หล่อ สปอร์ต ใจดี มีเสียบปลั๊ก ทดสอบ BMW i8 ROADSTER

ไทยรัฐออนไลน์ - Auto อัพเดต 14 ธ.ค. 2562 เวลา 08.05 น. • เผยแพร่ 13 ธ.ค. 2562 เวลา 03.00 น.
ภาพไฮไลต์

ย้อนกลับไปในช่วงกลางยุค 1970 ค่าย BMW มีความต้องการที่จะสร้างรถแข่งเครื่องวางกลางลงไปปะทะความแรงกับแบรนด์รถสปอร์ตชั้นนำในการแข่งขันทัวริ่งคาร์ชิงแชมป์โลก กฎของ FIA ที่ออกมาบังคับใช้กับบริษัทรถยนต์ที่แจ้งความประสงค์จะส่งรถแข่งภายใต้แบรนด์ของตัวเอง เพื่อลงไปประกาศศักดาด้านประสิทธิภาพ โดย FIA ระบุว่า บริษัทรถยนต์นั้นๆ จะต้องผลิตรถรุ่นดังกล่าวที่ใช้ลงแข่งจำนวน 400 คัน เพื่อส่งออกขาย ด้วยความที่ยังไม่เคยมีประสบการณ์ในการผลิตรถสปอร์ตเครื่องวางกลางลำ โดยเฉพาะการสร้างรถแข่งที่มีเครื่องยนต์อยู่ด้านหลังคนขับของ BMW ให้เทียบเคียงกับรถสปอร์ตจากอิตาลี BMW จึงส่งโครงการสร้างรถแข่งเครื่องวางกลางให้กับ Lamborghini ช่วยออกแบบและสร้างรถต้นแบบให้เสร็จทันต่อความต้องการสำหรับสนามแรก

การร่วมมือกันในครั้งนั้น ก่อกำเนิด BMW M1 รถสปอร์ตเครื่องวางกลางที่ออกแบบเส้นสายโดย Giugiaro มันใช้เครื่องยนต์ 3.5 ลิตร 277 แรงม้า เป็นเครื่องยนต์แบบแถวเรียง 6 สูบ หลังจากนั้น บริษัทรถสปอร์ตอย่าง Lamborghini ประสบปัญหาทางการเงิน โดยขาดทุนอย่างหนักจนหมดงบประมาณที่จะดำเนินการต่อโดยที่ไม่ต้องขายกิจการ บริษัท BMW เองก็ไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแต่อย่างใด เนื่องจากกำไรจากการขายรถในช่วงนั้นยังคงมีไม่มากนัก โครงการรถแข่งที่ใช้ชื่อรุ่นว่า M1 จึงถูก BMW นำกลับมาสร้างต่อจนเสร็จ ความยุ่งยากที่เกิดขึ้นทำให้ BMW ไม่สามารถผลิตรถรุ่นนี้ได้ทันตามกฎของ FIA การหาทางออกที่ดีจึงเกิดขึ้น ด้วยการแข่งขันที่ BMW จัดขึ้นเองและมีชื่อเรียกว่า ProCar Racing เพื่อแข่งกันเองแบบ One Make Race ทำให้รถเครื่องวางกลางรุ่นแรกสุดในนาม BMW M1 ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นจำนวนทั้งสิ้นเพียง 453 คันเท่านั้น

เวลาผ่านไปเกือบสี่สิบปี ในปี 2014 BMW ก็ให้กำเนิดรถสปอร์ตพลังงานผสมเครื่องยนต์วางกลางลำบวกมอเตอร์ไฟฟ้าเสริมแรงบิดและระบบเสียบปลั๊กชาร์จไฟ เป็นครั้งแรกที่รถยนต์ในตระกูล iperformance ได้ลืมตาดูโลกท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของพลังงานที่จะนำมาใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์ในอนาคต i8 เป็นโครงการสร้างรถสปอร์ตแบบปลั๊กอิน-ไฮบริด เครื่องวางกลางลำตัวของ BMW Group ที่เข้ามาสานต่อเทคโนโลยีใหม่ของระบบขับเคลื่อนแบบผสานพลังงานสองระบบบนเรือนร่างของรถซุปเปอร์คาร์ มันถูกออกแบบและพัฒนาโดยใช้เวลาเพียงแค่ 38 เดือน เป็นโครงการสร้างรถยนต์รุ่นใหม่ที่รวดเร็วที่สุดของแบรนด์ตราใบพัด ระยะเวลาของการสร้างที่ไม่มาก กับจำนวนวิศวกรผู้ทำการวิจัยและพัฒนาเพียงน้อยนิดกับการออกแบบและลงมือผลิตรถยนต์ที่มีวิศวกรรมยานยนต์สลับซับซ้อนมากที่สุดเท่าที่ BMW เคยลงมือทำออกขาย แนวคิดใหม่ทำให้มันออกมาดูดีสุดๆ ด้วยการใช้ความแปลกแยกในด้านระบบขับเคลื่อนที่แตกต่างจากรถซุปเปอร์คาร์ทั่วไป

BMW i8 ทั้ง Coupe ที่ลืมตาดูโลกในปี 2014 และ Roadster ที่ตามออกมาในปี 2018 เหมือนกันทุกอย่างยกเว้นหลังคาผ้าพับไฟฟ้าของ i8 Roadster ที่แตกต่างจากรุ่นพี่อย่าง Coupe รวมถึงราคา 12,999,000 บาท ของรุ่นเปิดประทุนสองที่นั่งก็ยังแพงกว่ารุ่นหลังคาแข็ง แชสซีของ i8 ทำจากอะลูมิเนียม โดยมีโครงที่ยึดโยงเข้ากับเครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบวางกลางลำตัว โครงแชสซีด้านหน้ายึดติดกับมอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน โดยมีหน่วยให้พลังงานเป็นแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ที่วางไว้กึ่งกลางรถแบบตามยาวขั้นกลางระหว่างเพลาหน้าและเพลาท้าย เฉพาะน้ำหนักของชุดแบตเตอรี่ปาเข้าไป 100 กิโลกรัม รวมถึงมอเตอร์ไฟฟ้าและชุดไฮบริดที่มีน้ำหนักอีกร่วม 100 กิโลกรัม โครงโลหะที่ใช้ยึดคอนโซลหน้าผลิตขึ้นรูปจากแมคนีเซียม กระจกบังลมทุกบานเคลือบสารพิเศษทำให้มีความหนาลดลงเหลือ 0.7 มิลลิเมตร

