สัดส่วน ‘อินเทอร์เน็ตบ้านต่อครัวเรือนไทย’ แค่ 45% ยังต่ำกว่าเพื่อนบ้านมาก

Wealthy Thai อัพเดต 22 พ.ย. 2562 เวลา 09.18 น. • เผยแพร่ 22 พ.ย. 2562 เวลา 09.18 น. • wealthythai
สัดส่วน ‘อินเทอร์เน็ตบ้านต่อครัวเรือนไทย’ แค่ 45% ยังต่ำกว่าเพื่อนบ้านมาก

หลังจากปล่อยให้นักลงทุนลุ้นกันมานานพอสมควรสำหรับการลงทุนเพิ่มของ “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบนด์อินเทอร์เน็ต จัสมิน (JASIF)”
ในที่สุดก็พร้อมแล้วสำหรับการลงทุนเพิ่มครั้งที่2 ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อกองทุนเอง รวมถึงผู้ถือหน่วยลงทุนด้วยเช่นกัน
โดยเฉพาะใน ‘ยุคดอกเบี้ยต่ำ’ และคงจะต่ำไปอีกพักใหญ่ๆ เช่นนี้ การลงทุนระยะยาวเพื่อรับรายได้จาก ‘เงินปันผล’ ที่สม่ำเสมอเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามเลยทีเดียว
วันที่ 7 – 13 พ.ย. 19 นี้ แล้ว ที่จะต้องไปจองซื้อหน่วยลงทุนเพิ่มกัน ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาฝากกันเช่นเคย

 

 

“5G & Internet of thing (IoT)”…เติบโตไปพร้อมกับ ‘อินเทอร์เน็ตบ้านแบบมีสาย’

โลกของเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และได้เข้าไป Disrupt หลายธุรกิจให้ล้มหายตายจากกันไปมากต่อมากแล้ว การมาของ ‘อินเทอร์เน็ตไร้สาย’ เทคโนโลยี 5G และ Internet of Thing (IoT) จะมา Disrupt ‘อินเทอร์เน็ตบ้านแบบมีสาย’ ด้วยมั้ยนั่น
“พรชลิต พลอยกระจ่าง” รองกรรมการผู้จัดการHead of Real Estate & Infrastructure Investment บลจ.บัวหลวง จำกัด มองว่า เทคโนโลยี 5G และ IoT ไม่ได้มา Dirupt อินเทอร์เน็ตบ้าน แต่จะมาเสริมกันมากกว่า เพราะถือเป็นโครงข่ายหลักที่จะช่วยในการขยายเทคโนโลยีสื่อสารออกไป 5G จะไป Disrup 4G มากกว่า เพราะโครงข่ายใยแก้วนำแสงนั้นเป็นโครงสร้างหลักที่จะช่วยในการขยายเทคโนโลยีด้านการสื่อสารออกไปด้วย ช่วยเสริมกัน ในขณะที่เทคโนโลยีไร้สายจะมีค่าใช้จ่ายในการใช้บริการที่สูงกว่า แต่แบบมีสายจะมีค่าใช้จ่ายที่ถูกกว่า ยิ่งคอนเท็นต์และข้อมูลต่างๆ มีการพัฒนามากขึ้น ยิ่งต้องการความรวดเร็ว (Speed) ในการส่งข้อมูลที่มากขึ้น ซึ่งอินเทอร์เน็ตบ้านแบบมีสายนี้ก็ยังเป็นสิ่งจำเป็นและคงจะขยายตัวไปพร้อมกับอินเทอร์เน็ตแบบไร้สายมากกว่า ในประเทศที่เทคโนโลยีการสื่อสารพัฒนาไปไกลแล้วก็ยังมีการเติบโตคู่ขนานลักษณะนี้เช่นเดียวกัน

 

 

 

 “ปัจจุบันสัดส่วน ‘อินเทอร์เน็ตบ้านต่อครัวเรือนไทย’ เพียง 45% เท่านั้น ยังต่ำกว่าเพื่อนบ้านทั้งมาเลย์เซีย เวียดนาม ไต้หวัน ที่มีอัตราส่วนนี้มากกว่า 50% ขึ้นไป ดังนั้นโอกาสที่จะเติบโตของอินเทอร์เน็ตบ้านในไทยยังมีอีกมาก โดยเฉพาะการผลักดันโครงการให้มีอินเทอร์เน็ตใช้งานทุกหมู่บ้าน ก็จะเป็นประโยชน์ต่อ ‘กอง JASIF’ โดยตรง เพราะโครงข่ายส่วนใหญ่กว่า 80% อยู่ต่างจังหวัดและกระจายครอบคลุมทั่วประเทศไทยกว่า 65,000 หมู่บ้าน จากทั้งประเทศที่มี 79,000 หมู่บ้าน”

 

 

