เตือน “พฤศจิกายน” ฝุ่นPM2.5 รีเทิร์น! พบผู้ป่วยโรคหอบหืดเพิ่มขึ้นจากฝุ่นพิษ

workpointTODAY อัพเดต 19 ต.ค. 2562 เวลา 04.03 น. • เผยแพร่ 19 ต.ค. 2562 เวลา 03.57 น. • Workpoint News
เตือน “พฤศจิกายน” ฝุ่นPM2.5 รีเทิร์น! พบผู้ป่วยโรคหอบหืดเพิ่มขึ้นจากฝุ่นพิษ

เวทีเสวนาโรคหืดว่าด้วยมิติใหม่การรักษาและรับมือฝุ่นพิษปลายปี พบฝุ่นPM2.5 ทำให้มีผู้ป่วยหอบหืดเพิ่มขึ้น เตือนช่วงปลายปีต้องเตรียมรับมือ

ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ อาจารย์ประจำภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวภายในงานเสวนา "โรคหืดว่าด้วยมิติใหม่การรักษาและรับมือฝุ่นพิษปลายปี" ในงานประชุมวิชาการประจำปีสมาคมสภาองค์กรโรคหืดแห่งประเทศไทย ว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศว่า วันที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูหนาวแล้ว แม้ขณะนี้หลายคนจะยังสัมผัสอากาศหนาวเย็นไม่ได้ก็ตาม แต่ก็ต้องเริ่มระมัดระวังสุขภาพร่างกายตนเองจากปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5 เพราะความกดอากาศสูงจะทำให้ฝุ่นควันไม่ลอยกระจายออกไป ฝุ่นจึงสะสมอย่างหนาแน่น

โดยปัญหาฝุ่นพิษช่วงปลายปี ตั้งแต่ เดือนพฤศจิกายน - เมษายน ซึ่งจะเกิดปัญหาฝุ่นสะสมในทุกภาค ทั้งภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก กรุงเทพมหานคร (กทม.) และปริมณฑล ยกเว้นเพียงภาคใต้ เพราะเป็นช่วงที่มีการเผาซากทางการเกษตร การเผาในที่โล่งต่างๆ และไม่ใช่แค่เพียงแต่ภายในประเทศที่มีการเผา ยังมีการเผาจากประเทศเพื่อนบ้านอีก ทั้งจากเมียนมาร์ โดยเดือนพฤศจิกายนนี้ทางกัมพูชาก็จะมีการเผา ดังนั้นโซนทางตะวันออกของ กทม.ได้รับผลกระทบแน่นอน เพราะทิศทางลมก็จะพัดเอาฝุ่นเหล่านี้เข้ามา

ศ.นพ.ชายชาญ กล่าวต่อว่า ส่วนเรื่องของการก่อสร้างรถไฟฟ้าต่างๆ รวมไปถึงการจราจรติดขัด ทำให้เกิดเผาไหม้และปล่อยควันไอเสียมากขึ้น จนเกิดปัญหาฝุ่น PM 2.5 สะสม โดยเฉพาะพื้นที่ กทม.นั้น ตนมองว่า ฝุ่นจากสาเหตุเหล่านี้เกิดขึ้นตลอดปีอยู่แล้ว แต่จะมีผลขึ้นมาเมื่ออากาศปิด แต่ที่ทำให้เกิดผลกระทบจริงๆ น่าจะมาจากการเผาในที่โล่งในพื้นที่ต่างๆ มากกว่า เพราะพบว่า ดัชนีการจราจรไม่ได้สัมพันธ์กับฝุ่นที่เพิ่มขึ้น ยกตัวอย่าง ช่วงตอนกลางคืนที่รถไม่ได้ติดแล้ว ปริมาณรถก็ไม่ได้มาก แต่กลับมีฝุ่นเพิ่มขึ้น เพราะได้รับผลกระทบมาจากการเผามากกว่า อย่างไรก็ตาม ปัญหาของฝุ่น PM 2.5 จะมีผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยอาจทำให้คนที่ไม่เคยป่วยมาก่อน ป่วยขึ้นมาได้ โดยเฉพาะโรคหอบหืด ส่วนคนที่ป่วยอยู่แล้วมีอาการรุงแรงขึ้น ควบคุมอาการของโรคได้น้อยลง จนส่งผลระทบต่อกิจวัตรประจำวัน ไม่สามารถออกไปเรียนไปทำงานได้ ต้องใช้ยาช่วยบรรเทาอาการถี่ขึ้น หรืออาจต้องมานอนห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลมากขึ้น

"มีผลการศึกษาว่าฝุ่น PM 2.5 ที่เพิ่มขึ้นทุก 10% จะทำให้ผู้ป่วยหอบหืดมาห้องฉุกเฉินเพิ่มขึ้น 3% ดังนั้น หากฝุ่น PM 2.5 เพิ่มขึ้นมาเป็น 100% ก็จะมีผู้ป่วยมามากถึง 30% จึงไม่แปลกที่ช่วงฝุ่นพิษปลายปีจะมีผู้ป่วยเข้ามาโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ในระยะยาวยังทำให้อายุขัยสั้นลง เกิดมะเร็งปอดง่ายขึ้นเป็นโรคความดัน เบาหวาน โรคไต โรคหัวใจขาดเลือดได้ง่ายขึ้นด้วย ดังนั้น ในช่วงปลายปีที่มีปัญหาฝุ่น ประชาชนและผู้ป่วยควรจะต้องติดตามดัชนีคุณภาพอากาศอย่างต่อเนื่อง หากเริ่มมีผลกระทบก็ควรป้องกันด้วยการใส่หน้ากากป้องกัน N95 หรือเปิดเครื่องฟอกอากาศ เพราะในบ้านและนอกบ้านค่าฝุ่นไม่ได้ต่างกัน" ศ.นพ.ชายชาญ กล่าว

ส่วนกรณีที่ กทม.มีการติดตั้งหอฟอกอากาศที่หน้าลานเซ็นทรัลเวิลด์ ศ.นพ.ชายชาญ มองว่าสามารถช่วยบรรเทาปัญหาฝุ่นได้ประมาณ 10-15% ขึ้นกับว่าเป็นที่อับชุมชนเยอะหรือไม่ หากเป็นพื้นที่อับก็อาจจะได้ผลมาก อย่างไรก็ตาม อาจจะต้องมีการใช้หลายตัวจึงจะช่วยลดปริมาณฝุ่นลงมาได้

ดูข่าวต้นฉบับ