เลิกยัดเยียด! “บังคับลูกเรียน” ความปรารถนาดีของ “พ่อแม่” ที่ทำร้าย “ลูก” ทางอ้อม

Another View เผยแพร่ 02 ก.พ. 2562 เวลา 01.00 น.

เลิกยัดเยียด! “บังคับลูกเรียนความปรารถนาดีของพ่อแม่ที่ทำร้ายลูก” ทางอ้อม

ขึ้นชื่อว่าพ่อแม่ ไม่ว่าใครก็คงมีความปรารถนาดีต่อลูก อยากให้ลูกมีชีวิตที่ดีและชีวิตที่ประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ครอบครัวแต่ละครอบครัวอาจมีวิธีการแสดงความรักความปรารถนาดีที่แตกต่างกันออกไป บางครอบครัวก็เลือกที่จะสนับสนุนให้ลูกทำอะไรที่ชอบ ทำในสิ่งที่รัก แต่สิ่งที่เราจะพบเห็นได้ในครอบครัวไทยหลาย ๆ ครอบครัวก็คือพ่อแม่มักจะอยากให้ลูกได้ทำอาชีพที่พ่อแม่คิดว่ามั่นคง เช่น บางครอบครัวก็จะอยากให้ลูกเป็นข้าราชการ เพราะสวัสดิการดี เจ็บป่วยก็สามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ แถมยังมีเบี้ยบำนาญ ส่วนครอบครัวแพทย์ก็อาจจะอยากให้ลูกเป็นหมอ เพราะเป็นอาชีพที่มีเกียรติ เงินเดือนสูง ซึ่งนำไปสู่การบังคับลูกให้เรียนในสิ่งที่คุณคิดว่าดี และให้ลูกเลือกในสิ่งที่คุณคิดว่าถูกต้อง โดยคิดว่าสักวันหนึ่งลูกจะรู้ได้เองและขอบคุณเราที่บังคับเขาในตอนนี้ 

ความคิดเช่นนี้เป็นความคิดที่ผิด และเป็นความปรารถนาดีที่อาจส่งผลเสียกับลูกของคุณในระยะยาว

เด็กสมัยนี้ไม่ได้ต้องการ “การชี้นำแต่ต้องการคำแนะนำ” 

คนยุคก่อนไม่ได้มีเครื่องไม้เครื่องมือเทคโนโลยีที่จะนำพามาซึ่งความรู้และประสบการณ์ที่นอกเหนือจากในห้องเรียน คำชี้นำ คำสั่งสอนจากผู้ใหญ่ที่ “อาบน้ำร้อนมาก่อน” จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นมาก โดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่ทำงานในด้านต่าง ๆ เช่น คนที่มีพ่อเป็นหมอก็จะเรียนรู้เรื่องวิชาชีพหมอจากพ่อ แต่ในยุคนี้ที่มีสื่อมากมายที่เปิดโลกทัศน์ให้กับเด็ก ๆ พวกเขาสามารถค้นหาความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับอาชีพต่าง ๆ ได้ในอินเทอร์เน็ต การแนะแนว และงาน Open House ตลาดวิชาการที่มหาวิทยาลัยต่าง ๆ พากันจัดเพื่อให้ความรู้ โลกสมัยนี้เปิดกว้างให้พวกเขาได้รับรู้ข้อมูลมากกว่าคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ การเป็นพ่อแม่ที่ดีในยุคนี้จึงไม่ใช่การพยายามชี้นำหรือชักจูงลูกไปในทิศทางที่เราเห็นว่าถูกว่าควร แต่ควรจะถามความคิดเห็นของเขาอย่างเปิดใจรับฟังและให้ “คำแนะนำ” ที่เหมาะสม  เพื่อให้พวกเขาได้คิดและตัดสินใจเองโดยประกอบกับข้อมูลอันมากมายที่มีในมือ 

