เตือนระวัง “กับดักดอกเบี้ยต่ำ”…ซ้ำเติมเศรษฐกิจ-ตามรอยญี่ปุ่น

Wealthy Thai อัพเดต 27 พ.ย. 2562 เวลา 06.59 น. • เผยแพร่ 27 พ.ย. 2562 เวลา 06.59 น. • wealthythai
เตือนระวัง “กับดักดอกเบี้ยต่ำ”…ซ้ำเติมเศรษฐกิจ-ตามรอยญี่ปุ่น

 

 

ล่าสุด ‘ธนาคารกลางสหรัฐ (FED)’ ได้ปรับลดดอกเบี้ยเป็นครั้งที่3 ของปีลงมาอยู่ที่ระดับ 1.50-1.75% ทำให้ส่วนต่างกับ ‘ดอกเบี้ยนโยบาย’ ของไทยแคบลงมาเหลือ 0 – 0.50% เท่านั้น

 

จากสภาพเศรษฐกิจทั่วโลกและในประเทศที่มีแนวโน้มชะลอตัว ประกอบกับทิศทางของค่าเงินบาทที่ยังคง ‘แข็งค่า’ ต่อเนื่องจนมาอยู่ที่ 30.16 บาทต่อดอลลาร์ในปัจจุบัน

 

 

ทำให้ตลาดคาดว่าในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันพุธที่ 6 พ.ย. 19 นี้ น่าจะเห็นการปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% เพื่อลดแรงกดดันต่างๆ ลง ซึ่งคำตอบสุดท้ายไม่นานเกินรอ

 

 

วันนี้ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ มาฝากกันเช่นเคย

 

 

**J-Curve Effect”…สะท้อนตลาดคาดกนง. ‘หั่นดอกเบี้ย’ ลงอีกครั้ง

 

         
เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Yield Curve) ในตลาดตราสารหนี้ มักจะบ่งบอกหรือสะท้อนภาพการคาดการณ์ต่างๆ ของตลาดเอาไว้ได้พอสมควร

           

 

“ธาดา พฤฒิธาดา” กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) ชี้ให้เห็นว่า สิ้นไตรมาสที่3/19 อัตราผลตอบแทนของพันธบัตรอายุต่ำกว่า 10 ปี อยู่ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายหมดเลย ปัจจุบันพันธบัตรอายุต่ำกว่า 8 ปี อยู่ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% เช่นกัน ปรากฎการณ์ที่ภาวะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยระยะสั้นอยู่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายเรียกว่า ‘J-Curve Effect’ ซึ่งสะท้อนว่าตลาดกำลังมองว่าดอกเบี้ยนโยบายจะต้องมีการปรับตัวลงอีกในอนาคต (ในขณะที่ตลาดเองก็มีทั้งที่มอง ‘คงอัตราดอกเบี้ย’ และ ‘ลดอัตราดอกเบี้ย’ ทั้ง 2 แนวทางเช่นกัน)

 

   

           

 

“การลดดอกเบี้ยลงส่วนหนึ่งก็คงเพื่อลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทลงด้วย แต่คงไม่ได้หวังผลในเชิงนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจแต่ประการใด เพราะปัจจุบันแบงก์ชาติเองก็ค่อนข้างห่วงเรื่องปัญหา ‘หนี้ครัวเรือน’ ของไทยที่ทรงตัวในระดับสูง รวมถึงอาจผลักดันให้นักลงทุนเคลื่อนย้ายเงินไปสู่สินทรัพย์เสี่ยงเพื่อแสวงหาผลตอบแทนที่ดีกว่า (Search for Yield) ซึ่งอาจทำให้เกิดปัญหาตามมาในอนาคตได้เช่นกัน”

 

 

หวั่นไทยติดกับดัก ‘ดอกเบี้ยต่ำ’…แนะใช้ ‘นโยบายการคลัง’ นำกระตุ้นเศรษฐกิจ

*          *

 

ธาดา ยังบอกอีกว่า ปัจจุบันเราเห็นปรากฎการณ์ ‘Bond Yield-ติดลบ’ ในหลายประเทศโดยเฉพาะยุโรป นั่นสะท้อนว่าการใช้นโยบายการเงินไม่ได้ผล ‘ไม่มีประสิทธิภาพ’ แล้วจะเห็นข่าวออกมาว่ามีการเรียกร้องให้ใช้ ‘นโยบายการคลัง’ เข้ามาช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ปัญหาหนึ่งของหลายประเทศดังกล่าวนั้นคือ หนี้สาธารณะที่มีอยู่เป็นสัดส่วนที่สูงทำให้ไม่สามารถจะนำนโยบายการคลังออกมาใช้ได้ ยกเว้นเพียงสหรัฐประเทศเดียวที่ต่างจากประเทศอื่นในโลก และนั่นเป็นข้อจำกัดของหลายประเทศในยุโรป

           

 

ต่างกันกับ ‘ไทย’ ที่ยังมีศักยภาพที่จะใช้นโยบายการคลังมากระตุ้นเศรษฐกิจได้ แต่ต้องเป็นการลงทุนขนาดใหญ่ไม่ใช่กระตุ้นไปแบบไม่มีประสิทธิภาพ ในยุคลที่เศรษฐกิจสหรัฐเกิดภาวการณ์ถดถอยครั้งใหญ่แต่ก็ผ่านมาได้ด้วยการลงทุนภาครัฐขนานใหญ่เช่นกัน

 

 

“ส่วนนโยบายดอกเบี้ยในไทยเองปัจจุบันก็ต่ำอยู่แล้ว ถ้าจะกระตุ้นเศรษฐกิจคงต้องมองไปที่นโยบายการคลังกับการลงทุนขนาดใหญ่เช่นเดียวกัน ที่อาจจะทำให้ไทยรอดจากเศรษฐกิจถดถอยได้ การที่ดอกเบี้ยต่ำนานก็ใช่ว่าจะดี ดู ‘ญี่ปุ่น’ เป็นต้น ในขณะที่คนสูงอายุเพิ่มขึ้น ดอกเบี้ยกลับลดต่ำลง ดอกเบี้ยจากเงินออมก็ไม่เพียงพอที่จะตอบโจทย์ชีวิตหลังเกษียณ นั่นทำให้คนญี่ปุ่นยิ่งเก็บเงินมากขึ้นเพื่อชดเชย สุดท้ายเศรษฐกิจไม่โตเลยก็เป็นตัวอย่างที่ไทยควรจะดูไว้เช่นกัน เพราะเราก็กำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเช่นเดียวกัน ก็ไม่อยากให้เป็นเช่นที่ญี่ปุ่นเคยเจอมา”

 

ปัจจุบัน ‘อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทย’ ก็ต่ำเตี้ยติดดินเป็นประวัติการณ์แล้วเช่นกัน ภายใต้ปัจจัยแวดล้อมที่รุมเร้าทั้งในและต่างประเทศ คงต้องจับตาดูผลการประชุมกนง.ในวันพุธที่ 6 พ.ย. 19 นี้ว่าผลจะออกมาอย่างไรอีกครั้ง ที่สำคัญคือการส่งสัญญาณจากแบงก์ชาติต่อทิศทางนโยบายในอนาคตต่อไปด้วยเช่นกัน

ดูข่าวต้นฉบับ