สอนให้ลูกหลีกเลี่ยง “คนไม่มีน้ำใจ”

อีจัน อัพเดต 24 ต.ค. 2562 เวลา 05.36 น. • เผยแพร่ 24 ต.ค. 2562 เวลา 03.52 น. • อีจัน
สอนให้ลูกหลีกเลี่ยง “คนไม่มีน้ำใจ”
พ่อของหนุ่มหัวร้อน ได้ให้สัมภาษณ์กū…

พ่อของหนุ่มหัวร้อน ได้ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นลูกชายเล่าให้ตนเองฟังว่า เพราะลูกชายเลี้ยวรถกลับ แต่คู่กรณีไม่มีน้ำใจเสียบเข้ามา ทำให้รถเฉี่ยวชนกัน ลูกชายเสียดายรถ เพราะเป็นรถป้ายแดง ทำไมไม่มีน้ำใจ ขับรถป่าเถื่อนขนาดนี้ เขาเลยโมโหมาก

ลูกชายผมเขาคงเครียด เลยระบายออกไปว่า ทำไมสังคมเมืองไทยถึงไม่มีเหตุผล คนไทยทุกวันนี้ก็ไม่มีน้ำใจ เขาเพิ่งกลับมาจากเมืองนอก สังคมที่เขาเจอจากเมืองนอกมา เป็นสังคมที่ไม่ค่อยมีคนขับรถซี้ซั้ว และมีวินัย แต่คนไทยทุกวันนี้ไม่มีน้ำใจเลย เขาบ่นตลอดเวลา เพราะเขาขับรถด้วยความระมัดระวัง ซึ่งเขาก็เจอแบบนี้เรื่อยๆ เช่น มอเตอร์ไซค์มาเฉี่ยวแล้วก็ไปเลย

เขาควบคุมตัวเองได้ เขาเสียดายรถ เขาอัดอั้นเก็บกดมานานแล้ว เขาไปอยู่ต่างประเทศมา 20 ปี ไปตั้งแต่ 6 ขวบ ปกติเขาก็พูดดี ไม่ได้มีอะไร ทำงานด้านต่างประเทศ เขาก็ไม่มีอะไร ก่อนหน้าที่มีคลิปนี้ มีคลิปอื่นๆ ผมก็ไม่รู้นะ
ตอนนี้ บริษัทก็ให้เขาออกจากงานแล้ว เขาก็บอกว่าไม่แฟร์นะที่ไล่ออก เรื่องการขับรถก็คอยเตือนเขาอยู่ คิดว่าขับในเมืองไทย ถ้าคนไม่มีน้ำใจยังไงก็ควรที่จะหลีกเลี่ยง อย่าไปปะทะ อารมณ์ร้อนไปทะเลาะกับใคร ผลออกมามันเสียหายมากกว่า
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการเลี้ยงดูลูกอย่างไร พ่อของหนุ่มแว่นหัวร้อน กล่าวว่า ผมเลี้ยงดูก็ปกติอ่ะนะ ไม่มีอะไร เหมือนคนไทยเรา แต่ว่าเขาไปอยู่เมืองฝรั่งตั้งแต่เล็ก ตั้งแต่ 6 ขวบ เขาก็คล้ายๆ เด็กฝรั่งไปเลย ซึ่งการปรับตัวให้เข้ากับประเทศไทยนั้น ค่อนข้างจะยาก น้องบ่นว่าอยากจะไปบวช
อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่พ่อให้สัมภาษณ์อยู่นั้น มีเสียงผู้หญิงที่คาดว่าจะเป็นแม่ตะโกนออกมาว่า "ตอนนี้กินยาที่โรงพยาบาลอยู่ เพราะเครียด"
"ผมก็ขอโทษด้วยที่ลูกเป็นแบบนี้ เขามาแล้วมีปัญหาเรื่องการขับรถของคนไทยไม่ค่อยมีน้ำใจ เขาเลยเกิดความเครียด ก็จะพยายามให้เขาปรับปรุง ต้องขอโทษจริงๆ ที่เขาพูดอะไรไม่เหมาะสม บังคับจิตใจตัวเองไม่อยู่ ต้องขอโทษคนไทยทั้งหมด ต้องขออภัยจริงๆ"

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า พฤติกรรมการแสดงออกแบบนี้ เพราะให้มูลค่ารถทรัพย์สินมากกว่าคุณค่าทางจิตใจหรืออย่างไร พ่อของหนุ่มหัวร้อนตอบว่า ไม่ใช่อย่างนั้น คือเขาเป็นคนที่พูดง่ายๆ ว่ารักรถมาก

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