เปลือกตัวถังที่ใช้ห่อหุ้มโครงสร้างทำจากวัสดุพวกเทอร์โมพลาสติกน้ำหนักเบา สำหรับขุมกำลังแบบใหม่ใช้เครื่องยนต์เบนซินแบบ 3 กระบอกสูบ อัดอากาศด้วยเทอร์โบ เทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo บล็อกเดียวกับ MINI Cooper 2014 เครื่องยนต์ B38K15 ตัวจิ๋วทำงานขับเคลื่อนล้อหลังผสานร่วมแกนไปกับมอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 1 ซึ่งวางไว้ที่เพลาขับหน้า เมื่อมอเตอร์และเครื่องยนต์ทำงานพร้อมกัน เจ้า i8 Roadster จะมีพละกำลัง 374 แรงม้ากับแรงบิด 570 นิวตันเมตร อัตราเร่งจาก 0-100 กิโลเมตรใน 4.6 วินาที และมีความเร็วสูงสุดที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง BMW เคลมว่า สมรรถนะในการวิ่งด้วยมอเตอร์ล้วนโดยไม่พึ่งพากำลังจากเครื่องยนต์สามารถไปได้ไกล 53 กิโลเมตร (วิ่งจริงได้ประมาณ 30-35 กิโลเมตร) โดยมีการปล่อยมลพิษในโหมด EV เท่ากับ 0 เมื่อเครื่องยนต์ไม่ติดแล้ววิ่งด้วยมอเตอร์เพียวๆ มันก็เป็นรถที่สะอาดแทบจะไม่ต่างไปจากรถไฟฟ้า แค่ระยะทางการวิ่งด้วยมอเตอร์เท่านั้นที่ยังเป็นรองรถไฟฟ้าเต็มรูปแบบ ข้อดีของ i8 Roadster ก็คือแบตเตอรี่ถูกปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เมื่อแบตฯหมดที่ระยะ 35 กิโลเมตร คุณยังไปต่อได้ด้วยเครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบ ขุมกำลังขนาดเล็กที่มีประสิทธิภาพสามารถขับเร็วจี๋แบบรถสปอร์ตสมรรถนะสูงได้อย่างสบายๆ เครื่องยนต์ตัวเล็กยังกินเชื้อเพลิงเท่าที่จำเป็นอีกตะหาก การวิ่งไปชาร์จไปจะทำให้คุณมีพลังไฟมากพอสำหรับป้อนมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อการเร่งความเร็ว

มอเตอร์ไฟฟ้าพลังสูงสองตัว เป็นมอเตอร์แบบใหม่ที่คิดค้นขึ้นโดยวิศวกรของ BMW มอเตอร์ไฟฟ้าตัวแรกวางอยู่ด้านหน้ารับหน้าที่ในการขับเคลื่อนล้อหน้า โดยสามารถผลิตแรงม้าได้ 142 ตัว ส่งแรงบิดของมอเตอร์ไปยังล้อหน้า ผ่านการควบคุมของชุดทดกำลังแบบ 2 สปีด ในสภาวะปกติถ้ามีไฟในแบตเตอรี่ BMW i8 จะขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์เพียวๆ โดยสามารถใช้เพียงแค่มอเตอร์จากความเร็ว 0-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยวิ่งได้ระยะทาง 22 ไมล์ หรือประมาณ 35 กิโลเมตร ก่อนที่แบตเตอรี่จะหมดไฟแล้วเครื่องยนต์จะเข้ามารับหน้าที่ขับเคลื่อนและชาร์จไฟต่อไป การจอดชาร์จแบบปกติไม่ใช่การชาร์จเร็วต้องใช้เวลาชาร์จนาน 3 ชั่วโมง

มอเตอร์ตัวที่ 2 ติดตั้งอยู่ด้านหลังใกล้กับเครื่องยนต์ รับหน้าที่ผสานการทำงานกับเครื่องยนต์ ทำตัวเป็นเจนเนอเรเตอร์ในการปั่นกระแสไฟฟ้าไปกักเก็บยังแบตเตอรี่เพื่อสำรองพลังงานผ่านชุดฟลายวีล ส่วนมอเตอร์ที่รับหน้าที่หมุนล้อคู่หน้าสำหรับการขับเคลื่อนมีขนาดกำลัง 142 แรงม้า กับแรงบิดที่ไม่มีการรอรอบใดๆ ทั้งสิ้นที่ 250 นิวตันเมตร ส่งถ่ายตรงๆ ลงไปยังล้อขับเคลื่อนคู่หน้า มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถทำงานอย่างต่อเนื่องหากมีกระแสไฟพอเพียง เมื่อความเร็วของตัวรถเกิน 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบจะเข้ามารับช่วงการขับเคลื่อนต่อ เครื่องยนต์ตัวจิ๋วประสิทธิภาพเหลือร้ายตัวนี้มีอัตราส่วนแรงม้าต่อลิตรที่ 160 แรงม้า/ลิตร มอเตอร์ไฟฟ้าตัวที่ 2 ติดตั้งอยู่กับฟลายวีลและใช้เป็นตัวปั่นกระแสไฟมีขนาด 11 กิโลวัตต์ โดยรับหน้าที่เป็นไดสตาร์ตไปในตัว เมื่อผู้ขับเปลี่ยนเกียร์ลงต่ำ มอเตอร์ตัวนี้จะหมุนเร่งรอบและทำตัวเหมือนกับฟลายวีลของรถแข่ง ระบบเกียร์เป็นแบบ 6 สปีดออโต ที่มีอัตราทดค่อนข้างกระชับและไว การออกแบบที่ดีในแง่มุมของวิศวกรรมชั้นสูง ด้วยการวางมอเตอร์ แบตเตอรี่และเครื่องยนต์ให้อยู่ในช่วงของฐานล้อและติดตั้งอยู่ในระดับที่ต่ำมาก ส่งผลไปถึงการตอบสนองต่อการควบคุมที่ว่องไวปราดเปรียวเหมือนกับซุปเปอร์คาร์เครื่องวางกลางชั้นดีจากอิตาลี

