"อาจารย์วิชา"แฉวงการภาครัฐทุจริตมากสุด แย่งชิงทรัพยากรจังหวัดท่องเที่ยว กรณีเงินบริจาค"ฌอน"ใครสงสัยแจ้งความได้ 

ไทยโพสต์ อัพเดต 09 ก.ค. เวลา 11.12 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. เวลา 11.12 น. • ไทยโพสต์

9ก.ค.63-ในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ด้านการต่อต้านการทุจริตระหว่างกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.)  และ มูลนิธิต่อต้านการทุจริต ศ.วิชา มหาคุณ ประธานกรรมการมูลนิธิต่อต้านการทุจริต กล่าวว่า สถานการณ์การทุจริต คอร์รัปชันในประเทศไทย เกิดขึ้นมากที่สุด คือ การทุจริตในภาครัฐ ด้วยวิธีการนำงบประมาณแผ่นดินผันเข้ากระเป๋าตัวเอง ซึ่งเป็นการฉวยโอกาส คิดโครงการขึ้นมาในลักษณะคอร์รัปชันเชิงนโยบาย มีการวางแผนร่วมกัน ตั้งแต่ผู้บริหารสูงสุด นักการเมือง นักธุรกิจ และที่ร้ายไปกว่านั้นมีการแย่งชิงทรัพยากรธรรมชาติ ยึดเป็นของตัวเอง โดยเฉพาะในจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว ในพื้นที่ สมุย  กระบี่  ภูเก็ต เชียงใหม่ นับว่าเป็นการทุจริตที่ร้ายแรงมาก อีกทั้งเป็นการบั่นทอนหลักการประชาธิปไตย ในรูปแบบที่นักการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งก็มาฉวยโอกาสกอบโกยหาเงินให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ในช่วงเวลานั้น  ทั้งนี้ การปราบปรามการทุจริตในรูปแบบนี้ ยอมรับว่า ทำได้ยาก และไม่สามารถไปปราบได้โดยองค์กรใดองค์กรหนึ่ง    เพราะฉะนั้นจึงจะต้องสร้างความร่วมมือระหว่างชุมชน และประชาชน ในการจับตา และ ร่วมกันขจัดผู้ก่อภัยร้ายในการทำลายสังคม

ศ.วิชา กล่าวอีกว่า  ในการปฏิรูปการต่อต้านการทุจริต  ได้มีการผลักดันกฎหมายคุ้มครองประชาชนที่ให้เบาะแส ข้อมูล ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่ของภาครัฐที่ต้องให้การคุ้มครอง และสนับสนุนประชาชนทุกด้าน   เหมือนการสร้างเกราะที่ให้การดูแล คุ้มครอง และป้องกัน 

อีกเรื่องที่เป็นประเด็นใหญ่ขณะนี้ คือ การทุจริตรูปแบบเงินบริจาคเพื่อช่วยสังคม ตนมองว่า ส่วนใหญ่พุ่งเป้าถึงการฉ้อโกง ประชาชน  และใช้ประชาชนกลุ่มเปราะบางเป็นเครื่องมือ โดยกล่าวอ้างว่ากำลังประสบปัญหา หรือกำลังได้รับความทุกข์ยาก เดือดร้อน  ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า คนไทยมีนิสัยเห็นอกเห็นใจ ทำอะไรด้วยความสงสารผู้ประสบความทุกข์ยาก เมื่อมีโครงการอะไรดีๆ  มีผู้นำความคิดดีๆ  ย่อมหลงเชื่อง่าย  และทำตามกระแสสังคม จนกลายเป็นการถูกหลอกแบบง่ายดาย   เพราะฉะนั้นจึงจะต้องไตร่ตรองถึงชนวนเหตุให้ดีก่อนว่าอะไร มีความน่าจะเป็นจริงหรือไม่   เพราะ ขณะนี้ มีหลายราย ถูกหลอก ไปแล้ว ทั้ง ให้บริจาค ให้ลงทุน ในกองทุนที่ตั้งขึ้นมาแบบลอยๆ  โดยไม่มีของจริง  อีกทั้งยังถูกลวงในลักษณะพาไปเที่ยว พาไปลงทุนที่โน่นที่นี่ ในที่สุดเสียเงินหลายร้อยล้านบาท ลักษณะนี้ ถือเป็นแนวทางฉ้อโกง 

ดังนั้น ถึงเวลาที่ประเทศไทย ต้องเปลี่ยนวัฒนธรรมด้วยการนำวิถี new normal มาใช้ให้เป็นประโยชน์  หากจะไปลงทุนหรือทำอะไรสักอย่างหนึ่ง หรือจ่ายเงินเพื่อการกุศล ต้องพิจารณาให้ลึกว่า มีจริงหรือไม่ เชื่อถือได้จริงหรือไม่ เมื่อให้ไปแล้วจะนำเงินไปใช้ต่ออย่างไร มีใบเสร็จหรือหนังสือรับรอง หรือมีหนังสือยืนยันหรือไม่    นอกจากนี้ ขอฝากให้หน่วยงานที่ปราบปรามคนทุจริตหรือฉ้อโกง ต้องทำงานกันอย่างจริงจังและเด็ดขาด"ศ

 “เราเห็นว่าผู้ที่ทุจริตวนเวียนเข้าออกคุกมีมาก  เพราะเขามักจะคิดว่าโกงแล้วติดคุกพักหนึ่งเดี๋ยวก็ถูกปล่อยตัวออกมา การทุจริตเหมือนเป็นโรคร้าย โรคระบาด เพราะฉะนั้นชุมชน ทุกคนต้องสะกิดกันว่า เงินที่ให้เขาไปนั้นรู้หรือไม่ว่าเขานำไปทำอะไรอีกทั้ง ต้องช่วยกันตรวจดู  ถ้าหากสงสัยการกระทำของนักการเมือง  ก็สามารถมาปรึกษากับมูลนิธิฯ หรือหน่วยงานต่างๆ ช่วยตรวจสอบได้"

ศ.วิชา กล่าวอีกว่า  อย่างไรก็ดี กรณีเงินบริจาค ที่ไปสู่บัญชี นายฌอน บูรณะหิรัญ นักพูดสร้างแรงบันดาลใจ   สิ่งที่ต้องทำตอนนี้ คือ  ต้องแสดงความรับผิดชอบ แจกแจงข้อมูลหลักฐานให้ชัดเจน  ทั้งในส่วนที่บริจาค สู่สาธารณกุศล  และเงินที่เหลือที่จะต้องคืน โดยเฉพาะ เงินที่บริจาคนั้นจะหายไม่ได้  ทั้งนี้ ผู้ที่มีความสงสัยสามารถแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษได้ ฐานฉ้อโกงประชาชนได้ทันที

ดูข่าวต้นฉบับ