หนุ่ม วัย 35 ปี อ้างเป็น “ผู้กองณัฐ” กรรโชกทรัพย์ เจ้าอาวาส วัดในจังหวัดบุรีรัมย์ แท้จริงเป็น ‘พ่อค้าเป็ด’ เจอวิกฤตโควิด รายได้ขาดมือ หลังก่อเหตุ ขายทอง โอนเงิน เปย์สาว 2 ราย

สวพ.FM91 อัพเดต 29 พ.ค. เวลา 09.13 น. • เผยแพร่ 29 พ.ค. เวลา 09.13 น.
หนุ่ม วัย 35 ปี อ้างเป็น “ผู้กองณัฐ” กรรโชกทรัพย์ เจ้าอาวาส วัดในจังหวัดบุรีรัมย์ แท้จริงเป็น ‘พ่อค้าเป็ด’ เจอวิกฤตโควิด รายได้ขาดมือ หลังก่อเหตุ ขายทอง โอนเงิน เปย์สาว 2 ราย

วันที่ 29 พฤษภาคม 2563  ที่ กองปราบปราม  พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป. พร้อมด้วย  พ.ต.ท.วิวัฒน์ จิตโสภากุล รอง ผกก.3 บก.ป., พ.ต.ต.เอนก บุญตา สว.กก.3 บก.ป. ร่วมกันแถลงผลจับกุม นายอรรฆเดช ขันน้อย อายุ 35 ปี ตามหมายจับศาลจังหวัดบุรีรัมย์  ข้อหา “กรรโชกทรัพย์”  พร้อมของกลาง อาวุธปืนพก พร้อมเครื่องกระสุนจำนวนหนึ่ง เสื้อผ้าที่สวมใส่ในวันก่อเหตุ และรถจักรยานยนต์ 1 คัน โดยจับกุมได้ที่ โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.ย่านศาลยา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม
 
พ.ต.อ.บุญลือ ผดุงถิ่น ผกก.3 บก.ป.  กล่าวว่า จากกรณีเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา นายอรรฆเดช ผู้ต้องหารายนี้ได้ก่อเหตุขี่จักรยานยนต์บิ๊กไบค์ สีดำ ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียน พกพาอาวุธปืน บุกเข้าไปหา พระอธิการศักดิ์ วิสุทธสีโล อายุ 63 ปี เจ้าอาวาสวัดกมลาวาส ต.บ้านดู่ อ.นาโพธิ์ จ.บุรีรัมย์ ภายในวัด โดยอ้างตัวว่าเป็น “ ผู้กองณัฐ สังกัดกองปราบปราม”  ก่อนจะข่มขู่กรรโชกเรียกเอาเงิน จากพระอธิการศักดิ์ จำนวน 250,000 บาท ไม่เช่นนั้น จะถูกจับดำเนินคดีในข้อหา ขับรถเร็วชนคนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ดื่มสุรา และทุจริตเงินวัด โดยเรียกเงินจำนวน 250,000 บาท แต่เมื่อเจ้าอาวาสพยายามปฏิเสธ และยืนยันว่า ไม่เคยกระทำการดังกล่าวตามที่กล่าวหา  นายอรรฆเดช  ได้แสดงท่าทีข่มขู่รุนแรงขึ้น ทำให้ทางญาติของเจ้าอาวาส ที่พยายามเข้ามาช่วยเจรจาต้องยอมถอดสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท และเงินสดอีก 5,000 บาทให้ไป เพราะกลัวความไม่ปลอดภัยของเจ้าอาวาส
 
หลังจากที่ นายอรรฆเดช ได้ทองคำและเงินสดไปแล้ว  ขับรถหลบหนีออกนอกพื้นที่ จังหวัดบุรีรัมย์ ทางพระอธิการศักดิ์และญาติ จึงได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าแจ้งความไว้ที่  สภ.นาโพธิ์  ซึ่งต่อมา ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ได้ออกหมายจับ  ข้อหา “กรรโชกทรัพย์”  
 
พ.ต.อ.บุญลือ  กล่าวว่า  เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมสืบทราบว่า  นายอรรฆเดช พยายามขี่รถจักรยานยนต์หลบหนีมุ่งหน้าไปยังพื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ภูมิลำเนาเดิม แต่เนื่องจากเส้นทางค่อนข้างไกล  ระหว่างทางจึงได้แวะพักที่โรงแรมแห่งหนึ่งในพื้นที่ จ.นครปฐม ทางเจ้าหน้าที่ชุดจับกุมจึงสามารถติดตามจับกุมตัวได้ดังกล่าว
 
จากการสอบสวน นายอรรฆเดช ให้การรับสารภาพว่า ก่อนหน้านี้ ประกอบอาชีพขายเป็ดส่งออกประเทศเพื่อนบ้าน แต่ระยะหลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 ไม่สามารถส่งออกเป็ดไปขายได้ เนื่องจากมีการปิดชายแดน จึงทำให้ขาดรายได้  เลยก่อเหตุดังกล่าวเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวันเลี้ยงดูครอบครัว และใช้เที่ยวเตร่ดื่มสุรา ดูแลผู้หญิง ทั้งนี้ ยังขอยืนยันว่า  การที่พระบอกว่าไม่ได้ดื่มสุรานั้นเป็นเรื่องโกหก ซึ่งตนเองมีพยานหลักฐานเป็นคลิปเสียง ที่พระยอมรับกับตนเองว่าดื่มสุราจริง
 
อย่างไรก็ตาม การที่ นายอรรฆเดช ผู้ต้องหาจะอ้างว่า พระพูดโกหกนั้น ก็เป็นการพูดเพียงฝ่ายเดียวเพื่อเอาตัวรอด แต่ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไปข่มขู่เอาเงินจากพระแบบนั้น เพราะการกระทำของพระ เป็นเรื่องของวินัยสงฆ์ มีกฎเกณฑ์การตรวจสอบอยู่แล้ว นอกจากนี้จากการตรวจสอบประวัตินายอรรฆเดช  พบว่า  เคยถูกจับคุกมากมายหลายคดี ทั้งคดีลักทรัพย์ พรากผู้เยาว์ ยักยอกทรัพย์ ก่อนจะพ้นโทษออกมาก่อเหตุดังกล่าว
 
ส่วนทองรูปพรรณและเงินของผู้เสียหายนั้น เจ้าหน้าที่ตรวจสอบ พบว่า หลังก่อเหตุนายอรรฆเดช ได้นำไปขายแลกเป็นเงิน ก่อนจะมีการโอนต่อไปให้กับหญิงสาว 2 ราย ที่ไม่ใช่ญาติพี่ น้องของตนเอง ซึ่งยังอยู่ระหว่างตรวจสอบว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดด้วยหรือไม่  อีกทั้งยังพบว่า  ก่อนหน้านี้นายอรรฆเดช  เคยก่อเหตุขู่กรรโชกทรัพย์กับผู้เสียหายที่เป็นประชาชนทั่วไปอีก 2 ราย เพียงแต่ผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรว จ กองปราบ จะควบคุมตัวผู้ต้องหานำตัวส่ง สภ.นาโพธิ์ เพื่อดำเนินคดีต่อไป

ดูข่าวต้นฉบับ