หนุ่มทุบรถจอดช่องคนพิการ ขอยุติเรื่องทั้งหมด ขอโทษเจ้าของรถที่ทำเดือดร้อน

ไทยรัฐออนไลน์ - ในประเทศ อัพเดต 08 ธ.ค. 2562 เวลา 16.28 น. • เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 16.28 น.
ภาพไฮไลต์

นักธุรกิจทุบกระจกเก๋งจอดช่องคนพิการ เปิดใจ ทำลงไปเพราะทนไม่ได้จะไม่ทำอะไรเพื่อสังคม ขอโทษเจ้าของรถผู้เสียหายที่ทำให้เดือดร้อน ให้อภัยผมได้ก็ให้อภัย จากนี้ขอให้ยุติเรื่องทั้งหมด
จากกรณี ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ “Peerapong Amornpich” ได้โพสต์คลิปเหตุการณ์ พร้อมเล่าถึงความอัดอั้นใจ หลังจากทุบกระจกรถของคู่กรณี เนื่องจากไม่พอใจหนุ่มสาวคู่หนึ่งขับรถเข้ามาจอดในที่จอดรถของคนพิการ บริเวณลานจอดรถภายในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ปากทางเข้าท่าอากาศยานแม่ฟ้าหลวง อ.เมือง จ.เชียงราย
โดยก่อนลงมือทุบรถนั้น หนุ่มเจ้าของโพสต์ ได้แจ้งให้ ประชาสัมพันธ์ของทางห้างประกาศให้เจ้าของรถเก๋ง ออกมาเลื่อนรถ แต่เวลาผ่านไปนับชั่วโมง ก็ไม่มีการออกเลื่อนรถ หนุ่มคนดังกล่าวจึงตัดสินใจทุบกระจกรถ โดยหลังจากทุบได้ยืนคอยเจ้าของรถออกมา และแจ้งว่ายินดีจ่ายค่าเสียหาย เพื่อให้เป็นอุทาหรณ์แก่ผู้อื่นไม่ให้มีการจอดรถในที่คนพิการเมื่อตนเองไม่พิการ นั้น
ความคืบหน้า เมื่อเวลา 17.00 น.วันที่ 8 ธ.ค.62 นายพีระพงค์ อมรพิชญ์ 46 ปี นักธุรกิจผู้ที่ก่อเหตุทุบกระจกรถ เปิดใจครั้งแรกว่า เป็นผู้อัดคลิปวีดีโอและไลฟ์สดลงเฟซบุ๊ก เพราะทนไม่ได้เห็นคนไม่พิการขับรถมาจอดในที่จอดคนพิการ ตนเคยไปที่ห้างอื่นๆ เห็นรถไปจอดในที่จอดรถคนพิการนับเป็นสิบครั้ง ได้ไปไล่บอกแต่ละคัน แล้วเอาเรื่องมาโพสต์เล่าต่อในเฟซบุ๊ก หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังคงมีการจอดรถในที่คนพิการอยู่ 

หนุ่มนักธุรกิจที่ทุบกระจกรถเก๋ง กล่าวต่อว่า ส่วนตัวผมคิดว่าถ้าไม่ทำอะไร ผมรับไม่ได้ หลังจากเหตุการณ์ตั้งแต่นี้ไป ถ้าเกิดมีคนไปจอดในจอดรถคนพิการ ก็ต้องคิดว่าไม่คุ้มเลยถ้ารถถูกทุบ ถ้าจอดอีกทุบได้ก็ทุบเลย ถ้าเป็นอย่างนี้ไปเรื่อย คนก็ไม่กล้าจอดอีก นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ ส่วนที่น้องที่จอดครั้งนี้ ก็ต้องขอโทษน้องเขาที่ทำให้ครอบครัวเจ้าของรถเดือดร้อน ให้อภัยผมได้ก็ให้อภัย แต่ผมทนไม่ได้ที่อยู่ในสังคมแล้วไม่ทำอะไรเพื่อสังคม

และในขณะที่นายพีระพงศ์ ให้สัมภาษณ์นักข่าว มีตัวแทนพนักงานฝ่ายบริหาร ห้างสรรพสินค้าดังกล่าว ได้ออกมาชี้แจงกับนายพีระพงศ์ว่า ทางห้างได้เอาแผงกั้นไว้แล้ว แต่ก็ยังมีคนแอบมาจอดอยู่หลายครัง การจะให้ รปภ.ยืนเฝ้ามันก็คงเป็นไปได้ยาก ถ้าเราเห็นลูกค้าเข้ามาเราก็จะแจ้งให้ลูกค้าทราบ เราก็เข้าใจลูกค้าโดยทางห้างจะป้องกันและห้ามลูกค้าซึ่งก็เป็นไปได้ยาก หากมีอะไรจะเสนอแนะก็เชิญได้ทางห้างจะได้นำไปปรับปรุง

และหลังจากนั้น นายพีรพงค์ ได้ขอให้ยุติเรื่องทั้งหมด รวมทั้งการให้สัมภาษณ์ต่อผู้สื่อข่าว และได้ย้ายสิ่งของออกจากบ้านเดิมไปอยู่ที่อื่นโดยไม่เปิดเผย เพราะเกรงจะไม่ปลอดภัย.

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