เราต่างอยากมีชีวิตที่สมบูรณ์ แม้ในวันที่ร่างกายไม่สมบูรณ์

The Momentum อัพเดต 15 พ.ย. 2562 เวลา 19.33 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2562 เวลา 19.24 น. • สิรินารถ อินทะพันธ์

In focus

  • Dancer in the Dark(2000) เรื่องของแม่ผู้สูญเสียการมองเห็น และลูกของเธอก็กำลังจะสูญเสียตามไป ในการกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ลาร์ส ฟอน เทรียร์ ผู้กำกับใช้เวลาอยู่เป็นปีเพื่อโน้มน้าวให้บียอร์คมาร่วมแสดงในบทบาทนำ และท้ายที่สุดเธอก็ไม่ได้ปลื้มกับผลงานนี้เท่าไร
  • Sympathy for Mr. Vengeance(2002) ปฐมบทไตรภาคแห่งการล้างแค้นของผู้กำกับ ปาร์ค ชานวุค เป็นเรื่องของริว ชายหนุ่มผู้ทั้งหูหนวกและเป็นใบ้ เพื่อหาเงินมาให้พี่สาวได้ปลูกถ่ายไต เขาพลาดพลั้งทำให้เด็กหญิงคนหนึ่งต้องตาย และนั่นนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมต่ออีกหลายชีวิต
  • The Tribe(2014) เรื่องของกลุ่มอาชญากรรมสุดเลวร้ายในโรงเรียนประจำสำหรับคนหูหนวก เรื่องนี้เขียนบทและกำกับโดยมิโรสลาฟ สลาโบชพิตสกี ซึ่งไม่มีความเข้าใจในภาษามือเลยแม้แต่น้อย ขณะที่นักแสดงทั้งหมดล้วนเป็นใบ้และหูหนวกจริงๆ 

คุณเคยนึกไหมว่าถ้าวันใดวันหนึ่งที่เราสูญเสียอะไรสักอย่างในร่างกายไปจะเป็นอย่างไร ถ้าวันหนึ่งเราพูดไม่ได้จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าวันหนึ่งเรามองไม่เห็นจะใช้ชีวิตอย่างไร ถ้าวันหนึ่งเราต้องติดอยู่กับที่ชีวิตที่เหลือจะยังมีความหมายอยู่หรือไม่ เราอาจไม่เคยนึกถึงสิ่งนี้มาก่อนเลย เราจึงอาจมองไม่เห็นว่าแท้จริงแล้วพวกเขาต้องการสิ่งใดและสังคมสามารถช่วยเหลือเขาได้ในทางไหนบ้าง 

ดังนั้น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ เราอาจเริ่มต้นได้ด้วยการมองภาพสะท้อนผ่านภาพยนตร์ อาทิ The Theory of Everything, The Intouchables, Still Aliceหรือ Wonderแต่ในอีกทางหนึ่งก็ยังมีภาพยนตร์ที่เผยให้เห็นความเจ็บปวดมากกว่านั้น ผ่านความดำมืดของชีวิต ซึ่งเราอยากให้ทุกคนได้ลองไปสำรวจกัน

Dancer in the Dark (2000)

ในการกำกับภาพยนตร์เรื่องนี้ ลาร์ส ฟอน เทรียร์ ผู้กำกับใช้เวลาอยู่เป็นปีเพื่อโน้มน้าวให้บียอร์คมาร่วมแสดงในบทบาทนำ และท้ายที่สุดเธอก็ไม่ได้ปลื้มกับผลงานนี้เท่าไร ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็นที่รู้กันดีว่าไม่ลงรอยกันนัก ทุกเช้าของการถ่ายทำบียอร์คจะบ่นกับลาร์สเสมอว่าไม่อยากแสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ แต่ทุกอย่างก็ผ่านมาได้ และออกมาอย่างที่เรา (จะ) ได้เห็น

Dancer In The Darkเป็นภาพยนตร์เรื่องสุดท้ายใน Golden Heart Trilogy ของลาร์ส ฟอน เทรียร์ ซึ่งสองเรื่องก่อนหน้านี้ได้แก่ Breaking the Waves(1996) และ The Idiots(1998)

