เช็ค “หุ้นใหญ่ค้าปลีก” ช่วงปลดล็อคดาวน์ เฟส 3 รอฟื้นอย่างยิ่งใหญ่ช่วงครึ่งปีหลัง

Wealthy Thai อัพเดต 08 มิ.ย. เวลา 02.23 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. เวลา 02.23 น. • wealthythai
เช็ค “หุ้นใหญ่ค้าปลีก” ช่วงปลดล็อคดาวน์ เฟส 3  รอฟื้นอย่างยิ่งใหญ่ช่วงครึ่งปีหลัง
ล่าสุดรัฐบาลประกาศ “ดีเดย์” ให้วันที่ 1 มิ.ย.เป็นวันแรกของการปลดล็อคดาวน์ เฟส 3 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่อนคลายมากขึ้น เช่น การขยายเวลาปิดห้างหรือศูนย์การค้า ถึง 21.00 น. วันนี้เลยอยากชวนผู้อ่าน มาส่องหุ้นค้าปลีก 3 ตัวท็อป “CPALL-MAKRO-BJC” ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง หลังผลประกอบการไตรมาส 1 ได้รับผลกระทบ และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า “ไตรมาส 2” จะเป็นช่วงต่ำสุดของหุ้นหลายตัว

ล่าสุดรัฐบาลประกาศ “ดีเดย์” ให้วันที่ 1 มิ.ย.เป็นวันแรกของการปลดล็อคดาวน์ เฟส 3 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่อนคลายมากขึ้น เช่น การขยายเวลาปิดห้างหรือศูนย์การค้า ถึง 21.00 น. วันนี้เลยอยากชวนผู้อ่าน มาส่องหุ้นค้าปลีก 3 ตัวท็อป “CPALL-MAKRO-BJC” ว่าเป็นอย่างไรกันบ้าง หลังผลประกอบการไตรมาส 1 ได้รับผลกระทบ และนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า “ไตรมาส 2” จะเป็นช่วงต่ำสุดของหุ้นหลายตัว

 

นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า จำกัด ให้มุมมองว่า แม้ไม่มี Sell in May แต่ไม่ควรประมาทกับ Sell in June เพราะมองว่าปัจจัยในประเทศขาดแรงหนุนใหม่ หลังคลาย Lockdown ไปแล้ว 3 เฟส ขณะที่มาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท เริ่มได้เร็วสุดคือ กรกฎาคม 2563 ซึ่งหนึ่งในหุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำว่าเป็นหุ้นเบต้าต่ำคือ CPALL เหมาะกับการลงทุน บวกกับปัจจัยที่รออยู่ข้างหน้าคือ การฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะถ้าหากมีการ “ยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน” จะส่งผลดีกับธุรกิจร้านสะดวกซื้อมากขึ้น แม้ว่าช่วงปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา CPALL ถูกลดน้ำหนักในดัชนี MSCI

 

คาด CPALL ฟื้นก่อนหุ้นค้าปลีกรายอื่น

 

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี จำกัด แนะนำซื้อ CPALL ให้ราคาเป้าหมาย 78.50 บาท หลังจากที่ราคาหุ้นมีการปรับฐานลงมา 10% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา สะท้อนแนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 2/20 ที่จะชะลอตัวลงจากการ lockdown ประเทศไปช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งยังเชื่อว่า CPALL จะฟื้นตัวกลับมาอยู่ในระดับเดียวกับช่วงก่อนเกิดวิกฤติได้เร็วกว่าผู้ค้าปลีกไทยรายอื่นที่เราทำการศึกษา ปัจจุบัน CPALL ซื้อขายอยู่ที่ P/E ล่วงหน้า 27.5x เท่ากับ -0.4SD ของค่าเฉลี่ย 5 ปี จึงมองว่ายังน่าสนใจ ขณะที่เล็งเห็นปัจจัยบวกที่จะช่วยหนุนราคาหุ้นจากการได้รับ master franchise สำหรับร้าน 7-Eleven ในประเทศลาว และการดำเนินการเรื่องซื้อกิจการในเอเชียของ Tesco เสร็จสมบูรณ์

 

กลุ่ม HORECA ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากการท่องเที่ยวอ่อนแอ 

 
หุ้นค้าปลีกที่รับอานิสงส์ช่วงล็อคดาวน์ตัวที่ 2 คือหุ้นบริษัท สยามแม็คโคร จำกัด (มหาชน) หรือ MAKRO หุ้นในเครือซีพี ออลล์ โดยแม็คโครรายงานผลประกอบการ ไตรมาส 1/2563 ว่า มีรายได้ 56,307.53 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,680.86 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.70% บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ประเมินหุ้น MAKRO จะได้รับผลกระทบจากมาตรการ lockdown ประเทศอย่างจำกัด แต่ประเมินว่าผลประกอบการยังได้รับผลกระทบจากข้อจำกัด 2 ประการคือ 1.Demand ที่อ่อนแอจากกลุ่ม HORECA ซึ่งสัดส่วนรายได้กลุ่มนี้คิดเป็น 30% ของรายได้บริษัท ตามภาวะการณ์ท่องเที่ยวที่อ่อนแอ และ 2.ยอดการจับจ่ายใช้สอยในภาคครัวเรือนที่ลดลง เนื่องจากมีคนตกงานมากขึ้น จึงยังคงแนะนำ “ถือ” โดยให้ราคาพื้นฐาน 37.50 บาทต่อหุ้น
 
ด้านบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เออีซี จำกัด (มหาชน) มองว่ายอดขายที่เพิ่มขึ้นของ MAKRO ได้ประโยชน์จากช่วง COVID-19 ทั้งนี้การกลับมาผ่อนคลายมาตรการ Lockdown และการกระตุ้นการบริโภคของภาครัฐจะช่วยให้ 2H63 กลับมาดีขึ้น

 

 

คาด Q2 เป็นช่วงต่ำสุดของ BJC

 

และหุ้นค้าปลีกยักษ์ใหญ่ตัวสุดท้ายที่เราจะพูดถึงในธีมวันนี้คือ หุ้นบริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BJC ผู้ประกอบธุรกิจศูนย์การค้า Big C มีรายได้รวมไตรมาส 1/2563 อยู่ที่ 42,329.79 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 1,279.40 ล้านบาท ลดลง 14.94% บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กำไรสุทธิที่ลดลงเกือบ 15% ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้นั้น แม้จะได้ผลบวกการจากการ “กักตุนสินค้า” แต่ SSSG ยังติดลบ 5.3% เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวลดลง รวมทั้งมีการปิดพื้นที่ขายสินค้าไม่จำเป็น ทำให้สินค้ากลุ่ม non-food ลดลง ขณะที่การปิดพื้นที่เช่าบางส่วนทำให้รายได้ค่าเช่าลดลง 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

 

ทั้งนี้ประเมินว่ากำไรไตรมาส 2/2563 จะเป็นช่วงต่ำสุดของปี เนื่องจากรายได้ของ BJC จะค่อยๆ ฟื้นจากการทยอยปลดล็อคดาวน์ และเร่งตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนั้นโดยสรุปจึงยังคงคาดการณ์กำไรปีนี้ที่ 6,416 ล้านบาท (ลดลง 12%) แต่เชื่อว่าจะฟื้นตัวกลับมาบวก 12% ในปีหน้า หรืออยู่ที่ 7,188 ล้านบาท จึงแนะนำ “ซื้อ” โดยให้ราคาพื้นฐาน 48 บาทต่อหุ้น

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