เค้กมะตูมในแดดหนาว

The101.world เผยแพร่ 19 พ.ย. 2562 เวลา 08.02 น. • The 101 World
เค้กมะตูมในแดดหนาว

คำ ผกา เรื่องและภาพ

กฤตพร โทจันทร์ ภาพประกอบ

 

มีใครสังเกตบ้างว่าฤดูหนาวมาแล้วจริงๆ แม้แต่ในกรุงเทพฯ ก็สัมผัสถึงการเปลี่ยนแปลงของอากาศอย่างเห็นได้ชัด คำว่า “ฤดูหนาว” สำหรับฉันไม่ได้หมายถึงอากาศที่เย็นจนเราต้องใส่เสื้อกันหนาว รองเท้าบูทเสมอไป แม้แต่ฤดูหนาวที่เชียงใหม่ในสมัยเป็นเด็กๆ ที่อากาศเย็นในช่วงเช้าและกลางคืน แต่กลางวันแดดก็จัดมากและร้อนมากเช่นกัน

แต่สิ่งที่ทำให้เรารู้ว่านี่คือฤดูหนาวคือสีของแสงแดดทั้งยามเช้าและยามบ่าย สังเกตไหมว่า ในเดือนพฤศจิกายนนี้แดดเริ่มเป็นสีเหลืองใสๆ ฟ้าก็เป็นสีฟ้าคราม แล้วถ้าโชคดีมีความฟุ่มเฟือยในชีวิตพอจะเอาตัวเองออกมาสัมผัสอากาศยามเช้าและยามเย็น จะรู้ว่าเดือนนี้มีลมพัดมาเย็นๆ เกือบตลอดเวลา แล้วแดดใสๆ ลมเย็นๆ ฟ้ากระจ่างๆ แบบนี้แหละมันทำให้ต้นไม้ดอกไม้สดชื่นรื่นเริงมาก เป็นความรื่นเริงคนละแบบกับต้นไม้ในฤดูฝนที่ให้ความเปียกฉ่ำ แต่ฤดูหนาว (ที่ฉันรู้สึกกับมันเหมือนเป็นฤดูใบไม้ร่วงมากกว่า) แบบนี้มันกลับให้ความเบ่งบาน ใบไม้สังเคราะห์แสงแบบมีความสุข ดอกไม้ก็หยอกล้อกับแสงแดดอย่างระเริงใจ เพราะมันเป็นแดดอันแสนอ่อนโยน ไม่ใช่แดดแผดเผาเหมือนแดดเดือนเมษายน

มันเป็นความรู้สึกส่วนตัวมากๆ ทุกเช้าที่ฉันตื่นขึ้นมาแล้วออกไปยืนรับลมและชื่นชมโสมนัสกับแสงแดด ดูดอกไม้ที่ปลูกไว้เริงรักกับกลิ่น สี และแสงของฤดูหนาว ฉันจะถามตัวเองเสมอว่า มีใครได้เห็นความสวยงามเหล่านี้บ้าง มีใครเห็นบ้างไหมว่ากลิ่นของอากาศยามเช้ามันหอมเหลือเกิน ลมก็เย็นสบายเหลือเกิน แดดก็สีสวย สวยเหมือนใจจะขาด

อากาศแบบนี้ทำให้คิดถึงคริสต์มาส และอากาศแบบนี้ก็ทำให้อยากทำเค้ก

คนที่ทำให้ฉันรู้จักรสชาติของคุ้กกี้ที่เพิ่งออกจากเตาอบมาใหม่ๆ เป็นครั้งแรกในชีวิตชื่อว่า “ป้าพัน”  ป้าพันย้ายมาอยู่บ้านสันคะยอมและเป็นเพื่อนบ้านกับบ้านของฉันตั้งแต่ฉันอายุ 10 ขวบ

