สถานทูตจีนประณาม "นักการเมืองไทย" ติดต่อแกนนำม็อบฮ่องกง หนุนแยกประเทศ ** "รถไฟความเร็วเสียว" เชื่อม 3 สนามบิน ตัดจบเงื่อนไข CPH

Manager Online เผยแพร่ 10 ต.ค. 2562 เวลา 22.03 น. • MGR Online

ข่าวปนคน คนปนข่าว

** งานเข้า! หลัง "น้องหว่อง" โพสต์ภาพคู่ พร้อมข้อความ"ยกหาง" กันเอง จนสถานทูตจีนทนไม่ไหว ต้องออกโรงประณาม "นักการเมืองไทย" ว่าไปติดต่อแกนนำม็อบฮ่องกง หนุนแยกประเทศ พร้อมคำเตือนให้ระวัง จะกระทบมิตรภาพจีน-ไทย

กรณี นักการเมืองไทย ที่ได้รับเชิญไปขึ้นเวที Open Future Forum ที่จัดขึ้นโดยนิตยสารชื่อดัง"ดิอีโคโนมิสต์" ที่เกาะฮ่องกง เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา แล้วจะด้วยความบังเอิญหรือจงใจ มิทราบได้ ที่ไปชักภาพคู่กับ "โจชัว หว่อง" แกนนำนักเคลื่อนไหวชาวฮ่องกง และเลขาธิการพรรคเดโมซิสโต ที่เป็นแกนนำคนสำคัญ ในการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลจีนครั้งใหญ่บนเกาะฮ่องกง ในขณะนี้

แม้ว่าเที่ยวนี้ "นักการเมืองไทย" จะไม่ได้นำรูปคู่มาโพสต์โชว์ศักยภาพของตัวเอง เหมือนกับที่เคยๆ ทำมาเวลาได้ไปพบปะ เจอะเจอกับคนดังในต่างประเทศ … แต่ "น้องหว่อง" หัวโจกม็อบคนรุ่นใหม่ของฮ่องกง กลับเป็นฝ่ายโพสต์ภาพคู่กับ "พ่อฟ้า" ขวัญใจคนรุ่นใหม่ไทยแลนด์ ผ่านเฟซบุ๊กของตัวเอง พร้อมอวยกันอย่างเคลิบเคลิ้มว่า เป็น "ฝ่ายประชาธิปไตย" ที่ต่อต้าน "กลุ่มอนุรักษนิยม - กลุ่มเผด็จการ" เหมือนกัน…

เพราะในช่วงที่ขึ้นเวทีที่ฮ่องกงนั้น "นักการเมืองคน" คนที่ว่า ได้กล่าวแสดงความชื่นชม “น้องหว่อง”แบบอ้อมๆ ว่า เหตุการณ์ประท้วงที่ฮ่องกง ตั้งแต่ 5 ปีก่อน หรือค.ศ. 2014 (ซึ่งโจชัว หว่อง เป็นแกนนำคนสำคัญ) ถือเป็น “แรงบันดาลใจ”ในการตั้งพรรคอนาคตใหม่ … อวยกันไปอวยกันมา สรุปความทั้งคู่เป็นแรงบันดาลใจซึ่งกันและกัน

น่าสนใจไม่น้อยว่า ประเด็นต่อสู้ของ“ม็อบฮ่องกง”ที่นำโดย “น้องหว่อง” ก็เป็นการต่อต้านการปกครองของจีน ภายใต้หลักการ “1 ประเทศ 2 ระบบ”และพยายามหาเหตุเพื่อแยกตัวออกจากการปกครองของ"พี่ใหญ่จีน" อย่างเด็ดขาดนั่นเอง …และระหว่างการชุมนุมต่อสู้นั้น ดีกรีความรุนแรงก็เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ จากการกางร่มแสดงสัญลักษณ์ ก็เริ่มปิดถนน ปิดสถานีรถไฟใต้ดิน สนามบิน ทุบทำลายร้านค้า และเริ่มเผา

ขณะที่ฝ่าย "นักการเมืองไทย" และพลพรรคอนาคตใหม่นั้น แม้แนวทางการต่อสู้ "เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศ" ยังไม่ถึงขั้น "ลงถนน" ก่อความวุ่นวาย …แต่ก็ได้แสดงออก ด้วยการเดินสายรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญ จากที่ว่า… รัฐธรรมนูญไม่มีความเป็นประชาธิปไตย เป็นรัฐธรรมนูญ เพื่อการสืบทอดอำนาจของเผด็จการ… "เฮงซวย" ทุกมาตรา …ล่าสุดไต่ระดับไปถึงขั้น พูดถึงการแก้ไขมาตรา 1 ของรัฐธรรมนูญ ที่ว่า "ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้" โดยอ้างว่า เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ …หมายความว่าประเทศไทยจะต้อง "แบ่งแยกได้" ว่างั้นเถอะ

