เราเป็นของมัน หรือ มันเป็นของเรา - อุ๋ย นที เอกวิจิตร์

THINK TODAY เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2562 เวลา 09.35 น.

วัตถุนิยม คำนี้ คำนี้ฟังดูเหมือนเป็นคำจำกัดความลักษณะนิสัยของบุคคล ที่บางคนอาจจะฟังแล้วรู้สึกในแง่ลบ แต่บางคนก็รู้สึกเฉยๆ 

ถ้าถามว่าผมกำลังเป็นทาสของวัตถุอยู่หรือเปล่า

ส่วนตัวผมบอกเลยว่า เป็น

แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับว่าช่วงนั้นมีสติมากหรือน้อยแค่ไหน สติมากก็เป็นทาสน้อย หรือ แทบจะเป็นอิสระเลยทีเดียว ไม่ยึดติดอยากได้อะไรแบบไร้เหตุผล ถ้าขาดสติ ก็เป็นทาสของวัตถุแบบหน้ามืดตามัว ไถหน้าจอโทรศัพท์ดูทั้งวัน อยากได้อยากครอบครอง

ยกตัวอย่าง ผมเป็นคนชอบแต่งตัวมาตั้งแต่สมัยวัยรุ่น รู้สึกสนุกกับการแต่งตัว ตามแฟชั่นบ้าง ไม่ตามบ้าง 

สมัยวัยรุ่นเคยเก็บหอมรอมริบอย่างยากลำบากเพื่อซื้อเสื้อยืดคอกลมสีดำธรรมดา ราคาเท่าค่าขนมทั้งเดือน ไม่ได้ซื้อเพราะดีไซน์มันสวย แต่ซื้อเพราะมีโลโก้แบรนด์ ที่กำลังเป็นที่นิยมอยู่บนหน้าอก คิดง่ายๆว่าใส่แล้วคงเท่น่าดู นึกย้อนไปแล้วทั้งขำ ทั้งสงสารปนสมเพชตัวเอง ที่ต้องดิ้นรนขนาดนั้น เพื่อให้คนยอมรับ 

อาจเป็นเพราะ นิสัยขี้อายและขาดความมั่นใจในตัวเอง เลยต้องไปยืมแบรนด์มาเสริมสร้างภาพลักษณ์ให้รู้สึกมั่นใจมากขึ้น อิทธิพลของตราสินค้ามีผลกับผมอย่างมากในช่วงวัยรุ่น รองเท้าก็เป็นรุ่นที่เค้านิยมกัน รองเท้าส่วนใหญ่สีขาว ใส่แล้วก็เดินลำบากเพราะกลัวเลอะ ไปที่คนเยอะๆ โดนใครเหยียบแล้วเปื้อนก็ไม่พอใจ ใช้ชีวิตลำบากจัง

ถามว่าปัจจุบันเลิกซื้อสินค้าเหล่านั้นแล้วหันมาใส่เสื้อม่อฮ่อม กางเกงเล แล้วเหรอ? 

เปล่าเลยครับ ยังซื้อยี่ห้อนั้นอยู่บ้างเพื่อการทำงานและเพื่อสนองกิเลสเพราะชอบของสวยงาม แต่ไม่ต้องอดค่าขนมทั้งเดือนมาซื้อ แล้วก็ซื้อด้วยเหตุผลที่ต่างจากเดิม ใช้ใส่ทำงาน ไม่มีแบรนด์ก็ใส่ เอาเสื้อผ้าเก่ามาโมดิฟายใส่เองด้วย ใช้อย่างรู้เท่าทันมากขึ้น เพราะคิดได้

เกือบสิบปีที่แล้วอ่านหนังสือเล่มนึง เขียนคำถามชวนคิดประมาณว่า เสื้อผ้า เครื่องประดับที่ใส่ๆอยู่นี่ ข้าวของเครื่องใช้ที่ครอบครอง รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ มันเป็นของเรา หรือว่า เราเป็นของมัน ก็ตอบในใจว่ามันเป็นของเราสิ 

แล้วก็มานั่งพิจารณา ว่าตัวผมเองคอยเช็ดแว่นกันแดด จับอย่างระมัดระวัง ใส่เข้าใส่ออกกับกล่องแว่น คอยพะวงกลัวเลนส์เป็นรอย ไปไหนก็ต้องพกกล่องแว่นกันแดด รองเท้าก็เหมือนกัน คอยระวังรองเท้าผ้าใบคู่โปรดราคาแพง ไม่ให้เปื้อนอยู่ตลอดเวลา คิดพิจารณาดูแล้ว เหมือนเราเป็นทาสของมันมากกว่านะ 

