ส่องอสังหาฯ ปี 2020 5 เทรนด์มาแรง ตอบโจทย์การอยู่อาศัยยุคใหม่

กรุงเทพธุรกิจ เผยแพร่ 07 ธ.ค. 2562 เวลา 07.30 น.

การลงทุนโครงการเมกะโปรเจกต์ภาครัฐ, การขยายตัวของความเป็นเมืองใหญ่ รวมถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์โดยรวมมีโอกาสเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่ตลาดอสังหาฯ ก็เป็นอีกหนึ่งตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เรียกได้ว่ามีความผันผวนไปตามปัจจัยรอบด้านที่เข้ามากระทบ ทำให้ธุรกิจอสังหาฯ ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่ไปจนถึงขนาดเล็กต่างต้องปรับตัว เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจ

ไม่เพียงเท่านั้น ผู้ประกอบการยังต้องปรับตัวอีกขนานใหญ่ เพื่อไม่ให้ถูก Disruption จากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น

เมื่อผนวกกับโจทย์ของการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จึงนำไปสู่แนวคิดการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยที่สอดรับกับความต้องการในทิศทางใหม่ๆ โดยความต้องการที่อยู่อาศัยในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ผู้บริโภคให้ความสนใจกับเรื่องเทคโนโลยีเข้ามารองรับการใช้ชีวิตมากขึ้น รวมถึงบริการที่สามารถตอบสนองด้านการอยู่อาศัยในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง และเน้นไปที่สินค้าและบริการซึ่งสร้างความต่าง สดใหม่ แต่ก็สามารถตอบโจทย์ได้ตรงจุด

ทีมงาน Property Focus จึงได้รวบรวมเทรนด์อสังหาริมทรัพย์ที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ในปี 2020 นี้ คัดกันมาแบบเน้นๆ จากหลายเทรนด์ซึ่งกำลังเกิดขึ้น… มาดูกันว่ามีอะไรบ้างที่กำลังมาแรง และยังแรงต่อเนื่อง

1.กลยุทธ์สีเขียว

แนวคิดการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยโดยกำหนดให้มีพื้นที่สีเขียวภายในโครงการมีสัดส่วนมากขึ้นนั้น เป็นเทรนด์ที่ผู้ประกอบการหลายรายเริ่มนำมาใช้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลัก โดยเฉพาะโครงการที่ตั้งอยู่ในเมืองซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนพื้นที่สีเขียวต่อจำนวนประชากร หากโครงการใดสามารถทำได้ก็จะยิ่งสร้างความแตกต่าง และสามารถดึงดูดความสนใจของผู้ที่ต้องการซื้อที่อยู่อาศัยได้มากเท่านั้น

บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) คือหนึ่งในดีเวลลอปเปอร์ที่นำกลยุทธ์สีเขียวเข้ามาใช้ในการพัฒนาโครงการของแสนสิริเอง โดย อุทัยอุทัยแสงสุข ประธานผู้บริหารสายงานปฏิบัติการ บมจ.แสนสิริ กล่าวว่า การนำนวัตกรรมสีเขียวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในวงจรธุรกิจ ตั้งแต่ Reduce - Recycle - Design - Retailer - Consumers จะนำไปสู่การสร้างเมืองแห่งอนาคตที่มีความยั่งยืนได้ภายใน 3 ปีนับจากนี้

"เรื่องนี้ เราไม่ได้พูดถึงเฉพาะต้นไม้เท่านั้น แต่จะครอบคลุมในหลายมิติของการสร้างชุมชนแห่งความยั่งยืน ตั้งแต่การจับมือกับกลุ่มอนุรักษ์ต้นไม้ใหญ่ในเมือง หรือ Big Tree ในการ เก็บ เลือก ปลูก รักษา ต้นไม้ใหญ่ในทุกโครงการให้ยังคงอยู่และให้ร่มเงากับผู้อยู่อาศัยได้นานขึ้น และยังรวมถึงการบริหารจัดการขยะภายในโครงการที่อยู่อาศัย การนำแนวคิดด้านออกแบบเพื่อลดอุณหภูมิภายในบ้าน เพื่อลดปริมาณการใช้พลังงาน ด้วยนวัตกรรม Cooliving Designed Home ในโครงการแนวราบ และนวัตกรรม Ventilation Door สำหรับคอนโดมิเนียม" เขากล่าว

2.ตลาดบ้านผู้สูงอายุ

นับเป็นอีกหนึ่งเทรนด์มาแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากการที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ รวมถึงสัดส่วนประชากรสูงอายุต่อประชากรรวมที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเข้าใกล้สัดส่วน 20% สะท้อนได้ชัดเจนว่า ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนไปสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์

เกี่ยวกับเทรนด์บ้านผู้สูงอายุนี้นลินรัตน์เจริญสุพงษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เน็กซัส พรอพเพอร์ตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด ที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ ให้ความเห็นว่า ปีหน้าจะเห็นโครงการที่พัฒนามาเพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าสำหรับผู้สูงอายุมากขึ้น โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมสำหรับผู้สูงอายุ ซึ่งพบว่ามีดีมานด์เพิ่มขึ้นหลังจากจำนวนผู้สูงอายุในประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