ภาพคู่จิ้นของ "นักการเมืองไทย-ตี๋หว่อง" พร้อมคำสรรเสริญเยินยอ ผลัดกัน"ยกหาง" ให้กันและกัน อาจจะสะท้อนนัยบางประการหรือไม่… ถอดรหัสไปได้ถึง "เจตนาแฝง" ของแคมเปญแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ไม่ได้แค่ต้องการ ลดความเหลื่อมล้ำ แก้ไขปัญหาให้ประชาชนเท่านั้น แต่หมุดหมายอาจไปไกลถึงการแก้รูปแบบการปกครอง ให้กลายเป็น "1 ประเทศ 2 ระบบ" ก่อนก้าวไปสู่บันไดขั้นต่อไป ในการสร้างความวุ่นวาย เพื่อแยกตัวออกจากการปกครอง เหมือนที่กำลังเกิดที่เกาะฮ่องกง ในที่สุดหรือไม่ … โดยเฉพาะถ้าธงของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่ปล่อยให้บทบาทการนำเป็นของ "พรรคอนาคตใหม่" ไม่หยุดแค่ "มาตรา 1" …จะเกิดอะไรขึ้น ?

ล่าสุด…ได้มีปฏิกิริยาออกมาจากทาง "พี่ใหญ่จีน" ถึงรูป "คู่จิ้น" ดังกล่าวแล้ว เมื่อ เฟซบุ๊ก "Chinese Embassy in Bangkok" ของเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย ที่นอกจากออกโรงประณาม "ม็อบฮ่องกง" ได้ก่อความรุนแรงยืดเยื้อกว่า 4 เดือน เป็นการทำลายความสงบสุข แล้วยังพ่วง ข้อความสำคัญในตอนท้ายด้วยว่า มี"นักการเมืองไทย" บางคน สนับสนุนกลุ่มที่คิดจะแยกประเทศ…

" เป็นที่ต้องชี้ให้ทราบว่า ความผันผวนที่มาจากการต่อต้านการแก้ไขกฎหมายในฮ่องกง ได้เปลี่ยนตัวไปอย่างสิ้นเชิง กำลังพัฒนาเป็น "การปฏิวัติสี" โดยได้รับการแทรกแซงจากกลุ่มอิทธิพลภายนอก กลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีน ได้ใช้ "ประชาธิปไตย และเสรีภาพ" เป็นข้ออ้างเพื่อทำลายหลักการพื้นฐานของ "หนึ่งประเทศสองระบบ" บ่อนทำลายอธิปไตย และความบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศจีน ซึ่งฝ่ายจีนคัดค้านอย่างเด็ดขาด…

…กลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีน ยังได้สมคบกับกลุ่มอิทธิพลภายนอก เผยแพร่ข่าวลือ บิดเบือนข้อเท็จจริง เพื่อวัตถุประสงค์ที่มิอาจเปิดเผยของตน นักการเมืองประเทศไทยบางคน มีการติดต่อกับกลุ่มที่คิดจะแบ่งแยกฮ่องกงออกจากประเทศจีน โดยมีท่าทีเชิงสนับสนุน ซึ่งเป็นการกระทำที่ผิดอย่างร้ายแรง และไร้ความรับผิดชอบ ฝ่ายจีนหวังว่า บุคคลที่เกี่ยวข้อง สามารถรับรู้ข้อเท็จจริงของปัญหาฮ่องกง ใช้ความระมัดระวัง ทำในเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อมิตรภาพจีน-ไทย…"

“นักการเมือง”คนที่ว่านี้ ชักจะหนักข้อขึ้นทุกวัน นอกจากเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงประเทศผ่านการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วยังกำลัง "ชักศึกใหญ่" เข้าประเทศอีกด้วย !!