หลังลงทุนเพิ่ม… “ผลตอบแทน” ปรับตัวดีขึ้น

การลงทุนเพิ่มครั้งนี้จะส่งผลดีทั้งต่อ ‘กอง JASIF’ เอง ยังส่งผลดีต่อผู้ถือหน่วยด้วยเช่นกัน โดย พรชลิต อธิบายเพิ่มเติมให้ฟังว่า หลังลงทุนเพิ่ม ‘กอง JASIF’ จะมีอายุสัญญาเช่ายาวขึ้นเป็น 12 ปี 2 เดือน อัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return :IRR) คาดว่าจะเพิ่มเป็น 8% คิดบนพื้นฐานที่ใช้จากการขยายอายุสัญญาไปอีก 10 ปี ซึ่งจะหมดลงในปี 2042 ไม่ได้คำนวนการหาผู้เช่าเพิ่มเลย แต่ในความจริงต้องหาอยู่แล้ว
และการลงทุนเพิ่มในครั้งนี้ยังจะทำให้คาดการณ์กำไรปี 2020 จากไม่เพิ่มทุนอยู่ที่ 5,400ล้านบาท พอเพิ่มทุนจะกลายเป็น 8,300 ล้านบาท ส่วนจำนวนหน่วยก็เพิ่มจาก 5,500 ล้านหน่วย เป็น 8,000 ล้านหน่วย ทำให้ประมาณการผลตอบแทนต่อหน่วยลงทุนของ ‘กอง JASIF’ เพิ่มขึ้น 0.05 บาท
จาก 0.99 บาท/หน่วย เป็น 1.04 บาท/หน่วย ในปี2020 ถ้าคิดบนราคาเพิ่มทุน 9 บาท ก็เป็นผลตอบแทน 11.5% เลยทีเดียว
“ในช่วง 4 ปี ที่ผ่าน ‘กอง JASIF’ จ่ายอัตราผลตอบแทนเฉลี่ย 8 – 9% ต่อปี ถือเป็นกองที่มี Yield สูงสุด 1 ใน 2 ของ ‘กอง Infra Fund’ ในอุตสาหกรรมที่มีอยู่ 8 กอง ในอนาคตหลังจากเพิ่มทุนและลงทุนเพิ่มเรียบร้อยแล้ว เชื่อว่าราคาในตลาดรองก็จะสะท้อนศักยภาพของกองไปในเชิงบวกเช่นกัน ช่วงหลายปีที่ผ่านมา ราคาไม่ค่อยไปไหนส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักลงทุนคาดหวังในเรื่องของการลงทุนเพิ่มด้วยนั่นเอง เมื่อตรงนี้มีความชัดเจนแล้วก็เชื่อว่าราคาก็น่าจะตอบรับในเชิงบวกหลังจากนี้”

 

 

จองซื้อหน่วยลงทุนเพิ่ม 7 – 13 พ.ย. 19 นี้…ที่ ‘บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง’-สำนักงานใหญ่

พรชลิต ยังบอกอีกว่า ในส่วนของนักลงทุนสถาบันเองมีความสนใจจะจองซื้อมาเกินกว่าสิทธิเป็นจำนวนมาก ถือว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างดี เราก็อยากให้ประโยชน์ตรงนี้กับ ‘ผู้ถือหน่วยเดิม’ ก่อน โดยจะต้องมาจองซื้อหน่วยวันที่ 7 – 13 พ.ย. 19 นี้ ที่ ‘บมจ.หลักทรัพย์ บัวหลวง’ – สำนักงานใหญ่

 

 

 

สำหรับสัดส่วนผู้ถือหน่วยลงทุนของ ‘กอง JASIF’ ณ วันที่ 15 ต.ค. 19 ประกอบด้วย
- สถาบัน 55%:  แบ่งเป็น JAS 19% สถาบันในประเทศ 22% สถาบันต่างประเทศ 14%
- รายย่อยในประเทศ 44% หรือประมาณ 25,000 ราย
- รายย่อยต่างประเทศ 0.68% หรือ 177 ราย
“โดยทาง JAS เอง ก็แสดงความตั้งใจแล้วว่า พร้อมที่จะเพิ่มทุนไปจนถึงระดับ 33.3% หากคนมาจองซื้อไม่เต็มสิทธิ และส่วนตัวก็มั่นใจว่าการจองซื้อในครั้งนี้น่าจะได้ครบตามจำนวนอย่างแน่นอน”
ผู้เช่าหลัก คือ ‘บมจ.ทริปเปิลที บรอดแบนด์ (TTTBB)’ ซึ่งให้บริการในชื่อ‘3BB’ มีส่วนแบ่ง 32.1% นั้นมีเครือข่ายในกรุงเทพฯ ประมาณ 20% และต่างจังหวัดอีก 80% อีกทั้งยังมองหาพันธมิตรในเกาหลี ได้แก่ ‘KT Corporation’ ซึ่งในอนาคตก็มีแผนที่จะทำ IP TV ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่มีอยู่เป็นการต่อยอดเติมเต็มบริการให้ผู้ใช้บริการเพิ่มเติมด้วยเช่นกัน
การลงทุนเพิ่มครั้งที่2 ของ ‘กอง JASIF’ จึงเป็นการลงทุนเพิ่มเพื่อต่อยอดการเติบโตของธุรกิจอินเทอร์เน็ตบ้านแห่งอนาคตเอาไว้อย่างแท้จริงเลยทีเดียว

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