เมื่อ “Gen Y” ไม่เป็นหนี้...ประเทศไทยนี้จะเป็นอย่างไร?

Wealthy Thai อัพเดต 17 ก.ย เวลา 06.44 น. • เผยแพร่ 17 ก.ย เวลา 06.44 น. • wealthythai
เมื่อ “Gen Y” ไม่เป็นหนี้...ประเทศไทยนี้จะเป็นอย่างไร?
จากข้อมูล “ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)” เมื่อปี 2559 พบว่ากลุ่ม “Gen Y” ซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 23-38 ปีจำนวน 14.4 ล้านคน ประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรทั้งหมดของ Gen Y หรือประมาณ 7.2 ล้านคนมีภาระหนี้ต่อคนอยู่ถึง 423,000 บาท และที่มากไปกว่านั้นประมาณ 20% ของ Gen Y ที่กู้หนี้ หรือประมาณ 1.4 ล้านคน ผิดนัดชำระหนี้โดยคิดเป็น 7.1% ของสินเชื่อทั้งหมดที่มีการผิดนัดชำระและแนวโน้มองค์รวมคือเพิ่มขึ้น

จากข้อมูล “ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)” เมื่อปี 2559 พบว่ากลุ่ม Gen Y ซึ่งในขณะนั้นมีอายุ 23-38 ปีจำนวน 14.4 ล้านคน ประมาณครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรทั้งหมดของ Gen Y หรือประมาณ 7.2 ล้านคนมีภาระหนี้ต่อคนอยู่ถึง 423,000 บาท และที่มากไปกว่านั้นประมาณ 20% ของ Gen Y ที่กู้หนี้ หรือประมาณ 1.4 ล้านคน ผิดนัดชำระหนี้โดยคิดเป็น 7.1% ของสินเชื่อทั้งหมดที่มีการผิดนัดชำระและแนวโน้มองค์รวมคือเพิ่มขึ้น
ข้อมูลเหล่านี้เกี่ยวข้องกับเราและอนาคตของประเทศไทยอย่างไร รวมถึงเราจะร่วมมือกันอย่างไรเพื่อทำให้ประเทศไทยไปข้างหน้าได้อย่างราบรื่นอาจพิจารณาได้ดังนี้
ด้วยความที่กลุ่มคน Gen Y” (กลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี 1980-1995) เป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่สุดของประเทศไทยโดยมีถึง 28% ของประชากรทั้งหมดของประเทศซึ่งคน Gen Y เกิดมาในยุคที่เศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟูพ่อแม่ส่วนใหญ่ซึ่งเป็นคนกลุ่ม Baby Boomer และบางส่วนคือคน Gen X” ที่สร้างเนื้อสร้างตัวได้จากการผ่านความยากลำบากในการสร้างเนื้อสร้างตัวและผ่านวิกฤตเศรษฐกิจมาด้วยความอดทน ส่งมอบความฝันหรือบางสิ่งที่ตนขาดให้กับลูกๆ ที่เป็นกลุ่มคน Gen Y มีผลให้กลุ่มคน Gen Y ส่วนหนึ่งได้รับการตามใจมีอิสระในการเลือกสูงและเต็มเปี่ยมไปด้วยความเป็นตัวของตัวเองต้องการพื้นที่ในการแสดงออกของตนเองสูง
จากปัจจัยดังกล่าวประกอบกับเทคโนโลยีอันทันสมัยที่เติบโตขึ้นมาพร้อมกับกลุ่มคน GenY และรวมถึงการเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักของสินค้าและบริการหลากหลายประเภททำให้กลุ่มคน Gen Y เข้าถึงการจับจ่ายใช้สอยได้อย่างง่ายมากเป็นเหตุให้เกิดเทรนด์ “ของมันต้องมี” “ของมันต้องได้”
จากงานวิจัยของ TMB Analytics” เกี่ยวกับพฤติกรรมการใช้เงินเชิงลึกของกลุ่มคน Gen Y ผ่านแคมเปญ “ของมันต้องมีก่อน 40” พบว่ากลุ่มคน Gen Y ส่วนใหญ่มีเป้าหมายชีวิตที่ดี เช่น ต้องการมีบ้านมีรถเป็นของตนเอง หากแต่ว่าสิ่งที่ต้องการกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพฤติกรรมนั้นสวนทางกัน

 

 