เส้นเรื่องเกิดขึ้นในวอชิงตันปี 1964 เซลม่า เป็นผู้อพยพชาวเช็คที่ย้ายถิ่นฐานมาอยู่ที่นี่ ความเป็นอยู่ของเธอค่อนข้างที่จะไม่ดีนัก ลำพังหากเลี้ยงแค่ตัวเองอาจจะยังพอไหว แต่เธอมีลูกชายที่ต้องเลี้ยงดูด้วยอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอ โชคชะตายังซ้ำเติมเซลม่าด้วยการให้เธอเผชิญหน้ากับโรคร้าย การมองเห็นจะค่อยๆ สูญเสียไปทุกขณะ จนในที่สุดมันก็จะมืดสนิทไปตลอดกาล ที่สำคัญลูกชายของเธอก็กำลังจะเป็นโรคเดียวกันนี้

เซลม่าพยายามอย่างเอาเป็นเอาตายในการหาเงิน และประหยัดค่าใช้จ่ายให้ได้มากที่สุดเพื่อจะได้มีเงินเก็บไว้ให้ลูกชายผ่าตัด เขาจะได้ไม่ต้องตกอยู่ในโลกอันมืดมิดเช่นเธอ แต่แล้ววันหนึ่งเงินที่เฝ้าสะสมมาก็หายไป ซึ่งเซลม่าแทบจะรู้ตัวคนร้ายในทันที เมื่อเธอไปทวงถามหาเงินคืน เหตุการณ์ดันพลิกผันไปหมด… ดวงตาที่มีก็มองไม่เห็น เงินที่ตั้งใจเก็บไว้ก็หายไป คนที่เคยไว้ใจก็ทำร้าย ชีวิตผลักเธอจนไปสู่ขอบเหว มันบีบบังคับให้เธอคงทำอะไรไม่ได้นอกจากตกลงไปยังหุบเหวนั่น จากนั้นก็นอนรอความตายอย่างเดียวดาย และถูกพรากจากลูกชายโดยที่ไม่เคยนึกฝัน

Sympathy for Mr. Vengeance (2002)

ปฐมบทไตรภาคแห่งการล้างแค้นของผู้กำกับ ปาร์ค ชานวุค (อีกสองเรื่องได้แก่ Oldboyและ Sympathy For Lady Vengence) ที่นับเป็นภาพยนตร์เรื่องแรกในประวัติศาสตร์ที่ผนวกฉากเซ็กส์เข้ากับตัวละครไร้เสียง ซึ่งต้องสื่อสารด้วยภาษามือ นักแสดงผู้รับบทตัวละครทุกตัวที่ต้องใช้ภาษามือต้องไปเรียนรู้จริงร่วมกับคนหูหนวกและเป็นใบ้ และโดยเฉพาะกับรยู ซึงบอม เขาต้องใช้เวลากับคนที่พิการทางสมอง เพื่อศึกษาการเคลื่อนไหวของพวกเขาแล้วนำมันมาปรับใช้ในการแสดง

ภาพยนตร์ติดตามชีวิตชายหนุ่มคนหนึ่งที่มีนามว่า ริว เขาทั้งหูหนวกและเป็นใบ้ แต่ก็พยายามจะหารายได้มาเพื่อให้พี่สาวได้ปลูกถ่ายไต แม้มันจะดูสิ้นหวังเพียงใดก็ตาม เมื่อมาถึงจุดจวนตัวที่สุด ริวจึงหันไปพึ่งพาตลาดมืออย่างแก๊งขายอวัยวะ แต่ก็โดนตลบหลังเข้าจนได้ ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น การรอคอยพอจะให้ความหวังอยู่บ้าง เมื่อมีผู้บริจาคไตที่เหมาะสม ปัญหาลำดับถัดมาคือเขาจะหาเงินจำนวนมากมาสำหรับการผ่าตัดได้อย่างไร

ริวจึงเดินทางผิดเป็นครั้งที่สอง เขาร่วมมือกับแฟนสาวลักพาตัวเด็กหญิงลูกประธานบริษัทมา สิ่งที่เขาต้องการมีเพียงเงิน โดยที่ไม่คิดจะทำร้ายเด็กหญิงตัวเล็กๆ นั้นเลย แต่ความผิดพลาดก็ประเดประดังเข้ามาไม่หยุดหย่อน เขาไม่ได้เลือกที่จะก้าวพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่าเอง ชีวิตอันอับโชคนั่นแหละที่เป็นต้นเหตุ และมันก็ไม่ยอมประนีประนอมให้กับเขาแม้แต่ก้าวเดียว นี่จึงกลายเป็นชนวนแห่งการล้างแค้นที่ซ้อนทับกันไปมา ในเมื่อไม่เหลืออะไรให้ต้องเสียแล้วมนุษย์ก็พร้อมปลดเปลื้องทุกความรู้สึก ทั้งในรูปแบบของการหวนไห้และความรุนแรง ช่างเป็นโศกนาฏกรรมที่เลือดเย็นต่อทุกคนเหลือเกิน

