เรียนผูกและเรียนแก้ผ่าน 'คลินิกแก้หนี้'

Businesstoday เผยแพร่ 18 พ.ย. 2562 เวลา 01.53 น. • Businesstoday
เรียนผูกและเรียนแก้ผ่านคลินิกแก้หนี้

ความหวังสูงสุดสำหรับคนที่มีหนี้บัตรเครดิตหลายใบ หรือมีแค่ใบเดียว แต่ใช้จ่ายจนเต็มวงเงิน และไม่สามารถชำระหนี้ได้เต็มจำนวน ต้องใช้วิธีจ่ายขั้นต่ำบ้าง หรือหมุนเงินจากอีกบัตรมาจ่ายอีกบัตร วนไปวนมาจนหนี้น็อครอบ หมุนต่อไม่ไหวอีกแล้ว คือ การหาเจ้าหนี้รายใหม่แบบที่พร้อมจะเคลียร์ทุกบัตรให้ แล้วเป็นเจ้าหนี้รายใหม่เพียงรายเดียว ที่คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระเหมือนที่ลูกหนี้กำลังเผชิญ

ธนาคารหลายแห่งเคยให้บริการแบบนี้ถ้าจำไม่ได้ผิด (หรือถ้าผิดก็ต้องขออภัย) น่าจะเป็นธนาคารอิสลามก็เคยทำหรือธนาคารไทยเครดิตเพื่อรายย่อยก็น่าจะให้บริการที่จำได้ลางๆก็เพราะเคยมีเพื่อนสมัยเรียนมหาวิทยาลัยเจอปัญหาหนี้สินล้นพ้นตัวจากการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตมาขอให้ช่วย ค้ำประกันให้ เพราะแบงก์ที่ให้บริการบอกว่า ช่วยปิดหนี้บัตรทุกใบให้ได้ แล้วมาเป็นหนี้กับเขารายเดียว เพียงแต่ต้องมีคนค้ำประกัน

ตอนนั้นตอบปฏิเสธไปแบบไม่ลังเลถึงเพื่อนจะโกรธแบบตัดเป็นตัดตายก็ต้องยอมให้ตัดเพราะการค้ำประกันให้กับคนที่ไม่มีวินัยทางการเงินใช้จ่ายบัตรเครดิตที่มีอยู่7-8 ใบจนเต็มวงเงินหนำซ้ำยังไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ใครยอมค้ำประกันให้ก็ต้องถือว่าใจเด็ดขั้นสุดยอด

เงื่อนไขที่ต้องมี คนค้ำประกันและไม่มีใครยอมค้ำประกันให้ก็เลยทำให้ลูกหนี้หลายรายไม่สามารถแก้ไขปัญหาหนี้บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสดได้

จนเมื่อปี 2560 โครงการ คลินิกแก้หนี้ ระยะที่ 1 ก็เกิดขึ้นจากความคิดริเริ่มของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยความร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทย และสมาคมธนาคารนานาชาติ ที่ต้องการจะช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน (ซึ่งก็คือ หนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรกดเงินสด) ของลูกหนี้รายย่อยที่มีหนี้ค้างชำระอยู่กับธนาคารเจ้าหนี้ให้สามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้เบ็ดเสร็จครบวงจรในที่เดียว

ระยะที่ 1 มีธนาคารเจ้าหนี้ 16 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ โดยมอบหมายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (บสส.) หรือ SAM เป็นหน่วยงานกลางเชื่อมโยงระหว่างลูกหนี้และเจ้าหนี้ทุกราย เพื่อที่จะรวมศูนย์หนี้ไว้ที่ บสส.ภายใต้โครงการ “คลินิคแก้หนี้” พร้อมๆ กับการทำหน้าที่ส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการวางแผนและวินัยทางการเงินที่ดี เพื่อสร้างค่านิยมที่ถูกต้องด้านการลดความฟุ้งเฟ้อ ฟุ่มเฟือย และสร้างเสริมสุขภาพทางการเงินที่ดี เพื่อนำไปสู่การลดปัญหาหนี้ภาคครัวเรือนทั้งทางตรงและทางอ้อม