ถ้าใช้ชีวิตลำบากขนาดนี้ ต้องคอยพะวง เป็นห่วงตลอด นึกเปรียบเทียบถึงวันที่ใส่เสื้อผ้ารองเท้าเครื่องประดับที่เราไม่ได้หวงไม่ต้องดูแลรักษา ใช้ชีวิตสบายมากๆเลย ไปไหน ทำอะไรก็ไม่ต้องระวัง การที่ต้องคอยเป็นห่วงวัตถุของใช้มากเกินไปเหมือนมันจะเป็นเจ้าของเรา มีอำนาจเหนือเรามากกว่า

หลังจากนั้นมุมมองผมกับสิ่งของก็เปลี่ยนไปพอสมควร ยิ่งมาเรียนรู้ เรื่องเหตุแห่งทุกข์จากพุทธศาสนา ว่ามาจากความยึดมั่นถือมั่น ยิ่งใช้สอยของรอบตัวอย่างปล่อยวางมากขึ้น ไม่อยากเป็นทาสมัน 

ตั้งใจว่า ของเหล่านี้ เราต้องใช้มัน ไม่ใช่ให้มันใช้เรา ดูแลรักษาได้ ไม่ทิ้งขว้าง แต่เอาความสะดวก สบายใจ มาก่อน จะเลอะ จะพังเพราะการใช้งาน ก็เข้าใจ เพราะซื้อมาใช้ ชิ้นไหนสวยแต่ใช้ชีวิตลำบากก็ไม่ซื้อมาใส่ กับอีกหนึ่งเหตุผลคือ

เคยมีคนบอกว่า คนที่ใช้ของแพง ใช้ของแบรนด์เนมเพราะเค้ารู้สึกตัวเองไม่มีค่า จึงต้องหาของมีค่ามาใส่ให้ตัวเองดูมีค่าขึ้นมา แต่สำหรับคนที่เป็นคนมีความสามารถ มีดีมากพอ เค้าไม่จำเป็น 

ต้องพึ่งของเหล่านี้ให้ตัวเองดูดีมีราคา ยกตัวอย่าง พี่ตูน บอดี้แสลม ถอดเสื้อใส่กางเกงขาสั้นวิ่งมา คนก็ยังชื่นชม ไม่ต้องพึ่งพาของแพงๆเพื่อเสริมความมั่นใจให้คนนับถือ

ผมเห็นด้วย แต่ไม่ทั้งหมด เราจะตัดสินคนที่เค้าใช้ของหรู ดูแพง ว่าเป็นคนไม่มีความมั่นใจ ไม่มีดี จนต้องพึ่งพาของเหล่านี้ก็ดูจะตัดสินอะไรง่ายเกินไป เพราะบางคน เค้าอาจจะมองเห็นและเข้าใจความจริงของสังคมปัจจุบัน ข้อนึงที่ว่า คนส่วนใหญ่มักจะตัดสินคนจากภายนอก 

เค้าจึงมองว่าการใช้ของแพงหรือแบรนด์เนม เป็นการลงทุนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือในการทำมาหากิน ซึ่งในหลายๆรายก็ได้ผล ถึงขนาดเช่า supercar มาจอดถ่ายรูปก็มีให้เห็นมาแล้วในโลกออนไลน์ และบางคนก็ซื้อเพราะคุณภาพและดีไซน์ ไม่ใช่เพราะจะเอาไปอวดใคร เจตนาหรือเหตุผลของแต่ละคนก็ต่างกัน มีแต่เจ้าตัวเท่านั้นที่รู้ว่า แท้จริงแล้ว เพราะอะไร

แต่เห็นด้วยว่าถ้าเรามีสติ รู้เท่าทันการใช้วัตถุ ในสังคมวัตถุนิยม อย่างเข้าใจ เราจะทุกข์น้อยลง มีความสุขง่ายขึ้นเพราะ

ให้ค่าสิ่งไหน ก็จะทุกข์เพราะสิ่งนั้น

จงมีอำนาจเหนือมัน อย่าให้มันมีอำนาจเหนือเรา

และหมั่นพัฒนาตัวเองจนมีความมั่นใจ 

ในวันที่ไม่มีเปลือกราคาแพงห่อหุ้ม 

เราก็ยังรู้สึกมีคุณค่า ไม่ต้องพี่งพาวัตถุมาเติมเต็ม