เรื่องที่คนไม่ค่อยอยากพูดถึง - อุ๋ย นที เอกวิจิตร์

THINK TODAY เผยแพร่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 11.51 น. • อุ๋ย นที เอกวิจิตร์

ร่างกายของเราใช้เสร็จแล้วเอาไปทำอะไรดี หรือเรียกอีกอย่างว่า จัดการศพยังไง หลังจากตายไปแล้ว หลายคนยังไม่อยากจะวางแผนเพราะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว คงยังไม่เกิดขึ้นเร็วๆเร็วนี้ หรือคิดว่าไม่ใช่ธุระของตัวเองเป็นธุระของ คนรัก ลูกหลานหรือคนในครอบครัวที่จะต้องจัดการให้ 

.

.

ความเชื่อของมนุษย์เราในโลกนี้แตกต่างกันไปมากมายมีวัฒนธรรมในการจัดการกับศพที่ไม่เหมือนกัน อย่างของคนไทยเราส่วนใหญ่ก็จะเผาแล้วเอาเถ้ากระดูกไปลอยอังคารในทะเล แม่น้ำ หรือไม่ก็เอาไปเก็บไว้ที่วัด คนจีนก็นิยมนำไปฝังฮวงซุ้ย โดยมีความเชื่อว่าทำเลที่ตั้งของหลุมฟังศพบรรพบุรุษจะส่งผลกับความเจริญก้าวหน้าของลูกหลาน เช่น ด้านหลังต้องเป็นภูเขาด้านหน้าต้องเป็นน้ำ มีการเตรียมที่ทางไว้ก่อนตาย บางที่ราคาแพงกว่าที่อยู่คนเป็นเป็นเสียอีก 

.

คนอิตาเลียนนิยมฝังศพในสุสาน มีวัฒนธรรมให้เกียรติผู้ตายด้วยการสร้างงานศิลปซึ่งส่วนใหญ่เป็นงานประติมากรรมรูปเหมือนของผู้เสียชีวิต ในอดีตบางคนเป็นคนยากจนยอมอดออมเก็บเงินทั้งชีวิตเพื่อจ้างศิลปินฝีมือดีราคาแพงแกะรูปสลักหินอ่อนของตัวเองให้หลุมฝังศพดูดีที่สุด สุสานที่รวบรวมผลงานระดับโลกที่มี ชื่อเสียงในหมู่ศิลปินอยู่ที่เมืองเจนัวว่า ส่วนของคนธิเบตนั้น กลับตรงกันข้ามคนธิเบตมีความเชื่อว่า หลังจากตายแล้ววิญญาณจะออกจากร่างทันที จึงมองว่าศพเป็นเพียงซากเนื้อเท่านั้น จึงเอาศพเอามาชำแหละให้สัตว์กิน เป็นการทำบุญทำทานครั้งสุดท้าย คนจนก็จะชำแหละโยนลงน้ำให้เป็นอาหารปลา คนทั่วไปก็จะเอาขึ้นภูเขาชำแหละให้นกแร้งกิน พระหรือคนมีสตางค์เท่านั้นถึงจะได้เผาเพราะน้ำมันและไม้เป็นของหายากและมีราคาแพง ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดก็ยังไม่ค่อยจะแปลกเท่าไหร่ ถ้าเทียบกับคนไทยเรา 

.

.

แต่ที่แปลกแบบไม่น่าเชื่อเช่นการกินเถ้ากระดูกของศพผู้ตายของชนเผ่ายาโนมามิในป่าอเมซอนเพราะเชื่อว่า จะเป็นการรักษาจิตวิญญาณของผู้ตายให้ยังมีชีวิตอยู่ต่อไป กรรมวิธีก็คือปล่อยศพทิ้งไว้ประมาณหนึ่งเดือนหลังจากนั้นก็นำไปเผาแล้วเอาเถ้ากระดูกมาต้มเป็นน้ำซุปเพื่อนดื่มกินกันทั้งเผ่า ถ้าเป็นศพของเพศชายที่ถูกฆ่าโดยเผ่าอื่นจะวางทิ้งไว้ประมาณหนึ่งปีเพราะเชื่อว่ารอให้ความแค้นละลายหายไปกับศพแล้วค่อยนำซากมาเผาเพื่อให้ผู้หญิงในเผ่านำมาทกซุปดื่มกินกัน

.

.

ส่วนชาวเอสกิโม มีการพาบรรพบุรุษที่มีอายุมากและใกล้เสียชีวิตขึ้นไปอยู่บนยอดเขาที่มีอากาศหนาวเย็นและปล่อยให้เสียชีวิตด้วยตัวเอง เพราะเชื่อว่าเป็นการสร้างความสบายใจให้กับคนแก่ที่ไม่อยากเป็นภาระกับลูกหลาน เป็นการเดินเข้าสู่ความตายอย่างสง่างาม 

.

.

ในยุคปัจจุบันที่เรากำลังเผชิญกับปัญหาโลกร้อน หลีกเลี่ยงการ สร้างมลพิษ และฝุ่นPM 2.5จากการเผา มีคนนำเสนอวิธีรีไซเคิลศพ ด้วยการนำศพไปย่อยเป็นดิน เพื่อปลูกต้นไม้ เป็นการลดโลกร้อนไปในตัว เป็นอีกวิธีหนึ่งที่น่าสนใจมากๆในยุคปัจจุบัน อยากจะแปลงร่างของผู้ตายให้เป็นปุ๋ยเพื่อปลูกต้นไม้ชนิดต่างๆเป็นไม้ผลก็ได้เป็นไม้ดอกก็ได้ แต่ในประเทศที่ความเชื่อเรื่องชีวิตหลังความตายเข้มข้นอย่างคนไทยเราอาจจะต้องใช้เวลาปรับความคิดกับเรื่องนี้กันนานสักหน่อย

.

.

เพราะบางคนยังเชื่อว่าการบริจาคอวัยวะจะทำให้ชาติหน้ากลายเป็นคนพิการไม่มีอวัยวะส่วนนั้น ซึ่งผมเห็นตรงกันข้ามเลยครับผมรู้สึกว่าสิ่งที่เราไม่ได้ใช้แล้วแต่ไปต่อชีวิตให้กับคนอื่นได้มันช่างมีประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล

.

.

ส่วนตัวผมอยากบริจาคอวัยวะที่ยังมีประโยชน์กับคนอื่นก่อนส่วนที่เหลือค่อยนำไปปลูกต้นไม้เป็นการรีไซเคิลขยะชิ้นใหญ่นี้ให้คุ้มค่าที่สุด

.

.

แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับอยากเอาศพตัวเองไปทำอะไรดี คิดกันไว้บ้างรึยัง