เปิดพฤติการณ์เหี้ยม แม่ปุ๊ก หมอสั่งห้ามเยี่ยม เผยอาการเด็กสุดทรมาน

Khaosod อัพเดต 25 พ.ค. เวลา 10.41 น. • เผยแพร่ 25 พ.ค. เวลา 07.48 น.
25-แม่ปุ๊ก
เปิดพฤติการณ์เหี้ยม แม่ปุ๊ก แพทย์สั่งห้ามเยี่ยม เผยอาการเด็กสุดทรมาน

เปิดพฤติการณ์สุดเหี้ยม แม่ปุ๊ก วางยาลูก 2 คน หวังเงินบริจาค เเพทย์เคยสั่งไม่ให้เยี่ยม หลังพบข้อสังเกตวางยาเด็ก คำร้องฝากขังค้านประกัน

จากกรณีจับกุม น.ส.นิษฐา (ขอสงวนนามสกุล) หรือ แม่ปุ๊ก อายุ 29 ปี หลังพบพฤติกรรมต้องสงสัยว่า อาจมีส่วนเกี่ยวข้องทำให้ ด.ช.อิ่มบุญ อายุ 2 ขวบ บุตรชายแท้ๆ และด.ญ.อมยิ้ม อายุ 4 ขวบ บุตรสาวบุญธรรม ล้มป่วยด้วยอาการผิดปกติ เพื่อสร้างเรื่องให้ดูน่าสงสารในการหลอกเอาเงินจากคนอื่น ทำให้ ด.ญ.อมยิ้ม เสียชีวิต ส่วนด.ช.อิ่มบุญ ขณะนี้อาการปลอดภัยแล้ว ตามที่เสนอข่าวไปนั้น

วันที่ 25 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำร้องขอฝากขังในคดีที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการกองปราบปราม (บก.ป.) ยื่นคำร้องขอฝากขัง น.ส.นิษฐา หรือ แม่ปุ๊ก ผู้ต้องหาที่ถูกกล่าวหาว่า วางยาลูก 2 คน จนเสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัส ระบุว่า เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2563 พนักงานสอบสวนกองปราบปรามได้รับตัวน.ส.นิษฐา อายุ 29 ปี เพื่อดำเนินคดี

โดยกล่าวหาว่า รับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ, พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้นั้นถึงแก่ความตาย, ฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่น และฉ้อโกงประชาชน ที่โรงพยาบาลนครสวรรค์ประชารักษ์ ต.ปากน้ำโพธิ์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2558

เกาะติดข่าว กดติดตามไลน์ข่าวสด

เพิ่มเพื่อน

ต่อเนื่องเกี่ยวพันกัน ที่บ้านพักของน.ส.นิษฐา ถนนเทิดราชัน แขวงสีกัน เขตดอนเมือง ตั้งแต่วันที่ 26 เม.ย.2558 เกี่ยวเนื่องกันถึงที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต ต.คลองหนึ่ง อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ระหว่างวันที่ 20 ธ.ค.2561-12 ส.ค.2562 ซึ่งเป็นกรณีของน้องอมยิ้ม

คำร้องระบุพฤติการณ์ สรุปว่า เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2563 น.ส.เอมอัชนา แม่แท้ๆ ของน้องยิ้ม ซึ่งเป็นผู้กล่าวหา ได้มาร้องทุกข์ที่กองปราบฯ ให้ดำเนินคดีกับน.ส.นิษฐา โดยแจ้งว่าเมื่อวันที่ 25 เม.ย.2558 ถูกผู้ต้องหาหลอกลวงว่าจะขอรับอุปการะเลี้ยงดูบุตรของน.ส.เอมอัชนา ซึ่งขณะนั้นน.ส.เอมอัชนากำลังตั้งครรภ์อยู่ โดยหลอกลวงให้หลงเชื่อว่าผู้ต้องหาเป็นผู้มีฐานะดี มีอาชีพการงานมั่นคง โดยอ้างว่าเป็นเภสัชกร เมื่อน.ส.เอมอัชนา คลอดบุตรแล้วชื่อว่าน้องยิ้ม ผู้ต้องหาได้มารับตัวน้องน้องยิ้ม ที่โรงพยาบาลนครสวรรค์ประชารักษ์ ไปดูแล

ต่อมาผู้ต้องหาแจ้งว่าน้องยิ้ม มีอาการป่วย จำเป็นต้องทำประกันสุขภาพ จึงหลอกลวงให้น.ส.เอมอัชนา เปิดบัญชีธนาคารทหารไทย 1 บัญชี และผู้ต้องหาเปิดบัญชีธนาคารทหารไทย อีก 2 บัญชี เป็นชื่อบัญชีของน.ส.เอมอัชนา