โดยสิ่งที่เกิดขึ้นจริงนั้นกลุ่มคน GenY หมดเงินไปกับ “ของมันต้องมี” ซึ่งประกอบไปด้วยโทรศัพท์มือถือ เสื้อผ้าเครื่องสำอางค์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กระเป๋า นาฬิกา และเครื่องประดับ โดยเฉลี่ยปีละ 95,500 บาทต่อปี เท่ากับว่าหากเอาค่าใช้จ่ายทั้งหมดมาคูณจำนวนกลุ่มคน Gen Y จะเท่ากับว่ากลุ่มคน Gen Y หมดเงินไปกับ “ของมันต้องมี” ไปถึง1.37 ล้านล้านบาท เทียบเท่าอัตราการขยายตัว 13% ของประเทศไทย
“ด้วยความมั่นใจในตนเองต้องการเลือกสินค้าและบริการด้วยตนเอง หาข้อมูลเองของคน Gen Y และการวางแผนการเงินในประเทศไทยยังไม่แพร่หลายเท่าที่ควร ทำให้กลุ่มคน Gen Y เองวางแผนการเงินน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณประชากร อีกทั้งยัง ‘วางเงินไว้ผิดที่’ ทำให้เงินไม่งอกเงยและทำงานได้อย่างเต็มที่”
จากปัจจัยทั้งหมดข้างต้นทำให้กลุ่มคน Gen Y ประมาณ 1.4 ล้านคน ‘ผิดชำระหนี้’ และอีกทั้งคนส่วนใหญ่มิได้ทำการวางแผนการเงินซึ่งจะมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในระยะยาวเป็นเหตุให้ภาครัฐและเอกชนต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง มีงานวิจัยระบุออกมาว่าอีก 15-20 ปี ข้างหน้า หากพฤติกรรมดังกล่าวไม่ถูกปรับเปลี่ยนกลุ่มคน Gen Y ประมาณ 5 ล้านคน จะเกษียณไปพร้อมกับหนี้ ซึ่งจะทำให้เป็น “หลุมดำ” ทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง แล้วเราจะรับมือจัดการรวมถึงร่วมมือกันอย่างไรให้ประเทศไทยไปข้างหน้า?
ถึงสภาวการณ์นี้ใน ‘ยุค COVID-19’ ดูเหมือนว่า “เศรษฐกิจพอเพียง” น่าจะเป็นคำตอบหนึ่งที่ควรถูกสนับสนุนในเหตุการณ์นี้มากที่สุดซึ่งในที่นี่เราอาจจะหมายถึงการใช้การวางแผนการเงินแบบบูรณาการเข้ามาร่วมเพื่อให้บุคคลแต่ละคนได้กำหนดเป้าหมายและทิศทางของชีวิตในกรอบของรายได้และรายจ่ายรวมถึงสินทรัพย์และหนี้สินที่มีอยู่เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้เงินผิดที่ผิดทางวางเงินหรือลงทุนผิดประเภทเพื่อให้แต่ละบุคคลสามารถบรรลุเป้าหมายชีวิตและมีเงินใช้อย่างเพียงพอในยามเกษียณได้
นอกจากนี้หากกลุ่มคน Gen Y ลดอัตราการใช้จ่ายกับ “ของมันต้องมีและของมันต้องได้” ลงมา 50% แล้วนำเงินดังกล่าวไปลงทุนอย่างถูกวิธีเมื่อเวลาผ่านไป 10-30 ปี ความฝันในการมีบ้าน มีรถ มีเงินเก็บเพื่อใช้ในยามเกษียณของตนเองก็สามารถเกิดขึ้นได้ (สำหรับการลดค่าใช้จ่ายต้องทำอย่างไรนั้นสามารถติดตามอ่านได้จากบทความอื่นๆ ของสมาคมนักวางแผนการเงินไทย)
เพราะองค์ประกอบที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยไม่ใช่ภูเขาท้องฟ้าแม่น้ำหรือต้นไม้ใบหญ้า หากแต่เป็นคนแต่ละคนที่เรียกตนเองว่า ‘คนไทย’ ดังนั้นเมื่อคน 1 คน สามารถรับผิดชอบตนเองมี ‘แผนการเงินที่ถูกต้อง’ และใช้การได้สำหรับตนเองแล้วก็เท่ากับว่าบุคคลคนนั้นก็ไม่ต้องใช้เงินงบประมาณในการช่วยเหลือจากประเทศชาติในยามชรา
“หากคนไทย 20 คน 100 คน 1 ล้านคน 20 ล้านคน รับผิดชอบตนเองได้ทั้งชีวิต ชีวิตจะมีความสุขใจและความภูมิใจมากเพียงใด และแน่นอนว่าเขาเหล่านั้นจะเป็นส่วนในการพัฒนาประเทศชาติไปในอีกทิศทางหนึ่ง ไม่แน่ว่าประเทศไทยจะพลิกจากประเทศกำลังพัฒนากลายเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วก็เป็นได้ เมื่อคนไทยรู้จักและรับผิดชอบในการบริหารจัดการเงินและเป้าหมายชีวิตของตนเอง”
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand,สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ  www.tfpa.or.th

ดูข่าวต้นฉบับ