The Diving Bell and the Butterfly (2007)

นี่เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงกับชีวิตของ ฌอง-โดมินิก โบบี ที่ถูกสร้างมาจากหนังสือที่เขาเขียนอีกทีหนึ่ง โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของผู้กำกับ จูเลียน ชนาเบิล เขาเริ่มต้นโดยการไปลงเรียนภาษาฝรั่งเศสก่อนเป็นอันดับแรก เพราะต้องการไปถ่ายทำในฝรั่งเศสเพื่อความสมจริง และให้มันออกมาเหมาะสมกับเรื่องราว

ฌอง-โดมินิก โบบี เป็นบรรณาธิการนิตยสาร Elleประเทศฝรั่งเศส ชีวิตของเขาเพียบพร้อมไปด้วยทุกอย่าง ชื่อเสียง ความสำเร็จ หน้าที่การงาน ภรรยาที่น่ารัก และลูกๆ ที่เป็นดั่งดวงใจ ซึ่งคงไม่มีใครคิดฝันว่าวันหนึ่งทุกอย่างจะหายวับไปในพริบตาเดียว 

เช้าวันหนึ่งในปี 1995 ระหว่างที่ขับรถอยู่นั่นเอง อาการต่างๆ ก็จู่โจมฌองอย่างรวดเร็ว ดวงตาพร่ามัว เหงื่อแตก ร่างกายไม่ตอบสนองไปตามต้องการ และเมื่อรู้สึกตัวอีกทีเขาก็พบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงที่เต็มไปด้วยเครื่องช่วยชีวิต ทั้งหมดนี้เป็นผลพวงมาจากอาการเส้นเลือดในสมองแตก ซึ่งทำให้เขาตกอยู่ในสภาพที่เรียกว่า lock-in syndrome

แม้ว่าความคิดยังคงทำงานได้อย่างปกติ แต่นั่นก็แทบไม่มีความหมาย เพราะว่าฌองไม่สามารถขยับร่างกายส่วนไหนได้เลย ยกเว้นเพียงการกระพริบเปลือกตาข้างซ้าย หากเป็นคนที่ไม่ได้มีจิตใจที่เข้มแข็งอย่างถึงที่สุด ชีวิตนี้ก็คงไม่ต่างอะไรจากการตายไปแล้ว แต่ฌองกลับมีพลังใจอันยิ่งใหญ่ และตัดสินใจที่จะเขียนหนังสือถึงสิ่งต่างๆ ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิดหรอก ฌองจะเขียนหนังสือ โดยการกระพริบตาที่เหลืออยู่เพียงข้างเดียว

เขาคือผู้ชายที่รักการเดินทาง เปี่ยมด้วยจินตนาการ มากล้นอารมณ์ขัน และไม่ยอมสิ้นหวังกับชีวิต หนังสือเล่มนี้เกิดขึ้นได้ด้วยการกระพริบตามากกว่า 200,000 ครั้ง Le Scaphandre et le Papillonสามารถทำยอดขายได้ถึง 25,000 ฉบับในวันแรก

Mother (2009)

ในตอนนี้ชื่อเสียงของผู้กำกับ บงจุนโฮ คงเป็นที่เลื่องลือไม่น้อยจากการพา Parasiteไปคว้ารางวัลสูงสุดจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์มาได้ แต่ภาพยนตร์เรื่องก่อนๆ ของเขาก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ซึ่งหนึ่งในเรื่องที่สั่นสะเทือนความรู้สึกคนดูอย่างผู้เขียนเองก็คือ Mother

ภาพยนตร์เรื่องนี้บงจุนโฮเขียนร่างแรกไว้ตั้งแต่ปี 2004 ก่อนที่เขาจะสร้าง The Host(2006) เสียอีก เวลานั้นเป็นช่วงที่เขาได้พบกับนักแสดงหลักอย่างคิมฮเยจาเป็นครั้งแรก เธอมีฝีมือการแสดงเข้าขั้น แต่ภาพลักษณ์ในบทบาทแม่นั้นแทบไม่แตกต่างไปจากเดิม จนเวลาล่วงเลยมาถึงปี 2009 เรื่องราวของสองแม่ลูกก็ปรากฏสู่สายตา และในการถ่ายทำฉากเปิดเรื่องอันลือลั่นนั้น ตัวบงจุนโฮเองก็ร่วมขยับร่างกายไปพร้อมๆ กับคิมฮเยจาด้วย ทั้งนี้ก็เพื่อให้เธอรู้สึกประหม่าน้อยลง แล้วผลลัพธ์ที่ได้ก็ตราตรึงผู้ชมไว้ได้จริงๆ