ปรากฏว่าผู้ต้องหานำบัญชีธนาคารดังกล่าวไปใช้แสวงหาประโยชน์ โดยอ้างว่าเป็นแม่ของน้องยิ้ม ที่ป่วยด้วยโรค "เรนินโนม่าห์" และใช้เป็นเครื่องมือโฆษณารับบริจาคเงินผ่านเว็บไซต์ต่างๆ ทั้งบริจาคเงินโดยตรง และในรูปแบบการซื้อสิ่งของ เช่น เครื่องมือแพทย์ เครื่องมือวัดไข้ จนมีผู้หลงเชื่อโอนเงินบริจาคเข้าบัญชีธนาคารตามที่กล่าวมาข้างต้นจำนวนมาก

และบางครั้งก็ไม่ส่งสินค้าให้ มีผู้เสียหายจำนวนหลายรายหลงเชื่อ โอนเงินค่าสินค้าเข้าบัญชีธนาคารดังกล่าว และมีผู้เสียหายจำนวนมากร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนในท้องที่เกิดเหตุหลายท้องที่และอยู่ระหว่างการดำเนินคดี

ต่อมาน.ส.นิษฐา แจ้งกับน.ส.เอมอัชนา ว่าน้องยิ้มป่วยหนักเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ เฉลิมพระเกียรติ และวันที่ 12 ส.ค. 2562 น้องยิ้มได้เสียชีวิต โดยผู้ต้องหาห้ามไม่ให้น.ส.เอมอัชนา เข้ามาเยี่ยมดูอาการไข้ และไม่ให้ไปร่วมงานศพ โดยอ้างว่าสามารถดูแลได้ และไม่อยากเห็นหน้าน.ส.เอมอัชนา เนื่องจากมีหน้าตาคล้ายกับน้องยิ้ม หากเห็นแล้วจะมีความคิดถึง น.สเอมอัชนาได้หลงเชื่อ จึงไม่ได้ไปเยี่ยมไข้และไม่ได้ไปร่วมงานศพ

จากการสืบสวนพบว่า ผู้ต้องหารับอุปการะเลี้ยงดูน้องยิ้มจริง และอ้างว่ามีบุตรชายอีก 1 คนชื่อ น้องอิ่มบุญ อายุ 2 ขวบเศษ ไม่ปรากฏชื่อพ่อเด็ก และมีพฤติกรรมฉ้อโกง หลอกลวงขายสินค้าเครื่องมือแพทย์ กระทำความผิดและมีหมายจับกุมในหลายท้องที่ และได้พบข้อความในเฟซบุ๊กส่วนตัวของผู้ต้องหา

ปรากฏข้อความขอรับบริจาคเงิน หรือขายสินค้า โดยใช้ภาวะอาการเจ็บป่วยทุกข์ทรมานของน้องยิ้มและน้องอิ่มบุญ เป็นเครื่องมือในการโฆษณา จนมีผู้หลงเชื่อโอนเงินเข้ามาในบัญชีธนาคารของน.ส.เอมอัชนา เป็นจำนวนมาก โดยผู้ต้องหาเป็นผู้ถือบัตรเอทีเอ็ม และสมุดบัญชีธนาคาร เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่ามีเงินหมุนเวียนในบัญชีธนาคารดังกล่าวถึง 20 ล้านบาท ในช่วงระยะเวลาเพียง 2 ปี โดยเงินดังกล่าวผู้ต้องหานำไปใช้ประโยชน์ทั้งหมด

แฉพฤติการณ์ แม่ปุ๊ก ลูกป่วยซ้ำทุกครั้งที่กินอาหาร

จากการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ แพทย์เป็นผู้รักษาอาการเจ็บป่วยของน้องยิ้ม และน้องอิ่มบุญ ปรากฏข้อมูลว่าน้องอิ่มบุญเข้ามาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตั้งแต่เดือน ม.ค.2563 และน้องยิ้ม ไม่ได้เจ็บป่วยและเสียชีวิตด้วยโรค "โรนินโนม่าห์" ตามที่ผู้ต้องหาแสดงข้อความอันเป็นเท็จในการโฆษณาขายสินค้าและรับบริจาค อีกทั้งอาการเจ็บป่วยทั้งของน้องยิ้มและน้องอิ่มบุญไม่ได้เกิดจากโรคที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แต่เป็นอาการของผู้ได้รับสารพิษเข้าสู่ร่างกายด้วยการกิน

จากการตรวจสอบชิ้นเนื้อและตรวจสอบร่างกายเด็กอย่างละเอียดยังพบว่า ทั้งน้องยิ้มและน้องอิ่มบุญ ได้รับสารพิษประเภท "สารกัดกร่อน" ซึ่งเป็นกรดหรือด่างเข้าสู่ร่างกาย คล้ายกับผู้ป่วยที่ดื่มสารพิษประเภทน้ำยาล้างห้องน้ำ ไฮเตอร์เพื่อฆ่าตัวตาย

