'หมอจุฬา' ชี้ไวรัสโคโรน่า (Covid-19) อันตรายสุด ต่อคนอายุมากกว่า 50 ปี

กรุงเทพธุรกิจ เผยแพร่ 19 ก.พ. เวลา 05.45 น.

เมื่อวันที่ 19 ก.พ. 63 ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ ราชบัณฑิต และหัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว Yong Poovorawan เกี่ยวกับไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า โควิด-19 (Covid-19) โดยเนื้อระบุว่า… ข้อมูลของโรคของ โควิด 19 ข้อมูลทางการจีน ได้สรุปออกมาแล้ว จากจำนวนผู้ป่วยมากกว่า 72,000 ราย โดยสรุปว่า

1.อายุผู้ป่วยที่พบบ่อย จะอยู่ระหว่าง 30 ถึง 79 ปีคิดเป็นร้อยละเกือบ 90

2.อาการส่วนใหญ่มีอาการน้อย คือ ไม่มีปอดอักเสบหรือมีเล็กน้อย หายใจไม่เกิน 30 ครั้งต่อนาทีถึงร้อยละ 80.9 ส่วนที่มีอาการมาก ถึงปอดบวม 13.8 และมีอาการอยู่ในขั้นวิกฤต 4.7%

3.อัตราการเสียชีวิตในเด็กน้อยมาก ถ้าต่ำกว่า 10 ปีไม่มีผู้ใดเสียชีวิตเลย จากจำนวน 416 ราย อายุระหว่าง 10-40 ปีเสียชีวิตร้อยละ 0.2 และการเสียชีวิตจะมากขึ้นตามอายุที่มากขึ้นคือ 40-50 ปี เสียชีวิตร้อยละ 0.4 อายุ 50-60 ปี เสียชีวิตร้อยละ 1.3 อายุ 60-69 ปีเสียชีวิตร้อยละ 3.6 อายุ 70-79 ปี เสียชีวิตร้อยละ 8 มากกว่า 80 ปี เสียชีวิตร้อยละ 14.8

4.ผู้ป่วยเป็นบุคลากรทางการแพทย์ 3.8%

5.อัตราส่วนของผู้ป่วยชายต่อหญิง เป็น 51.4 ต่อ 48.6 แต่การเสียชีวิตผู้ชายจะเสียชีวิตร้อยละ 2.8 ผู้หญิงเสียชีวิตร้อยละ 1.7

6.ผู้ป่วยที่เสียชีวิตส่วนใหญ่จะมีโรคอื่นอยู่ด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง ร้ยละ 39.7 เบาหวาน ร้อยละ 19.7 โรคหัวใจ ร้อยละ 22.7 โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง ร้อยละ 7.9 โรคมะเร็ง ร้อยละ 1.5

7.ผู้ป่วยเสียชีวิตไม่มีโรคประจำตัวเลยมีอยู่ร้อยละ 32.8 จากการศึกษาในข้อมูลที่ได้รับการวินิจฉัย ยังเชื่อว่าโดยเฉพาะในเด็กมีผู้ที่ติดเชื้อ แต่มีอาการน้อยและไม่ได้รับการวินิจฉัยอีกจำนวนหนึ่ง แหล่งที่มาของข้อมูลคือ China CDC Weekly ออนไลน์วันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2019 เป็นการวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมดที่พบในประเทศจีนและเป็นรายงานอย่างเป็นทางการ แสดงให้เห็นว่าในผู้ที่อายุต่ำกว่า 30 ปีลงมา ประมาณ 4,584 คน เสียชีวิต 8 คน หรือเสียชีวิตร้อยละ 0.08 อายุระหว่าง 30-50 ปี เสียชีวิตอยู่ร้อยละ 0.3 โรคนี้จึงมีความสำคัญ หรือเป็นอันตรายกับผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป โดยเฉพาะมีโรคประจำตัว ดังนั้นใครมีโรคประจำตัว พยายามดูแลตัวเอง ตรวจและวินิจฉัยและรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ดูแลร่างกายให้แข็งแรง

ดูข่าวต้นฉบับ