ฉันชอบไปอยู่กับป้าพัน เพราะป้าพันมีกิจกรรมที่ทำให้เด็กๆ มีอะไรทำและไม่น่าเบื่อ เช่น การยกยอหาปลาที่ลำคลองหน้าบ้าน ที่ป้าพันหมกมุ่น และหลงไหลกับมันมาก ป้าพันเป็นยอหลายขนาดทั้งใหญ่ เล็ก และเล็กจิ๋วสำหรับตกปลาซิว วันทั้งวัน ถ้าเป็นไปได้ฉันจะเดินตามป้าพันไปต้อยๆ ไปนั่งเฝ้าดูปลา เฝ้ายกยอ กรี๊ดกร๊าดเวลาที่เราได้ปลาเยอะ

บ้านป้าพันก็ไม่เหมือนบ้านใครในสันคะยอมเลย ป้าพันเลี้ยงม้าแข่งสวยๆ ไว้หลายตัวมาก วันไหนถ้าเราไม่ยกยอหาปลา ฉันก็จะไปนั่งดูม้าในคอก ดูลูกๆ ของป้าพันเลี้ยงม้า ขี่ม้า เอาหญ้าเอาฟางให้ม้า ดูเท่กว่าเลี้ยงวัวเลี้ยงควายตั้งเยอะ แล้วก็สงสัยว่าทำไมตาฉันไม่เลี้ยงม้าบ้าง

นอกจากมีม้า ยังมีหนังสือ มีจิ๊กซอว์เป็นร้อยๆ กล่องร้อยๆ ลายให้นั่งเล่นอย่างไม่มีที่สิ้นสุด บ้านป้าพันจึงเป็นทั้งห้องสมุด เป็นทั้งสนามเด็กเล่นของฉันในวัยเด็ก รวมถึงการกินคุ้กกี้ที่เพิ่งออกจากเตาอบด้วย

ขณะที่ยืนยกยอกันที่คลองหน้าบ้าน ป้าพันก็บอกว่า บ่ายนี้จะทำคุ้กกี้

ฉันก็งง เพราะคิดเสมอว่าคุกกี้คือขนมเป็นชิ้นกรอบๆ ที่เขาขายเป็นถุงๆ หรือคุ้กกี้กล่องแดงที่เรามักได้กินกันตอนปีใหม่ มันไม่น่าจะเป็นอะไรที่เราทำกินกันได้เอง แล้วป้าพันทำได้ไง?

ในวัยเด็กนั้นก็จำอะไรได้ไม่มาก รู้แต่ว่า มีเนย มีน้ำตาล มีแป้ง มีการตักสิ่งที่ผสมเสร็จแล้วลงบนถาด แล้วเข้าเตาอบ

แค่เตาอบก็เป็นสิ่งมหัศจรรย์พันลึก เกิดมาไม่เคยเห็น เพราะที่บ้านใช้แต่เตาอั้งโล่กับฟืน แต่หูยยยยย กลิ่นที่ออกมาจากเตาอบมันหอมมาก แล้วคุ้กกี้ที่ออกจากเตาอบมันเป็นสิ่งที่สวยที่สุดในโลกเลย มันเป็นก้อนขนมกรอบกลมๆ ที่ไม่สม่ำเสมอ ไม่เป๊ะแบบขนมโรงงาน แต่มีสีเหลืองทอง หอมสุด น่ากินสุด แล้วคำแรกที่กัดเข้าไปในปาก มันเป็นประสบการณ์ที่ยิ่งใหญ่มากของเด็กวัยสิบขวบ คุ้กกี้นั้นแตกร่วนในปาก หอมเนยกรุ่นกระจาย หวานน้อยๆ มีกลิ่นมันๆ ของแป้งที่ให้ความรู้สึกว่าอีกนิดจะฝืดคอ แต่นอกจากจะไม่ฝืดคอแล้วมันกลับทำให้เราเข้าใจว่าคุ้กกี้ทำเองที่บ้านจะสดแบบนี้ หอมแบบนี้ เจือความดิบของส่วนผสมแบบนี้ เป็นควมอร่อยที่ตรงกันข้ามกับคำว่า refined แต่ก็ delicate อย่างที่สุดในความรู้สึก