จากการเฝ้าดูอาการของแพทย์และพยาบาลผู้รักษาพบว่า เมื่อน.ส.นิษฐามาเยี่ยมไข้ ได้นำอาหารมาให้น้องยิ้มและน้องอิ่มบุญกิน จะมีอาการทรุดหนัก ปากบวมมีเลือดออกที่ปาก จมูกและมีอาการข้างเคียงเกิดขึ้นมากมาย ทุกครั้งเมื่อเด็กมีอาการเจ็บปวดทุกข์ทรมาน น.ส.นิษฐาจะถ่ายรูป ถ่ายทอดสดเพื่อนำไปโฆษณาแสวงหาประโยชน์เรียกรับเงินบริจาคแก่ผู้มีจิตเมตตาสงสารทุกครั้ง

คณะแพทย์พยาบาลจึงมีมาตรการควบคุม ไม่ให้น.ส.นิษฐาเข้าเยี่ยม และไม่ให้นำอาหารมาให้เด็กกินอีก ปรากฏว่าอาการดีขึ้นตามลำดับ ผลจากการกระทำของน.ส.นิษฐา ทำให้น้องยิ้มถึงแก่ความตาย และน้องอิ่มบุญได้รับความทุกข์ทรมานแสนสาหัส บาดเจ็บสาหัส หลอดลมและหลอดอาหารเสียหาย มีอาการพิการ และได้รับทุกข์ทรมานจากการกลืนอาหารไปตลอดชีวิต

แพทย์ผู้ทำการรักษา ฝ่ายกฎหมาย และนักสังคมสงเคราะห์ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ฯ ประมวลเหตุการณ์ทั้งหมดแล้ว จึงเชื่อว่าน.ส.นิษฐาเป็นผู้ให้สารพิษประเภทสารกัดกร่อน เข้าสู่ร่างกายด้วยการกิน เพื่อให้น้องยิ้มและน้องอิ่มบุญมีอาการเจ็บป่วยทุกขเวทนาน่าสงสารเพื่อที่จะลงข้อความผ่านอินเตอร์เน็ตต่อสาธารณชนขายสินค้าและรับบริจาคแสวงหาผลประโยชน์ให้แก่ผู้ต้องหาเอง

การกระทำของผู้ต้องหาที่กระทำต่อน้องยิ้ม เป็นความผิดฐานรับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมายเพื่อเป็นการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ฉ้อโกงในการแสดงตนเป็นคนอื่นฉ้อโกงประชาชน และการกระทำต่อน้องอิ่มบุญ เป็นความผิดฐานรับไว้ซึ่งเด็กโดยมีความมุ่งหมาย เพื่อเป็นการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นคนอื่นและฉ้อโกงประชาชน

ต่อมาวันที่ 18 พ.ค.2563 พนักงานสอบสวนกองปราบรวบรวมพยานหลักฐานขอศาลออกหมายจับผู้ต้องหาในข้อหาดังกล่าว ต่อมาศาลอาญาอนุมัติหมายจับที่ 675/2563 ลงวันที่ 18 พ.ค.2563 เวลา 14.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปราม ได้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับข้างต้นเพื่อนำส่งดำเนินคดี

นอกจากนี้ คณะแพทย์โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับผู้ต้องหาในความผิดทำร้ายร่างกายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัสตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กมาตรา 40 ที่ สภ.คลองหลวง ตามคดีอาญาที่ 127/2563 จนกว่าคดีจะถึงที่สุด

ทั้งนี้ การสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ครบกำหนดการควบคุมตัว 48 ชั่วโมงในวันที่ 20 พ.ค.2563 พนักงานสอบสวน ยังต้องสอบปากคำพยานอีก 10 ปาก รอผลตรวจของกลางและผลตรวจสอบการพิมพ์มือของผู้ต้องหา ด้วยความจำเป็นจึงขอฝากขังผู้ต้องหาครั้งเเรกไว้มีกำหนด 12 วันนับตั้งแต่วันที่ 20-31 พ.ค.

หากมีการยื่นคำร้องขอประกันตัวผู้ต้องหา พนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันเนื่องจากเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง หากให้ประกันผู้ต้องหาน่าจะหลบหนี

จากการตรวจสอบผู้ต้องหาและพยานซึ่งเป็นพ่อของผู้ต้องหาให้การว่า ผู้ต้องหาเคยเข้ารับการรักษาด้วยโรคสุขภาพจิต ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ ผลการตรวจสอบพบว่ามีความผิดปกติกับการจัดการความเครียดเมื่อเดือน ก.พ.2563 แต่ในขณะสอบสวนผู้ต้องหารับทราบเข้าใจคำถามของพนักงานสอบสวน และสามารถตอบคำถามของพนักงานสอบสวนได้ และมีสติสัมปชัญญะดี จึงขออนุญาตให้นำส่งผู้ต้องหาไปตรวจสุขภาพจิตอย่างละเอียดเพื่อประกอบสำนวนการสอบสวน

ดูข่าวต้นฉบับ