อย่า ‘ก่อหนี้’ จนเกินตัว...อันตรายมีมากกว่าที่คิด

Wealthy Thai อัพเดต 08 ธ.ค. 2562 เวลา 03.03 น. • เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 03.03 น. • wealthythai
อย่า ‘ก่อหนี้’ จนเกินตัว...อันตรายมีมากกว่าที่คิด

หนึ่งในปัญหาที่ทาง ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)” เป็นห่วงนั่นก็คือ หนี้ครัวเรือน ที่ขยับเข้าใกล้ระดับ 80% ของ GDP แล้ว
นั่นไม่เพียงจะทำให้การหวังกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการบริโภค: C’ ทำได้ยากยิ่ง ในขณะที่มีความเสี่ยงที่จะตามมาในเรื่องของ หนี้เสีย ที่อาจจะกระทบกับระบบเศรษฐกิจเป็นลูกโซ่ได้ในที่สุด 
ที่ผ่านมาจึงเห็นสารพัดมาตรการจากทางแบงก์ชาติ ออกมาดูแลเรื่องสินเชื่อภาคครัวเรือนเป็นระยะๆ ล่าสุดก็คือแนวคิดการคุม ภาระหนี้ต่อรายได้สูงสุด(Debt Service Ratio :DSR)” ไม่ให้เกิน70% 
ซึ่งล่าสุดแบงก์ชาติก็แถลงแล้วว่า…ยังไม่มีแผนที่จะบังคับใช้ในปีนี้ แต่นั่นก็คงไม่ใช่การ ปล่อยผี ให้คุณก่อหนี้กันจนเกินตัวแต่ประการใด ทีมงาน‘Wealthythai’ มีเรื่องราวที่น่าสนใจมากฝากกันเช่นเคย

 

“บริหารหนี้”…อย่าให้เป็น ‘ปัญหา’

เรื่องการออม และ การลงทุนจะกลายเป็นเรื่องที่พูดไปก็สูญเปล่าทันที ถ้าคนยังไม่มีเงินเก็บนี่อาจเป็นเหตุผลหนึ่งถ้าเข้าไปดูตัวเลขบัญชีการลงทุนในสินทรัพย์การเงินไม่ว่าจะหุ้น หรือกองทุนรวม จะมีสัดส่วนไม่เกิน5% ของประชากรทั้งประเทศ เพราะอาจจะมา สะดุด เอากับเรื่องง่ายๆ คือ ไม่มีเงินเก็บ หรือมีหนี้ลำพังรายได้มาใช้จ่าย 2 เรื่องนี้ก็ไม่เหลือเก็บแล้ว จะเอาเงินที่ไหนไปออมหรือลงทุน 
คนไม่มีหนี้…ถือเป็นลาภอันประเสริฐแต่คนที่มีหนี้ ก็คงต้อง ใช้หนี้ จะหลุดจากวงจรหนี้ ก็ต้องตั้งใจและมีวินัยมาตั้งแต่เริ่มต้นในเรื่องของ การใช้จ่าย ที่เคยพูดถึงกันไปแล้วในครั้งก่อนๆ ว่า ถ้าให้ดี…อย่าก่อหนี้ให้เกิน 30-40% ของรายได้ แบบนี้…คุณก็ยังน่าจะมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการหนี้ได้อย่างสบาย และน่าจะมีเงินเหลือเก็บไปคิดต่อยอดเรื่อง การออมหรือ การลงทุน ต่อไปได้
“แต่ถ้าก่อหนี้เกินตัวเงินเดือนออกใช้หนี้หมดหรือใช้หนี้ไม่พอต้องไปหมุนเงินจากบัตรอื่นหรือเงินกู้อื่นๆทั้งในระบบและนอกระบบมาใช้หนี้แบบนี้อันตราย แล้ว ฉะนั้น ควรแก้ไขที่ต้นเหตุ คือ ตัวเอง อย่าใช้จ่ายเกินตัว ถ้าจะก่อหนี้ ก็ควรเป็น หนี้ที่ดี หรือ ก่อหนี้ไม่เกินความสามารถในการชำระหนี้ของตัวเอง โดยไม่กระทบการใช้จ่ายในชีวิตประจำวันปกติ”