นับจากวันนั้นเองที่ฉันหลงไหลขนมอบ จากคุ้กกี้ เป็นเค้กชนิดต่างๆ

ป้าพันยังทำแม้กระทั่งไอศกรีม แล้วมันก็เป็นไอศกรีมที่อร่อยที่สุดในโลกสำหรับฉันอีกนั่นแหละ ฉันจะเพียรถามป้าพันว่าวันไหนจะอบขนม วันไหนจะทำไอศกรีม วันไหนจะทำเอแคลร์ เพราะฉันจะไม่ไปไหน จะนั่งเฝ้า อยากรู้ว่าทำยังไง จะรอกิน เพราะรู้ว่ามันอร่อยอย่างไม่ต้องสงสัย และที่สนุกที่สุดคือป้าพันจะให้กินส่วนผสมที่ติดหม้อ ติดกาละมัง หรือที่เรียกว่า Batter ก่อนที่จะนำไปอบซึ่งมันก็เป็นสิ่งที่อร้อย อร่อย

ความอัศจรรย์ของการทำขนม “ฝรั่ง” เหล่านี้อีกประการหนึ่งคือ ฉันเห็นว่าป้าพันต้องกางตำราดูทุกครั้งที่ทำ อันตรงกันข้ามกับการทำกับข้าวของเราในชีวิตประจำวัน เพราะเราก็แค่ประมาณการ ทำตามความเคยชิน ทำตามความชำนาญ แล้วฉันก็แปลกใจว่า ป้าพันจะทำเค้ก ทำคุ้กกี้ อีกกี่สิบครั้งก็เปิดตำราทำตลอด จนฉันจำตำราเก่าคร่ำคร่านั้นได้ มันเป็นหนังสือปกแข็งชื่อว่า Joy of Cooking (หนังสือเล่มนี้มีอายุ 75 ปี แล้ว นับแต่วันที่มันได้รับการตีพิมพ์ครั้งแรก) ที่เปิดหนังสือออกมาทีไรจะมีกลิ่นเหมือนแยมเปลือกส้มลอยออกมาด้วยทุกครั้ง มันจึงเป็นหนังสือที่เลอะ เกรอะกรัง เปื้อน เหลือง เพราะตรากตรำอยู่ในครัว ขณะเดียวกันก็มีกลิ่นหอมหวานของขนมอยู่ในทุกหน้ากระดาษ

ทำไมถึงต้องเปิดตำราดูทุกครั้ง ป้าพันตอบฉันง่ายๆ ว่า “ก็จำไม่ได้สักครั้งว่าต้องใส่อะไรเท่าไหร่บ้าง”

หลายสิบปีผ่านไป ทุกครั้งที่ทำขนม “ฝรั่ง” ฉันก็คิดถึงกลิ่นและบรรยากาศละมุนละไมกับเวลาที่เคลื่อนไปอย่างเชื่องช้า กับแดดอ่อนลออยามบ่ายและเสียงฟืดฟาดของม้าในคอกที่บ้านป้าพันอยู่เสมอ

 

 

เช้าวันนี้ในกลิ่น สีของแสงแดด อากาศ และห้วงเวลาที่ใกล้จะถึงคริสต์มาส ฉันจึงคิดถึงบรรยากาศนั้นและอยากจะอบเค้กหอมๆ สักก้อน

ในตู้เย็นมีมะตูมเชื่อม มีนม มีไข่ มีเนย แป้ง น้ำตาล และผงฟูเป็นสิ่งที่มีติดบ้านอยู่แล้ว

แป้ง 120 กรัม ผงฟู 1 ช้อนชา เกลือนิดหน่อย น้ำตาลแดง 130 กรัม เนย 200 กรัม ไข่ 3 ฟอง วานิลานิดหน่อย นม 100 มล. และมะตูมเชื่อม 350 กรัม

