"เจ้าพ่อทิพย์ช้าง" ต้นวงศ์ "เจ้าเจ็ดตน" ผู้ปลดแอกลำปางจากพม่า-สวามิภักดิ์พม่าจริงหรือ?

ศิลปวัฒนธรรม อัพเดต 07 ส.ค. เวลา 17.23 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. เวลา 17.23 น.
ภาพปก-หนานทิพย์ช้าง
พระเจ้าทิพย์จักรสุละวะฤๅไชยสงคราม หรือหนานทิพย์ช้าง ต้นราชวงศ์เจ้าเจ็ดตน ภาพจากหอศิลปวัฒนธรรมเชียงใหม่ (ภาพจาก wikipedia)

“เจ้าพ่อทิพย์ช้าง” วีรบุรุษของชาวลำปาง ผู้เป็นต้นราชวงศ์ “ทิพย์จักร” หรือ“เจ้าเจ็ดตน” ที่สืบเชื้อสายมาเป็นตระกูล ณ ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่จนถึงปัจจุบันนี้ พระองค์เป็นผู้ปลดแอกให้ชาวล้านนาเป็นไทจริงหรือ?

เมืองล้านนาส่วนใหญ่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกษัตริย์กรุงอังวะ เมืองเชียงใหม่ เชียงแสน ลำพูน มีขุนนางพม่าปกครอง ขณะที่เมืองลำปางแม้จะไม่มีขุนนางพม่ามาปกครอง ถือเป็น “นครรัฐอิสระ” แต่ก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของพม่าอยู่ไม่น้อย เมืองลำปางไม่มีเจ้าผู้ปกครองที่คุมอำนาจเบ็ดเสร็จ มีเพียงแต่ “พ่อเมือง” หรือขุนนางทั้ง 4 ที่ตั้งตนเป็นใหญ่ในการบ้านเมืองทั้งปวง และต่างก็แก่งแย่งอำนาจกันเองจนบ้านเมืองมิได้สงบสุข ชาวบ้านจึงอยากปลดแอกตนออกจากการอยู่ใต้อำนาจของขุนนางทั้งสี่ และไม่ต้องการถูกครอบงำจากอิทธิพลของพม่าด้วย

เมื่อจุลศักราช 1091 มีข่าวลือหนาหูว่า “สวาธุหลวง” แห่งวัดนายาง ในเมืองลำปางสรรเสริญตนว่าเป็น “เจ้าตนบุญ” คือผู้มีอำนาจบารมี เป็นผู้มีบุญมาก ผู้คนต่างเคารพศรัทธา แม้แต่พระสงฆ์ยังลาสิขาบถมาเข้าพวกกับ“สวาธุหลวง” ตนนั้น ทำให้เกิดเป็นชุมนุมขนาดย่อม ๆ ถึงกับว่าเป็นกบฏเลยทีเดียว การณ์นี้ล่วงรู้ถึงหู “ท้าวมหายศ” ขุนนางที่กษัตริย์อังวะส่งมาปกครองเมืองลำพูน เรื่องนี้สร้างความไม่พอใจแก่ท้าวผู้นั้นมาก ถือเป็นการท้าทายอำนาจ จึงส่ง “เจ้ามหายศหลวง” นำกองทัพจากเมืองลำพูนมาปราบเสียมิให้กำราบเป็นเสี้ยนหนามในภายภาคหน้า

ฝ่ายเจ้าตนบุญแห่งวัดนายางก็พ่ายแพ้ เจ้าตนบุญผู้นั้นพร้อมพวกก็ตายตามกันไป เมื่อนั้นท้าวมหายศจึงนำกองทัพมาตั้งมั่นที่“วัดหลวงลำพาง” หรือวัดพระธาตุลำปางหลวง พร้อมกับขูดเบี้ยรีดเงินชาวบ้าน กระทำการเหยียดหยามชาวเมือง กดขี่ข่มเหงสตรี ผู้ใดขัดขว้างไม่ยินยอม หากสมควรฆ่าก็ให้ฆ่า สมควรตีก็ให้ตี สมควรให้ริบทรัพย์ก็ให้ริบ จนสร้างความเคียดแค้นแก่ชาวลำปางอย่างมาก