มันเป็นเรื่องราวของหญิงม่ายที่อาศัยอยู่ตามลำพังกับลูกชาย เธอประกอบอาชีพขายสมุนไพรในร้านที่ใหญ่กว่าซอกหลืบขึ้นมาหน่อย และฝังเข็มให้กับบางคนโดยที่ไม่มีใบอนุญาต ลูกชายของเธอชื่อโดจุน ชายหนุ่มที่มีอาการพิการทางสมอง ตามความคิดใครไม่ค่อยทัน และบางครั้งก็ซื่อจนทื่อเกินไป

แล้วอยู่มาวันหนึ่ง โดจุนก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตกรรมเด็กสาววัยมัธยม เขายอมโดนจับไปแต่โดยดี ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองกระทำผิดจริงหรือเปล่า นั่นเองที่ทำให้หัวอกคนเป็นแม่ต้องสูญสลาย หญิงม่ายคล้ายจะรู้อยู่เต็มอกว่าลูกของเธอไม่มีทางลงมือฆ่าใครได้ เธอจึงเริ่มสืบหาความจริงด้วยตัวเอง เพื่อล้างมลทินให้กับลูกชาย ซึ่งต่อให้แลกมาด้วยชีวิตเธอก็พร้อมยอมแลก แต่ว่ามันต้องแลกมาด้วยชีวิตใครกันแน่?

The Tribe (2014)

The Tribeเขียนบทและกำกับโดยมิโรสลาฟ สลาโบชพิตสกี ซึ่งไม่มีความเข้าใจในภาษามือเลยแม้แต่น้อย ในการถ่ายทำเขาต้องมีล่ามเพื่อสื่อสารและตรวจสอบตลอดว่านักแสดงทุกคนเล่นไปตามบทบาท เพราะนักแสดงทั้งหมดล้วนเป็นใบ้และหูหนวกจริงๆ ภาษามือที่สื่อสารในเรื่องนี้เป็นภาษามือยูเครน แต่ผู้ที่ใช้ภาษามือยุโรปตะวันตกอาจเข้าใจเนื้อหามากถึง 70% ของภาษานี้

แม้จะเป็นภาพยนตร์ที่ใช้ภาษามือตลอดทั้งเรื่อง แต่ผู้กำกับก็เลือกที่จะไม่ใส่คำบรรยายและดนตรีประกอบภาพยนตร์เลย ผู้ชมจึงตกอยู่ในความเงียบที่มีมวลของความอึดอัดหนักอึ้งตั้งแต่ต้นไปจนจบ

เซอร์เก เป็นเด็กนักเรียนใหม่ที่เข้ามาอยู่ในโรงเรียนประจำเพื่อคนหูหนวก สถานที่แห่งนี้ทำให้เขารู้สึกแปลกแยก และมันก็ช่างแตกต่างจากช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งหมด แต่ในเมื่อเซอร์เกต้องอยู่ที่นี้ไปอีกนาน เขาจึงพยายามหาที่ทางให้กับตัวเอง จนไปเข้าพวกกับกลุ่มอาชญากรรมในนาม The Tribe

กลุ่มนี้เรียกได้ว่าเป็นแก๊งมาเฟียปกครองโรงเรียนเลยก็ว่าได้ พวกเขาทั้งข่มขู่ ปล้น ค้ายา และค้าประเวณี ซึ่งผู้หญิงที่พาไปขายบริการก็คือเพื่อนร่วมชั้นของพวกเขาเอง เซอร์เกได้รับมอบหมายให้เป็นคนพาสาวๆ ไปขายบริการตามที่ต่างๆ และมันคงจะดีต่อตัวเขากว่านี้ หากเขาไม่ตกหลุมรักหนึ่งในสาวโสเภณี จนทำให้ชีวิตบานปลายไปสู่ผลลัพธ์สุดสลด แล้วมันก็ยังแสดงให้เราเห็นว่าบนโลกใบนี้นั้นเต็มไปด้วยความรุนแรงในทุกซอกหลืบของสังคมมนุษย์

ดูข่าวต้นฉบับ