สำหรับล้อและยาง เจ้า i8 ใส่ล้ออัลลอยขอบประหลาดล้ำ ยางหน้าขนาด 215/45R20 ส่วนยางหลังมีขนาด 245/40R20 เป็นยาง Bridgestone Potenza s001 แบบพิเศษที่มีไซส์แปลกประหลาดเอาเรื่อง

ในบางแง่มุมของเครื่อง 3 สูบเทอร์โบ เมื่อดูจากตัวเลขประสิทธิภาพของการให้กำลังในรูปของแรงบิดนั้นอยู่ในเกณฑ์ดีใช้ได้เลยทีเดียว เครื่องยนต์ 3 สูบแบบแถวเรียง มีปริมาตรความจุแค่ 1,499 ซีซี 12 วาล์ว อัดอากาศด้วยเทอร์โบ ให้กำลัง 230 แรงม้าที่ 5,800 รอบต่อนาที แรงบิดจากเครื่องยนต์วัดได้ 236 ปอนด์-ฟุต ที่ 3700 รอบต่อนาที ระบบส่งกำลังที่ล้อหน้าผ่านมอเตอร์ไฟฟ้าใช้เกียร์แบบ 2 สปีดออโต ส่วนชุดส่งกำลังจากล้อหลังผ่านเครื่องยนต์เป็นเกียร์ 6 สปีดออโต ระบบรองรับด้านหน้าเป็นแบบดับเบิ้ลวิชโบน ส่วนด้านหลังเป็นแบบมัลติลิงก์ ตัวเลขอัตราส่วนการกระจายน้ำหนักหน้า 48% หลัง 52% น้ำหนักตัวรถทั้งคันที่ 1,539 กิโลกรัม หนักกว่ารุ่น Coupe เล็กน้อย น้ำหนักส่วนใหญ่เกิดจากชุดแบตเตอรี่ไฮบริดและมอเตอร์ ส่วนตัวเลข 230 แรงม้าที่เป็นย่านกำลังของเครื่อง 3 สูบนับว่าสูงมาก มอเตอร์สตาร์ตและไดชาร์จขับเคลื่อนด้วยสายพาน ใต้ท้องบริเวณกึ่งกลางลำตัวซึ่งเป็นที่อยู่ของแบตเตอรี่แบบลิเธียมไอออน ขนาด 11.6 กิโลวัตต์/ชั่วโมง แบตฯ มีประสิทธิภาพพอตัว ออกแบบมาเพื่อการชาร์จกระแสไฟเข้าอย่างรวดเร็ว โดยสามารถชาร์จกำลังไฟ 80% ในสถานีจ่ายไฟด้วยระยะเวลาเพียง 2 ชั่วโมง ความเบาของตัวรถทำให้ i8 Roadster วิ่งได้โดยไม่ต้องติดเครื่องยนต์ที่ความเร็วไม่เกิน 100-110 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ไกล 35 กิโลเมตร เมื่อขับอยู่ในโหมด EV ที่ใช้มอเตอร์ล้วน ระบบเกียร์แบบ 2 สปีดที่ล้อขับเคลื่อนคู่หน้าจะอยู่ในอัตราทดต่ำ มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อนที่ล้อหน้าสามารถปั่นพลังแรงบิดไปจนถึงย่านความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ด้วยอัตราทดเกียร์สูงได้โดยไม่ทำให้รอบของการหมุนสูงมากจนเกินไป ระบบจัดการแรงบิดทั้งหน้าและหลังจะผสานการทำงานถ่ายเทแรงบิดแบบอัตโนมัติและเป็นชิ้นส่วนที่ยุ่งยากสลับซับซ้อนมากที่สุดของ BMW i8 Roadster

โครงสร้างเปลือกตัวถังของ BMW i8 Roadster ทำจากวัสดุผสมน้ำหนักเบาคาร์บอนไฟเบอร์ ส่วนโครงแชสซีที่ต้องการความแข็งแกร่งและต้องรองรับการบิดตัวขณะซิ่งเต็มกำลังใช้อะลูมินั่มอัลลอยเกรดเหนียวพิเศษ ห้องโดยสารแบบกล่องถูกติดตั้งลงไปบนแชสซี เมื่อใช้วัสดุที่มีความคงทนและมีน้ำหนักเบากว่าโลหะประเภทเหล็ก ทำให้ BMW i8 Roadster มีน้ำหนักตัวรถทั้งสิ้น 1,539 กิโลกรัม น้ำหนักส่วนใหญ่เป็นน้ำหนักที่เกิดจากแบตเตอรี่ ระบบ Hybrid มอเตอร์ไฟฟ้า และช่วงล่าง น้ำหนักของชุดแบตฯ มอเตอร์ไฟฟ้ากับสายไฟในระบบมากถึง 220 กิโลกรัม บวกน้ำหนักของหลังคาผ้าใบและชุดมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับการพับหลังคาอีก 45 กิโลกรัม ที่เหลือเป็นน้ำหนักของล้อและยาง โครงสร้างหลัก เปลือกตัวถัง ระบบเบรก ถังเชื้อเพลิง และอุปกรณ์ปลีกย่อยอื่นๆ

มิติตัวถังของ i8 Roadster มีขนาดความยาว 4,689 มิลลิเมตร กว้าง 1,942 เมื่อยังไม่ได้เปิดบานประตูทรงปีกนก และเมื่อเปิดบานประตูทั้งสองออกไปจนสุดมันจะมีขนาดความกว้างวัดจากขอบประตูซ้ายไปขวามากถึง 3,046 มิลลิเมตร เป็นรถสปอร์ตที่ต้องเผื่อที่จอดเมื่อต้องใช้พื้นที่ด้านข้างสำหรับการเปิดประตูทรงปีกนก สัดส่วนความสูงอยู่ที่ 1,298 มิลลิเมตร สูงกว่าซุปเปอร์คาร์เครื่องวางกลางเล็กน้อย ความยาวฐานล้อ 2,800 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อคู่หน้า 1,644 มิลลิเมตร ระยะห่างล้อคู่หลัง 1,715 มิลลิเมตร ความยาวโอเวอร์แฮงค์หน้า 960 มิลลิเมตร หลัง 929 มิลลิเมตร น้ำหนัก 1,539 กิโลกรัม