ฝ่ายท้าวมหายศส่งขุนพล หานฟ้าง้ำ หานฟ้าแมบ และหานฟ้าฟื้น ไปยังเมืองลำปางเพื่อเจรจากับขุนนางของเมืองลำปาง แต่การเจรจานี้เป็นอุบาย หานทั้งสามเข้าฆ่าฟันขุนนางเมืองลำปางล้มตายไปมาก แล้วจึงยกทัพเข้ายึดเมืองได้สำเร็จ ชาวบ้านพากันหวาดกลัวหนีไปอยู่ตายป่าตามเขา ไม่ก็หลบลี้หนี้เข้าเขตบ้านเมืองอื่นกันเสียมาก เพราะไม่อยากอยู่ใต้อำนาจท้าวมหายศ ทำให้“เมืองนครลำปางก็รุร้างหาผู้คนอยู่มิได้”

“สวาธุเจ้า” ครูบาแห่งวัดชุมพู (ขมภูก็ว่า) เมืองลำปาง เห็นเช่นนั้นจึงทนไม่ได้ หมายจะลาสิขาบถมาเป็นหัวหอกออกรบกับเมืองลำพูนเพื่อกู้เมืองลำปางเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่บรรดาลูกศิษย์ไม่ยินยอม จึงปรึกษากันว่าให้ “ทิพพจักก์” หรือหนานทิพย์ช้าง เป็นผู้นำในการกู้เมืองลำปาง

นามนี้มีที่มาจากการมีกำลังวิเศษ สามารถไล่ตัดหางช้างป่าได้ จึงได้ชื่อว่า “ทิพย์ช้าง” ท่านเป็นผู้มีสติปัญญากล้าแข็ง ว่องไวฉับพลัน และเก่งกาจใช้อาวุธ เมื่อครูบาไปขอให้ออกมาช่วยเป็นหัวหน้ากู้บ้านกู้เมือง หนานทิพย์ช้างจึงตอบรับเพราะมั่นใจตนมากว่าการปราบเมืองลำพูนนั้นไม่ใช่เรื่องลำบาก เพราะเห็นเป็นเพียงคนธรรมดาที่กินข้าวเหมือน ๆ กัน แต่หากให้ท่านเป็นผู้กู้บ้านเมืองแล้ว “จักหื้อเปนเมืองแห่งผู้ข้า” หรือไม่? ฉะนั้น ครูบาจึงปรึกษากับพวกตน เป็นอันตกลงว่าหากหนานทิพย์ช้างกู้บ้านเมืองสำเร็จก็สมควรที่จะยกเมืองลำปางให้หนานทิพย์ช้างปกครองสืบไป

เมื่อถึงวันลงมือ ในคืนนั้นหนานทิพย์ช้างนำกำลังราวสามร้อยแอบซุ่มปิดล้อมวัดพระธาตุลำปางหลวง พร้อมสั่งให้ทหารดักรอบริเวณประตูทางออก หากได้ “สัญญาณ” แล้วจึงลงมือสังหารพวกเมืองลำพูนเสีย จากนั้นท่านพร้อมด้วยคนสนิทคือ หมื่นยส หมื่นชิด และน้อยทะ ลักลอบเข้าไปในวัดผ่านท่อน้ำ กระทั่งไปพบท้าวมหายศกำลังนั่งเล่นหมากรุกอยู่ แต่หนานทิพย์ช้างไม่รู้ว่าท้าวผู้นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร จึงแสร้งออกอุบายว่าตนเป็นคนลำพูนนำหนังสือมามอบให้ แล้วจึงประกาศถามหาว่าผู้ใดคือท้าวมหายศ ท้าวผู้นั้นไม่เฉลียวใจจึงบอกว่าเป็นตน

เมื่อนั้นหนานทิพย์ช้างจึงชักปืนยิงใส่ท้าวมหายศจนสิ้นใจ ซึ่งปรากฏรอยกระสุนทะลุลูกกรงเหล็กที่ล้อมองค์พระมหาธาตุลำปางหลวงมาจนถึงทุกวันนี้ แล้วจึงไล่แทงไล่ฟันทหารเมืองลำพูนอย่างไม่ไว้ชีวิต ทหารเมืองลำพูนประหวั่นพรั่นพรึงแตกหนีกันโกลาหล รีบหาทางหนีเอาตัวรอดออกจากวัด ฝ่ายทหารเมืองลำปางที่ดักซุ่มรออยู่จึงเห็นเป็น “สัญญาณ” เข้าไล่แทงไล่ฟันจนทหารเมืองลำพูนหนีตายกระจัดกระจายไปไม่เป็นกระบวน