หั่นมะตูมเชื่อมแช่ในนมสด เติมเหล้ากลั่นจากพัทลุงไปสองช้อนโต๊ะ

ฉันชอบทำเค้กเนยที่เรียบง่ายแบบนี้ แค่เราตีเนยกับน้ำตาลจนฟู เติมไข่ไปทีละฟอง ตีต่อด้วยความเร็วสูง ใส่วานิลา ตีๆๆๆๆๆ จากนั้นเติมแป้งที่ผสมผงฟูและเกลือไปแล้วสัก 1/3 สลับกับนม ทำสลับกันไปแบบนี้พร้อมตีด้วยความเร็วต่ำจนนมและแป้งหมด ใส่มะตูมเชื่อมลงไปทีหลังสุด

แค่นี้เอง ง่ายมากๆ ง่ายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว

ฉันยืนทำทุกอย่างอยู่ที่โต๊ะครัวข้างหน้าต่าง ปีบในสวนของบ้านข้างๆ กำลังขาวสะพรั่ง ลมที่พัดเบาๆ มีกลิ่นหอมของดอกปีบลอยมาด้วย ลมเบาๆ นั้นพัดมาปะทะหน้าอยู่ทุกขณะ แดดเช้าก็สวยอะไรอย่างนี้

ในห้วงหนึ่งของความรู้สึกนั่นแหละที่ฉันรู้สึกว่า มีความสุขจังเลย ทำไมถึงจะต้องมีความสุขมากขนาดนี้นะ

เตาอบเล็กราคาพันกว่าบาทนั้นเปิดอุ่นไว้แล้ว ฉันชอบใช้พิมพ์จากกระดาษฟรอยด์ เพราะเตรียมพิมพ์ไม่เก่ง ขี้เกียจทาเนย ขี้เกียจปูกระดาษไข

เทแป้งที่ผสมแล้วลงพิมพ์ ใช้นิ้วปาดส่วนผสมดิบๆ เข้าปาก เหมือนตอนเด็กๆ ที่ป้าพันจะต้องให้ฉันใช้นิ้วกวาดและปาดมากินจนเกลี้ยง

หวานและหอม อย่างที่ควรจะเป็น

ส่งเค้กเข้าเตาอบ ชงกาแฟ ไปนั่งอยู่ริมหน้าต่าง เสียงนกร้องจุ๊บจิ๊บมาไกลๆ เหมือนจะดีใจที่ฉันมีครึ่งวันเช้าที่ไม่ต้องรีบไปไหน

ฉันไม่ชอบพูดว่าความสุขมันหาง่ายเพราะมันไม่จริงและไม่มีวันจริงหากเราเชื่อว่าคนเราเกิดมาเพื่อจะมีความทุกข์ แต่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ถ้าฉันเห็นฟ้าสีสวย ถ้าฉันได้รู้สึกถึงลมเย็นชื่นใจที่พัดมาปะทะผิวหน้าเบาๆ และถ้าวันไหนที่แสงแดดอ่อนลออเป็นพิเศษ ฉันอยากจะบอกทุกคน อย่าปล่อยให้สิ่งเหล่านั้นผ่านออกไปจากชีวิตของเราโดยไม่ถูกสังเกตเห็น เพราะมันจะน่าเสียดายและเป็นที่ขาดทุนมากหากเราไม่เหลือตาไม่เหลือใจจะโสมนัสกับความงามที่เต็มใจปรากฎตัวให้เราเห็น โดยที่ไม่ต้องไปซื้อหาไขว่คว้ามาจากไหนเลย มันแค่อยู่ตรงนั้น อยู่ที่ว่าเราจะรู้สึกถึงมันหรือเปล่า

เค้กสุกแล้ว หอมตลบอบอวลไปทั้งห้อง

บ้านหรือห้องของใครก็ตามจะไม่ว่างเปล่าและโดดเดี่ยวเลย เพียงแค่ลองอบขนม กลิ่นหอมๆ นั้นจะโอบกอดทั้งห้องและอ้อยอิ่งอยู่อย่างนั้น นาน และนานมากเหลือเกิน

 

ดูข่าวต้นฉบับ