หลังคาผ้าใบไฟฟ้าความหนาสามชั้นมีส่วนช่วยทำให้น้ำหนักของ i8 Roadster เพิ่มขึ้นจากรุ่น Coupe ไม่มากนัก หลังคาทำงานเร็ว ที่ความเร็วขณะเคลื่อนที่ไม่เกิน 50 กิโลเมตรต่อชั่วโมง การพับเก็บหรือกางออกใช้เวลาแค่ 14 วินาที คุณสามารถวิ่งไปพับไปที่ความเร็วต่ำโดยไม่จำเป็นต้องจอดรถ หลังคาผ้าใบเคลือบสารกันน้ำตัดปัญหาน้ำรั่วเมื่อขับท่ามกลางสายฝน การทำงานที่เงียบและเร็ว รวมถึงการเก็บเสียงที่ดี ทำให้หลังคาผ้าใบใน i8 Roadster เหมาะสมกับรูปแบบรถสปอร์ตเปิดประทุนสองที่นั่ง ซึ่งมีให้ทั้งความคลาสสิกและน่าใช้งาน

ระบบสร้างเสียงเครื่องยนต์ผ่านลำโพงและซัปวูฟเฟอร์ ให้เสียงเครื่องยนต์ที่สมจริงและสร้างความเร้าใจในขณะขับเคลื่อนด้วยโหมดสปอร์ต ลำโพงแบบไฮไฟที่ติดตั้งอยู่รอบห้องโดยสารให้ซุ้มเสียงเครื่องยนต์อันทรงพลังแต่ออกมาในรูปแบบของการสังเคราะห์ผ่านโปรแกรมในระบบอิเล็กทรอนิกส์ เทคนิคที่สุดยอดทำให้อารมณ์การขับขี่จากประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ 3 สูบทำออกมาได้ใกล้เคียงกับพละกำลังของเครื่องยนต์แบบ 6 สูบ จากการเสริมแรงของมอเตอร์ขับเคลื่อนที่ล้อหน้าและเครื่องยนต์ที่ด้านหลัง เมื่อทั้งสองระบบทำงานไปพร้อมๆ กัน ระบบช่วยทรงตัว ESP จัดการกับล้อหน้าขนาดหน้ายางแคบโดยจะส่งถ่ายความมั่นคงและเข้ามาแทรกแซงด้วยการลดแรงบิดหรือสั่งเบรกล้อด้านใดด้านหนึ่งที่กำลังสูญเสียแรงยึดเกาะ ช่วงล่างแบบปรับระดับได้ยังเข้ามาเสริมให้การควบคุมอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม สำหรับค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทานอากาศหรือแอร์โรไดนามิกอยู่ที่ 0.26 การประยุกต์ใช้วัสดุน้ำหนักเบา ควบรวมกับเทคโนโลยีของการบริหารพลังงานในระบบ ActiveHybrid กับเทคโนโลยีของระบบอัดอากาศแบบใหม่ ที่ยังคงไม่มีค่ายรถใดเสมอเหมือน ระบบเบรกแบบสะสมพลังงาน Brake Energy Re-generation เป็นการนำเอาพลังงานจลน์ที่เกิดขึ้นจากการเบรก และสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ในรถทั่วๆ ไป ให้สามารถนำกลับมาใช้ในรูปแบบของพลังงานไฟฟ้า โดยประจุพลังไฟกลับคืนไปยังแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่องตลอดการขับขี่ใช้งาน

เจ้าของ i8 ทุกคนสามารถสวนคันเร่งลงจนสุด การกระทำดังกล่าวก่อให้เกิดการทำงานพร้อมๆ กันทั้งเครื่องสามสูบและมอเตอร์ไฟฟ้าที่ผนวกรวมสองระบบ กำลังในรูปของแรงบิดจากเครื่องยนต์ที่ล้อหลังและจากมอเตอร์ไฟฟ้าที่ล้อหน้า จะส่งถ่ายลงพื้นทีเดียวพร้อมๆ กันไป และทำให้มันกลายสภาพเป็นซุปเปอร์คาร์ขับเคลื่อน 4 ล้อทันที เมื่อวิ่งใช้งานในเมืองจนแบตเตอรี่เหลือกำลังไฟน้อยเต็มทน ระบบ AcitveHybrid จะเข้ามาสั่งการให้เครื่องยนต์ติดตัวเองขึ้นมาทันที และเข้ามามีบทบาท โดยรับหน้าที่ในการขับเคลื่อนต่อจากพลังงานของมอเตอร์ นอกจากจะทำการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์แล้ว ระบบ ActiveHybrid ของ BMW ยังสั่งงานไปที่ระบบชาร์จพลังงาน มันจะชาร์จประจุไฟฟ้ากลับคืนไปยังแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง ตลอดการใช้งาน จนกว่าเจ้าของจะทำการดับเครื่องยนต์ เมื่อเครื่องยนต์ตัวจิ๋วขนาด 3 กระบอกสูบ ไซส์ 1.5 ลิตรทำงาน มันจะมีการปล่อย CO2 เพียง 52 กรัมต่อระยะทาง 1 กิโลเมตร ซึ่งไม่เคยมีรถสปอร์ตคันไหนในโลก ที่จะสามารถลดการปล่อยมลพิษได้ต่ำมากกว่านี้มาก่อน

จุดเด่นของ BMW i8 Roadster สีเทา Donington Grey Metallic  ก็คือ สมรรถนะในแบบสปอร์ต เมื่อสวนคันเร่งลงลึก ระบบ Hybrid ของมันจะทำหน้าที่ประสานพลังงานทั้งสองรูปแบบให้กลายเป็นรถสปอร์ตขับเคลื่อน 4 ล้อ อย่างทันทีทันควัน รถ i8 สามารถบริหารเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ มันจะใช้เชื้อเพลิงเพียงแค่ 1 แกลลอน ในการวิ่งระยะทาง 114 ไมล์ โดยมีค่าการปล่อย CO2 ต่ำเพียง 59 กรัม/กิโลเมตร ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากความเบาของน้ำหนักตัว ซึ่งประกอบไปด้วยวัสดุใหม่ๆ ทั่วทั้งคัน ในโหมด eDrive รถ BMW i8 ใช้การขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าอย่างหมดจด ในโหมดไฮบริด ช่วยให้เกิดการควบรวมกันของเครื่องยนต์และมอเตอร์ ในทุกสถานการณ์ของการขับขี่ มอเตอร์ไฟฟ้าที่ด้านหน้ามีพละกำลัง 96 กิโลวัตต์ (131 แรงม้า) ส่วนล้อหลังนั้นจะถูกขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์ตัวจิ๋วที่มีสมรรถนะเหลือร้าย 