เมื่อกำจัดศัตรูของบ้านเมืองไปได้แล้ว หนานทิพย์ช้างจึงให้ประกาศออกไปว่าบ้านเมืองสงบสุขแล้ว ขอให้ชาวเมืองลำปางที่หนีไปกลับมาบ้านเรือนของตน ทำไร่ไถ่นาตามเดิม บ้านเมืองจึงเป็นไทอีกครา แลได้เจ้าเมืองคนใหม่ เฉลิมพระนามว่า “พระญาสุลวลือไชย”

อย่างไรก็ตามใน ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับ เชียงใหม่ 700 ปี ได้ระบุว่าพระญาสุลวลือไชยมิได้เป็นที่ยอมรับของชาวบ้าน เนื่องจากมิใช่“เจ้า” โดยสายเลือด ถึงกับรำพึงว่า“แผ่นน้ำหนักดินค็บ่มีใผปลงปันหื้อ” ดังนั้นวิธีหนึ่งที่จำทำให้เป็นที่ยอมรับของชาวบ้านตลอดจนขุนนาง คือให้กษัตริย์แต่งตั้งให้ท่านปกครองเมืองลำปาง พระญาสุลวลือไชยจำต้องส่งบรรณาการไปถึงโป่ม่านหม่องมยุ ที่ปกครองเมืองเชียงตุง ในฐานะประเทศราชของกรุงอังวะ เพื่อขอให้เป็นคนกลางนำความขึ้นกราบทูลกษัตริย์กรุงอังวะอีกทอดหนึ่ง เมื่อนั้นพระญาสุลวลือไชยจึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากกษัตริย์กรุงอังวะ แต่งตั้งให้เป็น “พระญาไชยสงคราม” เมื่อจุลศักราช 1094

นับตั้งแต่นั้นมา เมืองลำปางจึงตกเป็นประเทศราชของกรุงอังวะทางนิตินัยอย่างสมบูรณ์ เรื่องกลับไปสวามิภักดิ์พม่านั้นคงเป็นเพียงการสถาปนาความชอบธรรมเพื่อทำให้ฐานอำนาจของพระญาไชยสงครามในเมืองลำปางมั่นคง แม้ทางนิตินัยจะตกอยู่ภายใต้กษัตริย์กรุงอังวะ แต่ทางพฤตินัยแล้วเมืองลำปางได้เข้าสู่ยุคแห่งความสงบ บ้านเมืองเป็นปึกแผ่นมิแตกแยกดั่งกาลก่อน ได้ปกครองตนเอง มีเจ้าผู้ปกครองท้องถิ่นเป็นของตนเอง ต่อมาในภายหลังลูกหลานของหนานทิพย์ช้างจึงจะกอบกู้เมืองลำปางและดินแดนล้านนาให้เป็นไทจากพม่าอีกครั้ง ก่อนจะเข้าสวามิภักดิ์กับกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์

หนานทิพย์ช้างมีพระราชเทวีคือพระนางพิมมลา (บ้างสะกดพิมมรา) บุตรทั้งหมด 6 คน คือ เจ้าอ้าย เจ้าชายแก้ว เจ้านางคำ เจ้าคำพา (พงศาวดารโยนกสะกดคำภา)เจ้าพ่อเรือน เจ้านางกลม (พงศาวดารโยนกสะกดกม) ปกครองเมืองลำปางได้ 27 ปี จึงถึงแก่พิราลัยในจุลศักราช 1121

อ้างอิง :

ประชากิจกรจักร, พระยา (แช่ม บุนนาค). (2504). พงศาวดารโยนก ฉบับหอสมุดแห่งชาติ. พระนคร : ศิลปาบรรณาคาร.

ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่. (2538). ตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ ฉบับ เชียงใหม่ 700 ปี. เชียงใหม่ : มิ่งเมืองเชียงใหม่

มหาอำมาตยาธิบดี, พระยา. (2505). พงศาวดารเมืองนครเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมืองลำพูนไชย. พระนคร : พระจันทร์.

กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. (2524). เล่าเรื่องเมืองเหนือว่าด้วยประวัติบุคคลสำคัญ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว

เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อ : 3 กรกฎาคม 2562

ดูข่าวต้นฉบับ