือโกรธ“อย่างมีเหตุผล” ความสงบของคุณพ่อคุณแม่ที่เกิดขึ้นจะทำให้เรียนรู้บทเรียนใหม่เพื่อแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยการไม่ใช้อารมณ์สาดใส่กันอีกด้วย

Timeout การหยุดตัวเอง หรือ timeout เพื่อเดินออกจากจุดนั้น และไปทำอย่างอื่นเพื่อสงบจิตใจก่อน เดินผละออกจากลูกมาเพื่อลดการปะทะ และความตึงเครียด รอให้อารมณ์เย็นลงสักนิด แต่ทั้งนี้ การเดินผละออกจากลูกไม่ได้หมายความว่า จะทำให้ลูกรู้สึกว่าเกมนี้พวกเขาถือไพ่เหนือกว่า แต่หลายครั้งที่นักจิตวิทยาพบว่า เมื่อพ่อแม่เดินหนี จะทำให้เด็กๆ รู้สึกได้เองว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีสิ่งไม่ปกติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเด็กโตสักหน่อยแล้ว พวกเขาจะมีความเข้าใจและหยุดพฤติกรรมที่เร่งเร้าความโกรธของพ่อแม่ได้ และคาถาที่สำคัญที่สุด

"พ่อแม่เป็นต้นแบบที่ดีของลูก หากเราเรียนรู้ที่จะจัดการอารมณ์ของพวกเขาได้อย่างสมเหตุสมผล ขณะเดียวกันหากเราโกรธระดับสิบ ลูกก็จะซึมซับความแรงของอารมณ์ของเราติดตัวเขาไปจนโต"

สุดท้ายนี้ ถึงแม้เด็กๆ หลายคนจะต้องปิดเทอมยาวนานกว่าปกติ ไม่มีซัมเมอร์ พ่อแม่อย่าลืมเรื่องสุขลักษณะนิสัย เวลาทานอาหาร และเวลานอนยังควรต้องสม่ำเสมอ ตรงเวลา และทุกงานที่ลูกทำ อย่าลืมชมลูกๆ ทุกครั้งด้วย ชมแบบระบุพฤติกรรมที่ดี สิ่งที่ลูกทำ เช่น “คุณแม่ชื่นชมหนูมากเลยนะคะลูก ที่หนูเก็บของเล่นเมื่อเล่นเสร็จ หนูมีความรับผิดชอบมากๆ เลยค่ะ”

และขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อคุณแม่ที่ตอนนี้ต้องเข้าสู่โหมด Working From Home เราจะสู้ไปด้วยกัน!

ดูข่าวต้นฉบับ