หมัดต่อหมัด ‘แคนาดา’ จ่อตั้งภาษีสินค้าสหรัฐฯ โต้ถูกเรียกภาษีอะลูมิเนียม 10%

Xinhua Thai เผยแพร่ 08 ส.ค. เวลา 06.52 น.
หมัดต่อหมัด ‘แคนาดา’ จ่อตั้งภาษีสินค้าสหรัฐฯ โต้ถูกเรียกภาษีอะลูมิเนียม 10%
(แฟ้มภาพซินหัว : คริสเทีย ฟรีแลนด์ รองนายกรัฐมนตรีแคนาดา กล่าวกับนักข่าวที่กรุงวอชิงตันดี.ซี. สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 31 ส.ค. 2018)

ออตตาวา, 8 ส.ค. (ซินหัว) -- คริสเทีย ฟรีแลนด์ รองนายกรัฐมนตรีแคนาดา เผยเมื่อวันศุกร์ (7 ส.ค.) ว่าแคนาดาจะเรียกเก็บภาษี 3.6 พันล้านดอลลาร์แคนาดา (ประมาณ 8.4 หมื่นล้านบาท) สำหรับผลิตภัณฑ์ของสหรัฐฯ เป็นการตอบโต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ที่เรียกเก็บภาษีอะลูมิเนียมของแคนาดาร้อยละ 10 อีกครั้ง

ฟรีแลนด์กล่าวในการแถลงข่าวว่ามาตรการภาษีตอบโต้ดังกล่าวจะมีผลใน 30 วันหลังจากรัฐบาลแคนาดาขอความเห็นจากชาวแคนาดาอย่างละเอียดว่าจะกำหนดเป้าหมายที่ผลิตภัณฑ์ใดของสหรัฐฯ และเสริมว่า "แคนาดาจะตอบโต้อย่างรวดเร็วและรุนแรง"

เมื่อบ่ายวันพฤหัสบดี (6 ส.ค.) ทรัมป์ประกาศว่าจะกำหนดอัตราภาษีใหม่สำหรับอะลูมิเนียมดิบนำเข้าของแคนาดาตั้งแต่วันที่ 16 ส.ค. เป็นต้นไป โดยอ้างถึงความกังวลด้านความมั่นคงของชาติ

ฟรีแลนด์กล่าวว่าข้อคิดเห็นที่ว่าอะลูมิเนียมของแคนาดาเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของสหรัฐฯ นั้น "เป็นความคิดที่น่าหัวเราะ"

(แฟ้มภาพซินหัว : โดนัลด์ ทรัมป์ (ซ้าย) ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ต้อนรับจัสติน ทรูโด (ขวา) นายกรัฐมนตรีแคนาดา ณ ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐฯ วันที่ 20 มิ.ย. 2019)

เธอกล่าวว่าสหรัฐฯ เลือกที่จะจุดประเด็นความขัดแย้งทางการค้าครั้งใหม่ด้วยการเรียกเก็บภาษีอะลูมิเนียมของแคนาดา "ซึ่งรังแต่จะทำร้ายการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจของทั้งสองฝ่าย"

ฟรีแลนด์เสริมว่ารัฐบาลทรัมป์เป็น "ฝ่ายบริหารที่กีดกันการค้ามากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐฯ"

ทั้งนี้ เมื่อเย็นวันพฤหัสบดี (6 ส.ค.) จัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา ให้คำมั่นว่าจะดำเนินมาตรการตอบโต้หลังจากทรัมป์ประกาศการตัดสินใจกำหนดอัตราภาษีนำเข้าอะลูมิเนียมของแคนาดาอีกครั้ง ""เราจะยืนหยัดเคียงข้างแรงงานอะลูมิเนียมของเราดังเช่นตอนปี 2018 เราจะต่อสู้เพื่อพวกเขาอีกครั้ง""

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ได้กำหนดอัตราภาษีร้อยละ 10 สำหรับอะลูมิเนียมของแคนาดาในเดือนมีนาคม 2018 และจากนั้นแคนาดาก็ตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้าของสหรัฐฯ จำนวนหลายพันล้านดอลลาร์ ซึ่งต่อมาทางสหรัฐฯ ก็ยกเลิกกฎเกณฑ์ดังกล่าวตามข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือฉบับใหม่

ดูข่าวต้นฉบับ