 

 

เมื่อดูภาพรวมแล้วเสมือนคนในประเทศคุมการใช้จ่ายตัวเองไม่ค่อยอยู่หนึ่งในแนวคิดจากทางแบงก์ชาติก็คือเรื่อง‘DSR’ นั้น ก็เป็นไปเพื่อดูแลเรื่อง หนี้ภาคครัวเรือน เป็นสำคัญ โดยโฟกัสไปที่เป็นกลุ่มที่มีความอ่อนไหวด้านรายได้ ได้แก่
1.กลุ่มเริ่มทำงาน(First Jobber)’ 
2. ‘กลุ่มเกษียณอายุ
3. ‘กลุ่มที่มีรายได้ไม่เกิน30,000 บาท/เดือน’ 
“ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงและเปราะบาง หากมี หนี้เกินตัว อาจเป็นปัญหาได้ ทางแบงก์ชาติมีแนวคิดที่จะกำหนดให้ ‘DSR’ ไม่ควรเกิน70% (รวมทุกธนาคาร) หรือไม่เกิน21,000 บาท และผู้กู้ควรมีเงินเหลือใช้จ่ายประมาณ 30% ของเงินเดือน หรือ 9,000 บาท ซึ่งปัจจุบัน DSR ยังเกิน70% อยู่ รวมถึงยังมีความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อให้ลูกค้า เนื่องจากสถาบันการเงินไม่ได้ตรวจสอบกับธนาคารอื่นก่อน ซึ่งอาจทำให้ยอกรวมของหนี้บุคคลมากกว่าระดับความสามารรถในการชำระหนี้ของบุคคลนั่นเอง”
แต่ล่าสุดแนวคิดนี้ของ แบงก์ชาติ จะยังไม่นำมาบังคับใช้ในปีนี้ แต่มีการดำเนินการร่วมกับสถาบันการเงินใน 2 เรื่อง ได้แก่ 
1. ‘การกำหนดมาตรฐานกลางในการคำนวณDSR’ ทั้งในส่วน ภาระหนี้ และ รายได้ของผู้กู้’  ซึ่งปัจจุบันสถาบันการเงินแต่ละแห่งมีวิธีการคำนวณที่แตกต่างกัน โดยล่าสุดได้มีข้อตกลงมาตรฐานกลาง DSR ร่วมกันแล้ว คาดว่าจะเริ่มรายงานข้อมูล DSR ตามมาตรฐานกลางให้แบงก์ชาติได้ภายในไตรมาส 4/19 นี้
2. ‘การผลักดันให้สถาบันการเงินนำหลักการการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบ(Responsiblelending)’ ไปใช้ โดยลูกหนี้ต้องมีเงินเพียงพอสำหรับดำรงชีพหลังชำระหนี้แล้ว (Affordability)
“โดยแบงก์ชาติจะติดตามปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างใกล้ชิด ส่วนหนึ่งผ่านข้อมูล ‘DSR’ ตามมาตรฐานกลางที่ธนาคารพาณิชย์รายงาน ซึ่งหากพบว่าสถานการณ์มีความเปราะบางมากขึ้น แบงก์ชาติอาจพิจารณาออกเกณฑ์การกำกับดูแลที่เหมาะสม โดยพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงิน กรอบการบังคับใช้และจังหวะเวลาที่เหมาะสม รวมทั้งคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้านต่อไปนั่นเอง”
แม้มาตรการจะเลื่อนออกไป แต่นั่นแทนความดีใจแต่คุณควรตระหนักได้แล้วว่า…’หนี้เกินตัวจะเป็นปัญหา ไม่ใช่เฉพาะตัวคุณเองแต่อาจจะลุกลามไปถึงภาพของเศรษฐกิจโดยรวมได้เช่นกัน ดังนั้น ถ้าคุณรักตัวเองและรักประเทศชาติ ก็ไม่ควรก่อหนี้ให้เกินตัวนั่นเอง

ดูข่าวต้นฉบับ