ประสิทธิภาพของการทำความเร็วอยู่ในคาบที่สมน้ำสมเนื้อกับสมรรถนะของชุดขับเคลื่อน ซึ่งมีทั้งเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้า รถ i8 เร่งจากจุดหยุดนิ่งไปถึง 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 4.6 วินาที โดยมีความเร็วสูงสุด (ล็อก) ที่ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ระบบ Active Aerodynamics ใน i8 ช่วยทำให้สปอร์ตคาร์คันนี้ไปได้เร็ว และประหยัดเชื้อเพลิงมากยิ่งขึ้น นับเป็น BMW คันที่สองต่อจากรถรุ่น M1 ที่ใช้การวางเครื่องยนต์ไว้ที่กึ่งกลางของตัวรถ เพื่อการควบคุมที่แม่นยำ และการกระจายน้ำหนักที่ดี ล้อคู่หลังซึ่งเป็นล้อ M มีขนาดอวบโตถึง 20 นิ้ว ส่วนล้อคู่หน้าที่ใช้มอเตอร์ไฟฟ้าขับเคลื่อน จะมีขนาดของหน้ายางย่อมลงมาเล็กน้อย สถาปัตยกรรมคาร์บอนไฟเบอร์ ออกแบบให้มีการกระจายน้ำหนักที่ดีที่สุดในรถยนต์เครื่องวางกลาง โดยมีจุดศูนย์ถ่วงต่ำ การกระจายน้ำหนักของ i8 Roadster มีตัวเลขที่เกือบสมมาตรในระดับ 48:52 มันคือพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบสำหรับคุณสมบัติของรถสปอร์ตไฮเทคคันนี้ ค่า GC center of gravity ที่ดีจะส่งผลไปถึงการทรงตัวขณะทำความเร็วทั้งทางตรงและทางโค้ง รถ i8 มีการควบรวมระบบการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้า และเครื่องยนต์เบนซินให้มีประสิทธิภาพสูงสุดเท่าที่ BMW เคยผลิตออกมา รถ i8 จะเข้ามาเพิ่มรากฐานสำคัญสำหรับรถสปอร์ตในค่ายใบพัดสีฟ้า-ขาว

กดปุ่มสตาร์ตเครื่องยนต์ ระบบขับเคลื่อนของ i8 ก็จะเริ่มต้นการทำงานทันที มาตรวัด TFT instrument cluster คล้ายยานรบของพวกจักรวรรดิ์ มาตรวัดปรับรูปแบบสีสันไปตามโหมดการขับเคลื่อน ใช้สีฟ้าสว่างตาในโหมด ECO PRO สีฟ้าอมเทาในโหมด COMFORT และสีส้มอมแดงในโหมดสูงสุด SPORT MODE โหมด eDRIVE เมื่อไฟเต็มแบตฯขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าคู่หน้าแบบรถขับเคลื่อนล้อหน้าด้วยความเงียบเนื่องจากเครื่องยนต์จะเข้ามารับหน้าที่ก็ต่อเมื่อไฟเริ่มเหลือน้อยลงที่ระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร การเร่งความเร็ว 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมงโดยไม่ปล่อยมลพิษเป็นเรื่องปกติของยานยนต์แบบปลั๊กอินไฮบริด ประสิทธิภาพของมอเตอร์ผ่านการทดกำลังจากเกียร์แบบ 2 สปีดเทแรงบิดลงไปบนล้อคู่หน้าแบบฉับพลันทันทีไม่มีอาการรอรอบ และเร่งขึ้นอย่างรวดเร็วจนแบตเตอรี่เริ่มอ่อนกำลังไฟเครื่องยนต์ก็จะติดขึ้นมาเพื่อรับหน้าที่ในการขับเคลื่อนต่อจากมอเตอร์โดยอัตโนมัติ เครื่องยนต์ 3 สูบเทอร์โบ ต่อเชื่อมกับมอเตอร์ได้อย่างนิ่มนวลและไร้รอยต่อ ราวกับมันถูกหลอมรวมเป็นชิ้นเดียวกัน! ในโหมด eDRIVE BMW i8 วิ่งได้อย่างประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม แต่ยังคงให้อารมณ์สปอร์ตจากท่านั่ง การตอบสนองที่ว่องไว และรูปทรงที่ปราดเปรียวโฉบเฉี่ยวสไตล์ซุปเปอร์คาร์เครื่องวางกลางลำ

ผลักคันเกียร์ไปด้านซ้าย i8 Roadster จะเข้าสู่โหมด SPORT เป็นโหมดที่ให้ความรู้สึกแตกต่างด้วยการตอบสนองที่เร็วขึ้นมาก พวงมาลัยไฟฟ้าหนักขึ้น ยิ่งขับเร็วเท่าไหร่มันก็จะยิ่งเพิ่มน้ำหนักให้มากขึ้นเท่านั้นเพื่อความมั่นคงและเที่ยงตรงในการทำความเร็ว มาตรวัดเปลี่ยนจากสีฟ้าในโหมด ECO PRO มาเป็นสีส้มอมแดงที่แสดงออกถึงความรุ่มร้อนในการเปลี่ยนแปลงโหมดขับเคลื่อนไปสู่การเร่งความเร็ว SPORT MODE  ของ i8 ฟลายวีลในมอเตอร์เจนเนอเรเตอร์ตัวหลังจะเชื่อมต่อการทำงานอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา เพื่อปั่นไฟเข้าไปเก็บในแบตฯ โหมดสูงสุดของมันกินน้ำมันใช้ได้แต่ได้ความมันและไฟในแบตเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเพื่อสำรองใช้ในโหมด EV เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดและดีงาม เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร เทอร์โบ ที่มีกระบอกสูบแค่ 3 ตำแหน่งมีพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากเดิม คล้ายลูกแมวกลายร่างเป็นเสือชีต้าที่มีฝีเท้าจัดจ้าน เป็นความน่าประทับใจของเครื่องยนต์ตัวเล็กนิดเดียว ด้วยการทำงานที่ดุเดือดเลือดพล่านจากการกระหน่ำพลังบูสของเทอร์โบ คุณจะรู้สึกถึงความแตกต่างเมื่อพวงมาลัยตึงไม้ตึงมือมากขึ้น มาตรวัดสีส้มที่มีรอบตวัดกวาดขึ้นสู่รอบสูงอย่างเร็ว เสียงเครื่องยนต์และท่อระบายท้ายดังเข้ามาในห้องโดยสารอย่างชัดเจน BMW i8 ไม่มีสวิตช์รูปท่อให้ใช้งานแบบสปอร์ตเหมือนคู่แข่ง เสียงทั้งหมดเกิดจากลำโพง Harman Kardon premium surround sound system จำนวน 11 ตัวที่ฝังอยู่รอบห้องโดยสารพร้อมซับวูฟเฟอร์ขนาดใหญ่สองตัวที่หลังเบาะคู่หน้า กำลังขับ 360 วัตต์ ในรูปแบบของ Class-D Technology สร้างเสียงท่อท้ายที่คล้ายกับเครื่อง 6 สูบเรียงเทอร์โบ ให้เสียงทุ้มนุ่มลึกราวกับคุณกำลังนั่งคร่อมอยู่บนเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่กำลังทำงานเต็มกำลัง เป็นการปรับตั้งเพื่อทำให้ส่งเสียงออกมาจากทางด้านหลังของตัวรถตามรูปแบบลักษณะของการวางเครื่องยนต์นั่นเอง 