"ที่ผ่านมามีผู้พัฒนาโครงการน้อยมากที่หันมาทำสินค้าสำหรับกลุ่มผู้สูงอายุโดยเฉพาะ ซึ่งคนกลุ่มนี้เป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อจริง ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริง และเข้าใจถึงความต้องการในระยะยาวของตนเองมากที่สุด" นลินรัตน์ กล่าว

ขณะที่ ดีเวลลอปเปอร์ที่รุกเข้าสู่ตลาดนี้อย่างจริงจัง คือ บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) ล่าสุด เตรียมเปิดตัวโครงการ"ศุภวัฒนาลัย" Supalai Wellness Valley ที่จังหวัดสระบุรี โดย ประทีปตั้งมติธรรม ประธานเจ้าหน้ากรรมการบริหาร ศุภาลัย เล่าว่า โครงการศุภวัฒนาลัยมีแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์มีความสุขอย่างยั่งยืน ของสังคมผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และต้องการสร้างความสุขให้กับตัวเองด้วยกิจกรรมหลากหลาย เพื่อชะลอความแก่ และให้ร่างกายแข็งแรง มีอายุที่ยืนยาว

"ศุภาลัยให้ความสนใจ กับโครงการเพื่อสังคมผู้สูงอายุมานาน โดยก่อนหน้านี้เราได้ศึกษาโมเดลทั้งในประเทศญี่ปุ่น และยุโรป และสำหรับโครงการ ศุภวัฒนาลัย ได้ยึดโมเดลของสว่างคนิเวศ มาเป็นต้นแบบในการพัฒนาโครงการ"เขากล่าว

3.โซลาร์รูฟท็อป

อีกหนึ่งเทรนด์ที่มาแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง โดยดีเวลลอปเปอร์ที่มีการทำตลาดนี้ชัดเจนมากที่สุด คือ"เสนา"หรือบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)"เกษราธัญลักษณ์ภาคย์"รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารเสนา กล่าวถึงแผนการนำโซลาร์รูฟท็อปเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในทุกโครงการที่พัฒนา ว่า ณ วันนี้ เริ่มติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) และสถานีอัดประจุไฟฟ้า (EV Charger Station) สำหรับโครงการของเสนาแล้ว ได้แก่ เสนาพาร์คแกรนด์ รามอินทรา, เสนาพาร์ควิลล์ รามอินทรา - วงแหวน, เสนาวิลล์ ศาลายา, เสนาอเวนิว บางกะดี - ติวานนท์ เป็นต้น ส่วนโครงการแนวสูง เริ่มทำแล้วกับ นิช โมโน สุขุมวิท 50 และ นิช โมโน พีค บางนา

ทั้งนี้ จากแนวโน้มผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจด้านประหยัดพลังงานมากขึ้นนั้น เกษรา กล่าวว่ามีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้ผู้ประกอบการต้องปรับกลยุทธ์และเดินไปพร้อมเทรนด์ที่เกิดขึ้น ในส่วนของเสนาฯ​ เองประเมินว่า การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้กับโครงการบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียมใน 12 โครงการของเสนานั้น คิดเป็นกำลังการผลิตรวม 266 กิโลวัตต์ จะช่วยลดคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 44.7 กิโลกรัม หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 26 ต้น

4.บ้านนวัตกรรมHybrid

เรียกได้ว่าเป็นเทรนด์ที่มากำลังมาแรง เพราะเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทกับชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยเฉพาะกับคนรุ่นใหม่ที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยี ที่ต้องการความรวดเร็วและสะดวกสบาย ดังนั้น การสร้างบ้านต้องเป็นได้ทั้งที่อยู่อาศัยและที่ทำงาน เป็นแบบบ้านหนึ่งที่ทำให้คนรุ่นใหม่หันมามองกันมากขึ้น ทำให้ดีเวลลอปเปอร์เลือกจะพัฒนาโครงการที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการอยู่อาศัยที่ดี เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวก ความปลอดภัย และยกระดับการใช้ชีวิต

รัชต์ชยุตม์นันทโชติโสภณ รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาธุรกิจกลุ่มสินค้าบ้านเดี่ยว บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่านวัตกรรมในมุมมองของ เอพี นั้นคือการนำเสนอสิ่งที่แตกต่างจากการที่เรานำเทคโนโลยีต่างๆ มาแก้ปัญหาลูกค้าได้อย่างตรงจุด และทำให้ผู้อยู่อาศัยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อาทิ Smart Hub Gateway and Security Module ระบบสมองกลอัจฉริยะ ควบคุมและสั่งการเครื่องใช้สมาร์ทโฮม และระบบรักษาความปลอดภัยทั้งหมดในตัวบ้าน Motion Sensor ระบบตรวจจับความเคลื่อนไหว พร้อมเชื่อมต่อการเปิด-ปิดไฟอัตโนมัติ ตรวจจับสัญญาณความเคลื่อนไหวในบ้านอีกขั้นของการดูแลความปลอดภัยของโลกอนาคต Air Purifier ระบบกรองอากาศอัจฉริยะ หมดกังวลเรื่องฝุ่นละออง PM 2.5 และกลิ่นไม่พึงประสงค์ พร้อมต้อนรับกลับบ้านด้วยอากาศบริสุทธิ์ทุกวัน