จากเฟสแรกเมื่อปี 2560 โครงการคลินิกแก้หนี้ได้ขยายไปสู่เฟสที่ 2 ในปี 2562 โดยครั้งนี้เป็นการขยายขอบเขตให้รวมลูกหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของผู้ประกอบการที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์อีก 19 แห่งที่เข้าร่วมโครงการ รวมเป็นสถาบันการเงินที่เข้าร่วมโครงการทั้งหมด 35 แห่ง ซึ่งว่ากันว่าเป็นเครือข่ายการแก้หนี้ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยแล้ว

สำหรับคุณสมบัติของ หนี้ที่จะเข้าร่วมโครงการจะต้องเป็นหนี้บัตรเครดิตหรือบัตรเงินสดตั้งแต่ 1 ใบขึ้นไป (เปลี่ยนเกณฑ์จาก 2 ใบขึ้นไป) มีมูลหนี้รวมกันไม่เกิน 2 ล้านบาทและหนี้ดังกล่าวต้องเป็นหนี้เสียหรือหนี้ที่ไม่ได้ชำระขั้นต่ำติดต่อกันเป็นระยะเวลา90 วันที่เกิดขึ้นก่อนวันที่ 1 มกราคม 2562 โดยที่หนี้ดังกล่าวจะต้องยังไม่ถูกดำเนินคดีหรือถูกดำเนินคดีแต่จะต้องยังไม่มีคำพิพากษา

ส่วนคุณสมบัติของลูกหนี้คือต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปี เป็นบุคคลธรรมดาและมีรายได้

ถ้าคุณสมบัติเข้าข่ายก็สามารถสอบถามได้ที่คอลล์เซ็นเตอร์ 02-610-2266 หรือสมัครเข้าร่วมโครงการได้ที่ https://www.debtclinicbysam.com/สมัครเข้าร่วมโครงการ/

ประโยชน์ของการเข้าโครงการ "คลินิกแก้หนี้" นอกจากลูกหนี้จะไม่ต้องถูกทวงถามจากเจ้าหนี้หลายราย เพราะจบที่เจ้าหนี้รายเดียว ทำสัญญาแก้หนี้เพียงฉบับเดียวแล้ว ยังสามารถผ่อนชำระสบายๆ ได้ตามตารางการชำระหนี้ โดยสามารถผ่อนยาวๆ ได้ไม่เกิน 10 ปี ดอกเบี้ยขั้นต่ำ 4-7% ต่อปีเท่านั้น ช่วยแก้ปัญหาหนี้นอกระบบไปได้อีก

แต่ปัญหาสำคัญที่เข้าใจว่า หลายคนอาจจะไม่สามารถเข้าโครงการนี้ได้ คือ การที่หนี้ถูกดำเนินคดีไปถึงขั้นมีคำพิพากษาแล้ว และเงื่อนไขที่สำคัญอีกประการของการเข้าโครงการนี้ คือ ลูกหนี้จะไม่ก่อหนี้ใหม่ในช่วงเวลาที่กำหนดทั้งๆ ที่การแก้ไขปัญหาหนี้ที่สำคัญที่สุด คือการไม่ก่อหนี้ใหม่ และตั้งหน้าตั้งตาใช้หนี้เก่าให้หมด ก่อนจะเริ่มต้นชีวิตใหม่แบบ ปลอดหนี้

หลายคนทำไม่ได้เพราะเสพติดการก่อหนี้ไปแล้วและไม่รู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรถ้าไม่ก่อหนี้ใหม่ทางแก้มีให้แล้วก็ต้องพยายามแก้เพราะถ้ายิ่งผูกยิ่งก่อจะยิ่งยุ่งและยิ่งยาก

 

ดูข่าวต้นฉบับ