มอเตอร์ตัวหลังรับหน้าที่เป็นเจนเนอเรเตอร์ เมื่อใช้โหมด SPORT มันจะเชื่อมการทำงานกับฟลายวีลเพื่อปั่นไฟเข้าไปเก็บในแบตฯรวมถึงจ่ายไฟให้กับมอเตอร์ของล้อหน้าเพื่อเสริมแรงขับเคลื่อนขณะเร่งความเร็ว BMW เลือกระบบส่งกำลังแบบ 6 สปีดที่ทำงานได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่ว่าจะเป็นการตัดต่อขึ้นลงของเกียร์ ความว่องไวและราบเรียบในการทดกำลัง การเปลี่ยนเกียร์ที่เร็วและไหลลื่น เกียร์ 6 สปีดเบากว่าเกียร์ ZF 8HP และมีขนาดที่กะทัดรัด เหมาะกับการใช้วางลงไปที่ด้านหลังเชื่อมติดกับเครื่องยนต์ตัวเล็ก ประสิทธิภาพของสมองกลไฟฟ้าที่คอยควบคุมการทำงานของเกียร์สร้างความประทับใจแทบจะไม่แตกต่างไปจากเกียร์คลัตช์คู่ของ BMW M4 เมื่อผลักคันเกียร์ไปที่ด้านซ้ายเพื่อเข้าสู่โหมด SPORT แล้วชิฟเกียร์ขึ้น-ลงด้วยตัวเอง จอภาพ HUD ตรงหน้าจะเปลี่ยนตามโดยแจ้งตัวเลขของตำแหน่งเกียร์ อัตราทดที่ปรับจูนมาพอดิบพอดีทำให้เกียร์ 6 สปีดลูกนี้เหมาะสมกับประสิทธิภาพด้านแรงบิดของเครื่องยนต์ตัวเล็ก ความเนียนและไหลลื่นไม่มีอาการกระตุกกระชากจะทำให้คุณรู้สึกชอบ เมื่อเปลี่ยนเกียร์ด้วย Paddle Shift ก็ตอบสนองได้อย่างว่องไวไปตามสั่ง ทดกำลังในรูปของแรงบิดถ่ายเทลงไปบนพื้นถนนได้อย่างหมดจดและเด็ดขาด 

แชสซีที่ค่อนข้างสลับซับซ้อน การออกแบบให้มอเตอร์ แบตฯและเครื่องยนต์ติดตั้งเอาไว้ให้อยู่ในช่วงของฐานล้อและวางอยู่ในตำแหน่งที่ต่ำ ทำให้ i8 มีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนทิศทางว่องไวปราดเปรียวเหมือนกับการเลี้ยวที่คล่องแคล่วของ Ferrari 488 หรือ Lamborghini Huracan ซึ่งวางเครื่องยนต์ไว้กลางลำเหมือนกัน การควบคุมตัวรถขณะโลดแล่นผ่านทางหลวงชนบทเส้นเล็กๆ ที่คดเคี้ยวทำได้อย่างไร้ที่ติ เบรก 4 พอตหน้า 2 พอตหลังก็ยังทำงานได้ดี แม้น้ำหนักเบรกจะค่อนข้างแข็งแต่ก็ทำหน้าที่หยุดยั้งหรือลดความเร็วได้ตามสั่ง เป็นระบบเบรกสะสมพลังงานที่ให้ความรู้สึกเหนือชั้นกว่าเบรกของรถ Plug in Hybrid ทั่วไปอย่างชัดเจน มันคือสิ่งที่เจ้าของรถคาดหวังในรูปแบบที่ควรจะเป็นของรถสปอร์ตราคาเฉียด 13 ล้านบาท BMW ใช้เวลาถึง 2 ปี ในการปรับความรู้สึกและการตอบสนองของคันเร่งไฟฟ้าให้มีน้ำหนักที่พอดี ทั้งการขับด้วยมอเตอร์หรือเครื่องยนต์ หรือทั้งสองอย่างผสามผสานกันออกมาอย่างไร้ที่ติ ในอนาคต แน่ใจได้เลยว่ายานยนต์ที่แปะตรา iperformance ของ BMW จะมีพัฒนาที่ดีกว่าเดิมอย่างแน่นอน 