Home Guard Camera ระบบมอนิเตอร์สมาชิกครอบครัวที่คุณรักได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือ Wireless Panic Button อุปกรณ์แจ้งเรียกฉุกเฉินสำหรับผู้สูงวัย พร้อมเซนเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหวที่เตียงนอน เพื่อเปิด-ปิดไฟทางเดินสู่ห้องน้ำแบบอัตโนมัติในตอนกลางคืน เป็นต้น

ในขณะที่ บุญชุนเกียรติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวาทัย จำกัด (มหาชน) กำลังมองถึงเมกะเทรนด์ที่มีโอกาสเกิดขึ้นในการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยจากความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี เขากล่าวว่า ปัจจุบัน AI (Artificial Intelligence) กำลังเข้ามามีบทบาทอย่างมากในภาคธุรกิจหลาย ๆ ธุรกิจ และมองว่ากำลังจะเข้ามาสู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของไทยในอีก 5-10 ปีข้างหน้า โดยปัจจุบันในหลาย ๆ ประเทศ เช่น ญี่ปุ่น อยู่ในช่วงของการพัฒนานำ AI เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัย เพื่อเข้ามาอำนวยความสะดวกและสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ให้กับการใช้ชีวิตของคนยุคใหม่มากขึ้น

*"ในอนาคตเราอาจจะได้เห็น AI เข้ามามีส่วนในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งจะเป็นมากกว่า Home Automation ที่ปัจจุบันเราเริ่มคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว แต่จะเป็นเหมือนผู้ช่วยที่จะรู้ใจเจ้าของบ้านไปเสียทุกอย่าง ตั้งแต่เวลาตื่นนอน รู้ว่าเจ้าของบ้านต้องทำอะไรบ้าง ไปทำงานเวลาใด ไปจนถึงเข้านอนเลยทีเดียว"บุญ กล่าว *

5. เทคโนโลยีก่อสร้างBIM

จากปัญหาที่นำมาสู่ต้นทุนที่สูงเกินแผนที่วางไว้ในแต่ละโครงการซึ่งเกิดขึ้นจากหลายส่วน หนึ่งในนั้นอยู่ในส่วนของงานออกแบบ จากในยุคแรกของงานออกแบบก่อสร้างด้วยกระดาษ มาสู่การทำงานบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ในรูปแบบ 2D และก้าวต่อไปของงานออกแบบกับเทคโนโลยีที่เรียกว่าBIM (Building Information Modeling) ที่มีการทำงานออกมาในแบบ 3D

​สิ่งที่ทำให้ BIM เป็นที่กล่าวถึงและยอมรับมากขึ้นในแวดวงคนทำงานสายอาชีพ สถาปนิก วิศวกร ผู้รับเหมา นอกจากความใหม่และทันสมัยของเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยให้การทำงานง่ายขึ้นแล้ว มาช่วยปิดปัญหาที่เคยเกิดขึ้นจากการทำงานในยุคแรกและยุค 2D ที่เคยเจอให้หมดไป แล้วแทนที่ด้วยประสิทธิภาพที่มากกว่า

BIM คือการเป็นเทคโนโลยี ที่เข้ามาช่วยให้ข้อมูลของการทำงานแต่ส่วน ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก วิศวกร ผู้รับเหมาและทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างอาคาร BIM (Building Information Modeling) ได้เข้าใจและทำงานร่วมกันได้ดีมากขึ้น โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเอกสารรายงาน และข้อมูลต่างๆ ของอาคารที่กำลังก่อสร้าง โดย BIM พัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยให้การทำงานของแต่ละโครงการ เริ่มตั้งแต่การออกแบบอาคารไปจนถึงการก่อสร้าง ทำงานและมีความเข้าใจในเรื่องเดียวกัน ทำให้ลดการสูญเสียตามมา ทั้งเรื่อง เวลา การก่อสร้างและเงิน

และอีกหนึ่งเทคโนโลยีRobotic Construction โดยบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด นำร่องใช้เป็นรายแรก มาใช้ในการออกแบบและก่อสร้าง โดยขั้นต้นเตรียมศึกษาเพื่อนำมาใช้ในพื้นที่ส่วนกลางของ Real Square ในรูปแบบ Sculpture หรือ pavilion" เพราะ มองว่า ภายใน 5-10 ปีข้างหน้านี้ Robotic จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการอสังหาริมทรัพย์ การออกแบบ และก่อสร้างใหม่ทั้งหมด ซึ่งการก่อสร้างแบบดั้งเดิมที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ก็จะค่อยๆหายไปและถูกแทนที่โดยหุ่นยนต์

ทั้งหมดนี้คือ5 เทรนด์อสังหาฯที่กำลังมาแรงในปีหน้าและจะเห็นการพัฒนาโครงการใหม่ภายใต้5 เทรนด์นี้มากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการอยู่อาศัยของคนยุคใหม่สอดคล้องไปกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีที่พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

ดูข่าวต้นฉบับ