** "รถไฟความเร็วเสียว" เชื่อม 3 สนามบิน ไม่เลี้ยวลงข้างทาง เมื่อ "3 รัฐมนตรี" สุมหัวเคลียร์ปัญหาพื้นที่ติดขัด ตัดจบเงื่อนไข CPH

โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง - สุวรรณภูมิ - อู่ตะเภา) ที่ กิจการร่วมค้า บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และพันธมิตร ที่มีทั้งบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านก่อสร้างอย่าง ช.การช่าง และ อิตาเลียนไทย ร่วมอยู่ด้วย (กลุ่ม CPH)ชนะการประมูลไปนั้น …ตามกำหนดจะต้องมีการเซ็นสัญญากันในวันที่ 15 ต.ค.นี้ แต่ทางกลุ่ม CPH ยังติดปัญหาเรื่องที่การรถไฟแห่งประเทศไทย ยังส่งมอบพื้นที่ได้ไม่ครบ 100% ซึ่งในเบื้องต้น ประมาณการว่าอาจจะส่งมอบพื้นที่ให้ได้ 50% ก่อน… ทำให้เห็นสัญญาณว่า ในวันที่ 15 ต.ค.นี้ การเซ็นสัญญาอาจจะไม่เกิดขึ้น เนื่องจากทางกลุ่ม CPH เห็นว่าเป็นการเสี่ยงเกินไปที่จะรีบลงนาม เพราะ"บอร์ดร.ฟ.ท." ก็ดันมาลาออกยกชุดอีกด้วย การส่งมอบพื้นที่อาจจะติดขัดที่ตรงจุดนี้อีกก็ได้

จนทำให้ "เสี่ยหนู" อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะที่กำกับดูแลกระทรวงคมนาคม ต้องออกมาส่งสัญญาณว่า หากไม่มีการเซ็นสัญญา ทางกลุ่ม CPH นอกจากจะต้องถูกปรับเป็นเงินประมาณ 2 พันล้านบาทแล้ว ยังอาจต้องถูก "แบล็กลิสต์" หมดสิทธิ์เข้าร่วมประมูลโครงการจากภาครัฐอีก …ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามมาว่า เป็นแผน "ล้มโต๊ะ" เพื่อหวังจะให้รายที่สอง ซึ่งก็คือ"กลุ่ม BSR" ที่มีบริษัท “ซิโน-ไทย”ธุรกิจครอบครัวของ"เสี่ยหนู" เข้ามาเสียบแทน จน "เสี่ยหนู" ต้องออกมาชี้แจง ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ว่า…

"ชีวิตดีแล้ว มั่นคงมาก ไม่จำเป็นต้องเอื้อธุรกิจของครอบครัว หรือของใคร ถ้าไม่เอื้อของตัวเองแล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไปเอื้อใคร และจะใช้ความสามารถ และประสบการณ์ทั้งหมดที่มี รักษาผลประโยชน์ให้บ้านเมือง รับมือกันให้อยู่ก็แล้วกัน ใครกันแน่ที่จะเอาเปรียบรัฐ ใครกันแน่ที่พยายามเลี่ยงไม่ทำตามผลของการประมูล ใครกันแน่ที่พยายามขอให้รัฐผ่อนปรน เพิ่มประโยชน์ให้ตัวเอง ไม่ต้องไปบีบสื่อให้ออกข่าว งานนี้ง่ายมาก ทำตามเงื่อนไขที่รัฐประกาศไว้ ไม่ต้องวิ่งเต้น ไม่ต้องจ่าย เอาปากกามาด้ามเดียว แล้วเซ็นสัญญา กล้าๆ หน่อย พร้อมสนับสนุนทุกอย่างให้ทำงานโดยสะดวก ราบรื่น ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ไม่พูดเยอะ เจ็บลิ้นไก่" …

ความระหว่างบรรทัด พอจะบอกความในใจของ "เสี่ยหนู" ได้ว่า ไม่หวังจะเล่น "เกมล้มประมูล" เพื่อหวังให้ธุรกิจของครอบครัว เข้ามาเสียบ… แต่ต้องการทำหน้าที่ รองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลกระทรวงคมนาคมให้ดีที่สุด ต้องการให้โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบินนี้เกิดขึ้นตามแผน เพราะถ้าโครงการนี้ล้มไป หรือล่าช้า ย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึง โครงการอีอีซี และโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา … อาจถึงขั้นพังทั้งระบบ

เพื่อเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ว่าจะพยายามผลักดันให้โครงการนี้เดินหน้าไปได้ จึงมีการเลื่อนวันเซ็นสัญญาออกไปอีก 10 วัน เป็นวันที่ 25 ต.ค. และระหว่างนี้ก็มีข่าวว่า "เสียหนู" ได้ออกแรงช่วยเคลียร์เรื่องการส่งมอบพื้นที่ ที่ยังติดขัดอยู่กับบางขั้น บางตอน จนได้ตัวเลขการส่งมอบพื้นที่ออกมาเป็น 72% แล้ว …