ระบบส่งกำลังอย่างที่บอกว่าแทบจะไม่มีจุดด้อยอะไรให้ติติง เริ่มจากจุดหยุดนิ่ง ล้อหน้าถูกดึงออกไปด้วยกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าในแบบฉับพลันทันทีไม่มีอาการรอรอบใดๆ ทั้งสิ้น ล้อหลังผสานการทำงานด้วยแรงบิดจากเครื่องยนต์เบนซิน ตัวเลขสมรรถนะทำอัตราเร่งจาก 0-100 ใน 4.6 วินาที ช้ากว่า M2 CS นิดเดียวเท่านั้นแต่นั่งขับได้สบายกว่าและมีราคาแพงกว่าอีกหนึ่งเท่าตัว! (12,999,000 บาท) ที่รอบสูงคุณก็ยังรู้สึกได้ถึงแรงดึงที่ต่อเนื่องและยาวนานราวกับเครื่องยนต์ตัวโตๆ ช่วงปลายโค้งที่ต้องการแรงดึงเร่งออกจากโค้งก็ทำได้ดี ในโค้ง อาการที่เป็นกลางของมันทำให้คุณสามารถรักษาความเร็วเอาไว้ก่อนจะทะยานออกจากมุมที่แคบที่สุดของโค้งด้วยความมาดมั่นและกระชับรัดกุม ยาง Bridgestone Potenza s001 ทำหน้าที่ได้ดี แก้มยางค่อนข้างแข็งแต่มีความแกร่งมากกว่ายางสปอร์ตทั่วไป กริบและลายดอกยางที่สอดรับกับย่านกำลังทำให้ยางไม่ต้องรับภารกรรมมากนัก ส่วนระดับความปลอดภัยภายใต้การควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ถูกเซ็ตเอาไว้ด้วยค่าที่เป็นกลาง มุมเลี้ยวของล้อหน้าจะไปจำกัดการทำงานของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ล้อหน้าเพื่อป้องกันอาการอันเดอร์สเตียร์ในจังหวะที่เครื่องยนต์ไม่สามารถเอาชนะแรงยึดเกาะของยางล้อหลัง ทำให้มันมีความเสถียรเมื่ออัดเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

แม้จะออกขายตัวหลังคาแข็ง Coupe มาตั้งแต่ปี 2015 แต่งานวิศวกรรมของ BMW i8 ก็ยังล้ำยุค เป็นสุนทรียภาพแบบใหม่ของรถสปอร์ตสองบุคลิก ความเงียบที่น่าเกรงขามซ่อนประสิทธิภาพในการเร่งความเร็วแบบเหลือเชื่อด้วยเครื่องยนต์และมอเตอร์ที่มีขนาดไม่ได้ใหญ่โตอะไร เป็นความพยายามที่ประสบความสำเร็จอย่างงดงามของ BMW ที่สร้างจักรกลซุปเปอร์คาร์ ซึ่งมีทั้งความสะอาด ประหยัดและแรงเอาเรื่อง กล่องแบตเตอรรี่ถูกวางแทนตำแหน่งเพลากลางและอยู่ระหว่างเพลาหน้า-หลังในระดับต่ำเพื่อลดค่า CG  ทำให้จุดศูนย์ถ่วงของ i8 มีตัวเลขต่ำกว่า BMW M4CS แบตเตอรี่ มอเตอร์และระบบควบคุมอีเล็กทรอนิกส์มีน้ำหนักรวม 220 กิโลกรัมยังไม่รวมน้ำหนักของเครื่องยนต์ 3 สูบและเกียร์ 6 สปีด เทคโนโลยีการลดน้ำหนักที่รุดหน้าของ BMW ทำให้ i8 มีอัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง 10.8-11.2 กิโลเมตรต่อลิตร ทำให้มันเหนือกว่ารถสปอร์ตซุปเปอร์คาร์เครื่องวางกลางทุกยี่ห้อในด้านของความประหยัด ระบบอากาศพลศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองและการปล่อย CO2 รูปทรงที่สวยงามช่วงซุ้มล้อหลังไปจนถึงบั้นท้ายเป็นส่วนหนึ่งของช่องรีดอากาศ ล้อช่วยลดแรงต้านได้มากถึง 30% ตัวเลขค่าสัมประสิทธิแรงเสียดทานอากาศที่ 0.26 สูสีกับ Toyota Prius พวงมาลัยไฟฟ้าที่ช่วยทำให้ประหยัดเชื้อเพลิง ส่วนถังน้ำมันความจุ 40 ลิตรก็เล็กกะทัดรัดพอดิบพอดีกับความต้องการของเครื่องยนต์ในการทำระยะทางเมื่อขับออกทางไกล 

เครื่องยนต์ 3 กระบอกสูบใช้เพลาถ่วงสมดุลเพื่อความนุ่มนวลและลดอาการสั่นส่งเสียงคำรามอย่างดุเดือดเมื่อคันเร่งถูกกระทำชำเรา คุณต้องลากรอบขึ้นไปเพื่อทำให้เครื่องยนต์ตัวเล็กกระหน่ำแรงบิดสูงสุดออกมา e-Motor ช่วยเสริมแรงบิดในส่วนของล้อหน้าแบบปัจจุบันทันด่วน ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังเมื่อต้องการจะระเบิดพลังงานบนผิวถนนที่เปียกลื่น ขุมกำลังของมันคล้ายเครื่องยนต์ 6 สูบเรียงเทอร์โบที่เร่งได้เร็วแต่ยังคงนุ่มนวล แม้ว่าแบตฯของมันจะไม่เหลือไฟไว้ให้ใช้งานแต่ผมอยากลองแบบกดมิดด้ามอีกสักครั้งโดยปล่อยให้ระบบควบคุมการทรงตัวทำงานไปตามเรื่องตามราว ยางยึดเกาะหนึบกับผิวถนนแม้จะมีหน้ายางแคบกว่ายางสปอร์ตมาตรฐาน เริ่มจากแรงดึงที่ล้อหน้าตามด้วยล้อหลังที่ดันตัวเองกระโจนพรวดออกจากจุดหยุดนิ่งโมเมนตัมของรถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไปตามความเร็วโดยไม่มีอาการสะดุดโดยมีเสียงวีดเบาๆ ของมอเตอร์และเสียงคำรามของเครื่องยนต์ตัวจิ๋ว i8 จึงเป็นรถยนตของ BMW ในรูปแบบที่ผมไม่เคยขับมาก่อน