อาชีพที่ดูมั่นคงในตอนนี้อาจไม่ใช่คำตอบของอนาคต 

เมื่อยี่สิบปีก่อนคงไม่มีใครคาดคิดว่าฟิล์มถ่ายภาพจะไม่เป็นที่นิยมอีกต่อไป เทปคาสเซ็ตจะขายไม่ได้ หรือซีดีจะหยุดผลิตไป…แต่ในความเป็นจริงแล้วเทคโนโลยีแห่งอนาคตเข้ามาใกล้เราทุกวัน อาชีพบางอาชีพที่มีอยู่ในขณะนี้กำลังจะถูกแทนที่โดยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และอาชีพบางอาชีพที่ไม่เคยมีในอดีตกลับกลายเป็นอาชีพที่ได้รับค่าตอบแทนสูงในปัจจุบัน อาชีพประเภทที่เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เช่น วิศวกรซอฟท์แวร์ โปรแกรมเมอร์ กลับกลายเป็นที่ต้องการตัวอย่างมากและมีค่าตอบแทนสูงลิบลิ่ว เมื่อเทียบกับสมัยก่อน 

นอกจากนี้ การปรับเปลี่ยนนโยบายต่าง ๆ งบประมาณ เรื่องของการเมือง ก็อาจทำให้ค่าตอบแทนและโครงสร้างสวัสดิการของอาชีพที่ดูมั่นคงในตอนนี้อย่างอาชีพข้าราชการเปลี่ยนแปลงไปได้ เงื่อนไขการรับบำเหน็จ บำนาญ หรือเงื่อนไขการรับค่ารักษาพยาบาลก็จะเปลี่ยนไปตามกลไกของอนาคต ยกตัวอย่างเช่น อาชีพข้าราชการครู เมื่อเผชิญกับปัญหาสังคมผู้สูงอายุ เมื่ออัตราเด็กเกิดน้อย ทำให้มีจำนวนนักเรียนน้อยลงจนโรงเรียนหลาย ๆ โรงเรียนก็ต้องปิดตัวไป ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่จะการันตีได้ว่าอาชีพที่ดูมั่นคงในตอนนี้นั้นจะเป็นอาชีพที่มั่นคงอยู่ในอนาคตเมื่อถึงรุ่นลูกของเรา 

คนที่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เลือกเองมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงกว่า 

เด็กบางคนเมื่อชีวิตไม่มีทางเลือก หรือถูกพ่อแม่บังคับให้เลือกเส้นทางที่ไม่ได้อยากเลือกก็จะเกิดความกดดัน ไม่มีความสุขกับสิ่งที่ทำ แน่นอนว่าการทำอาชีพหรือการทำมาหากินนั้นไม่จำเป็นต้องขายฝัน ในยุคที่ใคร ๆ ก็ออกไปตามล่าหาความฝันก็ยังคงมีคนที่หาเช้ากินค่ำ แต่คนหาเช้ากินค่ำในแบบที่เลือกเองกับคนหาเช้ากินค่ำในแบบที่ไม่ได้เลือกย่อมมีความกดดันต่างกัน เด็กบางคนไม่ได้อยากเป็นหมอแต่ชอบขายของ วันหนึ่งเขาก็อาจจะได้เป็นเถ้าแก่น้อย แต่ถ้าหากเขาชอบขายของแล้วผู้ใหญ่ไปบังคับให้เขาเป็นหมอ เขาก็จะเป็นหมอที่ไม่มีความสุขหรืออาจไม่มีวันได้เป็นหมอเลยเพราะทนเรียนไม่ไหว 

สุดท้ายแล้ว เราเพียงต้องยอมรับว่าคนทุกคนมีความสามารถและความสนใจพื้นฐานที่แตกต่างกันไป บางคนอาจจะโชคดีที่ลูกสนใจและเลือกอาชีพที่เห็นว่าเหมาะสม แต่ไม่ว่าลูกของคุณจะมีความสามารถหรือความสนใจด้านอะไร คุณก็ควรสนับสนุนและให้โอกาสลูกได้เลือก อบรม แนะแนวพวกเขาไปในทางที่ดี และปล่อยให้เขาได้เติบโตไปในทางที่เขาถนัดให้สุดทาง ให้เขาเลือกเอง 

ต้นไม้ที่งดงาม แข็งแรง และยิ่งใหญ่นั้นล้วนถูกปล่อยให้เติบโตตามธรรมชาติของมันเอง 

ภาพประกอบ

http://www.rakluke.com