เคาะ 490 ล้าน ‘เปิดหน้างาน-รื้อย้ายสาธารณูปโภค’ ไฮสปีด 3 สนามบิน

The Bangkok Insight อัพเดต 18 พ.ย. 2562 เวลา 10.36 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2562 เวลา 10.34 น. • The Bangkok Insight
เคาะ 490 ล้าน ‘เปิดหน้างาน-รื้อย้ายสาธารณูปโภค’ ไฮสปีด 3 สนามบิน

วันนี้ (18 พ.ย.) คณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กบอ.)  ได้จัดการประชุมครั้งที่ 2/2562 ขึ้น โดยมีนายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน  เพื่อรับทราบการทำงานของคณะทำงานส่งมอบพื้นที่โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ดอนเมือง สุวรรณภูมิ  และอู่ตะเภา ระยะทาง 220 กิโลเมตร วงเงิน 224,544 ล้านบาท ที่มีนายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน พร้อมพิจารณาความก้าวหน้า และการดำเนินงานอื่นๆ  ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี)

นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) แถลงว่า คณะทำงานส่งมอบพื้นที่ฯ ได้รายงานต่อที่ประชุมว่า ได้จัดการประชุมเมื่อวันที่ 13 พฤศิจกายนที่ผ่านมา เพื่อพิจารณาแผนเร่งรัดการส่งมอบพื้นที่ และรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคใน 3 ช่วงสำคัญ

ช่วงพญาไท - สุวรรณภูมิ หรือระบบแอร์พอร์ตเรลลิ้งก์เดิม ระยะทาง 28 กม. สามารถส่งมอบได้ทันที เมื่อบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด (กลุ่มซี.พี.) เอกชนคู่สัญญาชำระค่าใช้สิทธิ์ 10,671 ล้านบาท ภายใน 2 ปีนับแต่วันลงนาม

ช่วงสุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา ระยะทาง 170 กม. มีระยะการส่งมอบพื้นที่ภายใน 1 ปี 3 เดือน หลังลงนาม

ช่วงดอนเมือง - บางซื่อ - พญาไท ระยะทาง 22 กม. มีระบบสาธารณูปโภคใหญ่ๆ 2 จุด

  • จุดแรก ช่วงก่อนเข้าสถานีกลางบางซื่อ มีอุโมงค์ระบายน้ำและท่อน้ำมันขวางแนวอยู่
  • จุดที่ 2 ช่วงก่อนถึงสถานีดอนเมือง มีเสาไฟแรงสูงตั้งอยู่บนแนวเส้นทาง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 6 หน่วยงาน คือ กรุงเทพมหานคร (กทม.) การประปานครหลวง (กปน.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.)

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้ประมาณการค่าใช้จ่ายเปิดหน้างานทั้งแนวเส้นทาง เพื่อรื้อย้ายระบบสาธารณูปโภคแล้วอยู่ที่ 490 ล้านบาท หลังจากนั้นจะมีค่าใช้จ่ายเพื่อปิดหน้างานหลังก่อสร้างแล้วเสร็จอีกครั้ง ยังอยู่ระหว่างการคำนวณค่าใช้จ่ายและประสานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง

ที่ประชุมยังพิจารณาการแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับดูแล และคณะกรรมการบริหารสัญญา และโครงสร้างบริหารการจัดการโครงการ โดยอยู่ระหว่างให้หน่วยงานที่กำหนดให้เป็นกรรมการส่งรายชื่อบุคคลผู้เหมาะสมมาให้ครบถ้วนก่อน คาดว่าจะได้รายชื่อครบแลจะเสนอในที่ประชุมกพอ. ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ภายในเดือนธันวาคมนี้

หัวข้อประชุมอื่นๆ 

  • *ความก้าวหน้าด้านสาธารณสุขในพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ  *

จัดตั้งเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อกิจการพิเศษด้านการแพทย์จีโนมิกส์  เป็นการยกระดับด้านการแพทย์จีโนมิกส์ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการลงทุน และสร้างความรู้ทางการแพทย์จีโนมิกส์ที่จำเป็นให้แก่ประเทศ นำไปสู่การรักษาพยาบาลที่มีประสิทธิภาพ ให้ประชาชนเข้าถึง  ให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) พิจารณาความเหมาะสมการจัดตั้งพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อกิจการพิเศษด้านการแพทย์จีโนมิกส์ ตามคำขอการจัดตั้งจากมหาวิทยาบูรพา เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ และนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง

พื้นที่โครงการฯ ประมาณ 3.8 ไร่ เป็นอาคารรวม 12 ชั้น พื้นที่อาคารรวมประมาณ 24,000 ตารางเมตร มีการลงทุนในระยะแรก 1,700 ตารางเมตร และมีเงินลงทุนเครื่องมือทางด้านเทคนิคเพื่อนำไปสู่การให้บริการจากเอกชน ประมาณ 1,250 ล้านบาท ภายในเวลา 5 ปี ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายนักลงทุนจาก สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งจะได้นำเสนอ กพอ. พิจารณาต่อไป

  • โครงการพัฒนาศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์ ในพื้นที่อีอีซี 

ที่ประชุม ได้พิจารณาหลักการโครงการพัฒนาศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์ ในพื้นที่อีอีซี  เพื่อสร้างความรู้ พัฒนาการให้บริการด้านแพทย์จีโนมิกส์  นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น  เสนอให้ กพอ. เห็นชอบ กรอบวงเงิน 750 ล้านบาท ของโครงการพัฒนาศูนย์บริการทดสอบทางการแพทย์จีโนมิกส์ ให้แก่ กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ทุกปี เป็นระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี เพื่อซื้อบริการถอดรหัสพันธุกรรมทั้งจีโนม จำนวน 50,000 ราย รายละไม่เกิน 15,000 บาท โดยให้ สกพอ. ร่วมกับ สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ดำเนินการคัดเลือกผู้ประกอบการ พร้อมเร่งศึกษารูปแบบ แนวทางการจัดตั้ง และบริหารจัดการ

  • *การจัดการขยะในพื้นที่อีอีซี อย่างยั่งยืน *

กบอ. พิจารณามอบหมายให้ สกพอ.ประสานจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อเสนอโครงการจัดการขยะในพื้นที่อีอีซี สู่ต้นแบบการกำจัดขยะอย่างยั่งยืน ทั้งขยะบก ขยะบนเกาะ และขยะในทะเล ให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน และให้กลุ่มบริษัท ปตท. บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด มหาชน (GPSC) เข้าร่วมในการศึกษาเพื่อพัฒนาการลงทุนโครงการบริหารจัดการขยะครบวงจร ในปริมาณตามความต้องการ

พร้อมกันนี้ ให้จังหวัดในพื้นที่อีอีซี เป็นหน่วยงานหลักร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดหาพื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับการจัดตั้งโรงงานขยะ และโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะ โดยให้กระทรวงพลังงานพิจารณารับซื้อไฟฟ้าจากโรงงานผลิตพลังงานไฟฟ้าจากขยะในพื้นที่อีอีซี ซึ่งจะได้นำเสนอ กพอ. พิจารณาต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