เย็นมากแล้ว ความกดอากาศสูงแถบอำเภอหนองปรือในจังหวัดกาญจนบุรีเพิ่มความหนาวมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผมยังคงเปิดหลังคาและใช้โหมด SPORT เพื่อมุ่งหน้ากลับคืนสู่กรุงเทพมหานคร ระบบไฟอัตโนมัติเริ่มต้นการทำงานบนไฟหน้าแบบ BMW Laser light Technology มันมีกำลังการส่องสว่างไกล 500 เมตร ทำให้มองเห็นตัวอะไรที่กำลังวิ่ง เดิน คลานหรือแม้แต่เลื้อยอยู่บนถนน ไฟหน้าอัตโนมัติทำงานเร็วและสว่างมาก แต่ไม่แพนหรือส่ายไปมาเพื่อเปลี่ยนองศาของการส่องสว่าง แค่ยกหรือลดไฟสูงเมื่อมีรถแล่นส่วนทางมาเท่านั้น ช่วยทำให้การขับรถตอนกลางคืนท่ามกลางถนนที่มืดมิดปราศจากแสงไฟส่องทางมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะมอเตอร์ไซค์ไม่มีไฟท้ายหรือรถบรรทุกที่จอดอยู่บนไหล่ทาง

e-DRIVE และ iperformance แนวคิดของ BMW Group ในการปรุงแต่งยานยนต์อนาคต มีจุดประสงค์เดียว คือ ให้ทั้งความแรงและความประหยัด มันคือหลักการเดียวกันกับ EQ Power ของ Mercedes Benz ที่ให้ทั้งสมรรถนะ พลัง ความประหยัด การปล่อยมลพิษที่ลดลงและความบันเทิงหลังพวงมาลัย สำหรับการทำงานของ BMW i8 Roadster ไม่ว่าจะเป็นโหมดการขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า เครื่องยนต์ หรือแบบผสมทั้งสองต้นกำลัง ประสิทธิภาพของมันจะเทียบเคียงรถซุปเปอร์คาร์ทั้งการควบคุมและรูปแบบของตัวรถ คาร์บอนไฟเบอร์ CFRP - Carbon Fibre Reinforced Plastic ทำให้มันมีน้ำหนักเบา แม้จะมีตัวเลข 1,539 กิโลกรัม ซึ่งแบ่งเป็นน้ำหนักของแบตเตอรี่ลิเธียมและชุดขับเคลื่อนไฮบริดถึง 220 กิโลกรัม ก็ยังเบากว่า M3-M4 รุ่นมาตรฐานอยู่พอสมควร การหมุนเวียนพลังงานกลับมาใช้ในโหมด SPORT ค่อนข้างกินน้ำมันแต่ใครจะไปสนใจ เนื่องจากมันให้ทั้งความสนุกและอารมณ์ในการขับที่โหยหามานาน ไม่ว่าจะเป็นท่านั่งที่สบาย แม้ห้องโดยสารจะเล็กนิดเดียว แรงดึงที่รู้สึกได้ถึงความเป็น Sport Roadster หมดกังวลในการที่จะขับทางไกล ไปได้ระยะทางที่มากกว่ารถไฟฟ้าล้วน แค่เติมน้ำมันถังเดียวก็ลากยาวได้กว่า 400 กิโลเมตรพร้อมความสนุกสนานที่มันพยายามมอบให้กับคุณตลอดเส้นทาง เป็นรถยนต์ Plug In Hybrid สมบูรณ์แบบ แม้จะมีพื้นที่เก็บสัมภาระขนาดแค่ลังเบียร์ใบเล็กก็ตาม! 

Body
No of doors/seats 2 / 2
Length 4,689 mm width 1,942 mm height 1,289 mm
Wheelbase 2,800 mm
Track, front/rear 1,644 mm / 1,721 mm
Ground clearance mm 115
Turning circle m 12.3
Axle load distribution (unladen) f / r 49 / 51
Weight, unladen, to DIN/EU kg 1,595 / 1,670
Max load to DIN kg 305
Max. permissible weight kg 1,900
Max. axle load, front/rear 920 / 1,040 Kg
Height of centre of gravity mm < 460
Luggage comp capacity l 88
Air resistance Cd x A 0.28 x 2.15
Power unit
Drive concept Hybrid-specific all-wheel drive: combustion engine sends power to the
rear wheels, electric motor sends power to the front wheels
Maximum system output 275 / 374 kW/hp
Petrol engine
Engine technology BMW TwinPower Turbo technology:
Highly turbocharged engine, High Precision Direct Injection,
VALVETRONIC fully variable valve timing
Config / no of cyls / valves In-line / 3 / 4
Effective capacity cc 1499
Stroke / bore mm 94.6 / 82.0
Compression ratio :1 9.5
Fuel
Min. RON 91
Data on rated output and fuel consumption
is based on RON 98
Output kW/hp 170 / 231
at rpm 5,800 – 6,000
Torque Nm 320
at rpm 3700
Fuel tank capacity l 30, optional: 42
Electric motor
Motor technology BMW eDrive technology:
Hybrid synchronous electric motor with power electronics, integrated
charging module and generator function for energy recuperation
Max output  105 / 143 kW/hp at rpm 4,800
Rated output  75 / 102 kW/hp at rpm 4,800
Torque Nm 250
Recuperation output 60 kW
High-voltage battery
Storage technology Lithium-ion
Voltage 355 V
Battery cell capacity 34 Ah
Energy capacity (gross) kWh 11.6
Charging time for 80 % charge < 2 h at 3.6 kW (16 A / 230 V)
Charging time for 100 % charge < 3 h at 3.6 kW (16 A / 230 V)
Charging time for 100 % charge < 4.5 h from domestic power socket (10 A / 230 V)
BMW i8 Roadster
Driving dynamics
Steering Electric Power Steering (EPS)
Steering ratio, overall :1 16.0
Tyres, front/rear 195/50 R20 93W XL / 215/45 R20 95W XL
Rims, front/rear 7J x 20 forged aluminium / 7.5J x 20 forged aluminium
Transmission
Type of transmission: combustion engine 6-speed automatic
Type of transmission: electric motor 2-speed automatic
Performance
Power-to-weight ratio (DIN) 5.8 kg / kW
Output per litre: petrol engine  113.3kW / l
Acceleration 0–100 km/h s 4.6
in 4th/5th gear 80–120 km/h s 3.5 / 4.1
Top speed km/h 250 (electronically governed)
Top speed (electric) km/h 120
Total range* km 440 (600 with optional 42-litre tank)
Electric range* km 53
Fuel consumption / emissions
in the EU cycle*
Fuel consumption combined l/100 km 2.0
CO2 emissions combined g/km 46
Electricity consumption combined kWh/100 km 14.5
Emission rating EU6d-TEMP
อาคม รวมสุวรรณ
E-Mail chang.arcom@thairath.co.th
Facebook https://www.facebook.com/chang.arcom
https://www.facebook.com/ARCOM-CHANG-Thairath-Online-525369247505358/

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