และล่าสุดเมื่อวานนี้ (10 ต.ค.) ก็ได้มีการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)มีนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม และ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม พร้อมผู้เกี่ยวข้องร่วมประชุมเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ …ซึ่งก็ได้ข้อสรุปออกมาว่า คณะอนุกรรมการฯ เห็นชอบการส่งมอบพื้นที่ สำหรับก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน พร้อมทั้งให้มีการตั้งคณะทำงานส่งมอบพื้นที่ โดยมี ปลัดกระทรวงคมนาคมเป็นประธาน และจะมีการ เสนอให้คณะกรรมการ EEC ชุดใหญ่ที่มี "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เห็นชอบต่อไป เพื่อให้การก่อสร้างโครงการนี้เดินได้ตามแผน โดยจะมีการเซ็นสัญญากับผู้ชนะการประมูลตามกำหนดในวันที่ 25 ต.ค.นี้

ส่วนพื้นที่ 72% ที่พร้อมจะส่งมอบให้นั้น ประกอบด้วย 3 ส่วนสำคัญ คือ 1. ระยะทางระหว่างสถานีพญาไท-สถานีสุวรรณภูมิ 28 กม. ซึ่งเป็นโครงการแอร์พอร์ต เรล ลิ้งก์ พร้อมส่งมอบพื้นที่ได้ทันที 2. ระยะทางระหว่างสถานีสุวรรณภูมิ-สถานีอู่ตะเภา ระยะทาง 170 กม. คณะทำงาน จะสามารถดำเนินการส่งมอบพื้นที่ทั้งหมดได้ภายใน 1 ปี 3 เดือน อันจะทำให้ระยะทาง ตั้งแต่สถานีพญาไท-สถานีอู่ตะเภา เปิดให้บริการได้ ในปี 2566-2567 ส่วนระยะที่ 3. ช่วงสถานีพญาไท-ดอนเมือง ระยะทาง 22 กม. เป็นส่วนที่ดำเนินการได้ยากที่สุด เพราะมีต้องมีการเคลื่อนย้ายระบบสาธารณูปโภค และเกี่ยวข้องกับ 3 กระทรวง 8 หน่วยงาน คาดว่าจะใช้เวลาในการส่งมอบพื้นที่ 2 ปี 3 เดือน ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ ในปี 2567-2568

เมื่อผลการประชุมได้ข้อสรุปออกมาเช่นนี้ ทาง "ศักดิ์สยาม ชิดชอบ" รมว.คมนาคม ก็ออกมายืนยันว่า ทางคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนร่วมโครงการฯได้ทำหนังสือไปถึง กลุ่ม CPH ให้เข้ามาทำการเซ็นสัญญากัน ในวันที่ 25 ต.ค.นี้ โดยมีรายงานว่า ทางกลุ่ม CPH ก็ยืนยันว่าพร้อมที่จะเข้ามาเซ็นสัญญาตามเวลาที่กำหนด …

ส่วนเรื่องการตั้ง "บอร์ด ร.ฟ.ท." ก็จะนำรายชื่อเสนอครม.พิจารณาอนุมัติ ในวันที่ 15 ต.ค.นี้ เมื่อครม.อนุมัติแล้ว ก็จะมีการจะประชุมทันที เพื่อรับทราบการดำเนินการ เซ็นสัญญาโครงการไฮสปีดเทรน เชื่อม 3 สนามบิน และจะเสนอเรื่องการเซ็นสัญญา กับกลุ่ม CPH ให้ ครม. เห็นชอบ ในวันที่ 22 ต.ค. ก่อนเดินหน้าตามแผนการก่อสร้างโครงการ ให้แล้วเสร็จภายในปี 2567-2568 หรือ 5 ปีข้างหน้า…

สำหรับ"เสี่ยหนู" แล้ว เขาได้พูดถึงเรื่องที่โพสต์เฟซบุ๊กไปว่า …ผมไม่ได้หักกับใคร อนุทินมีแต่ความรัก ไม่เคยคิดเรื่องแบบนี้ เรื้องขี้ประติ๋ว ไม่เคยเอามาใส่ใจ วันนี้ผมมีหน้าที่ทำงานให้กับประเทศ ประโยชน์ที่ต้องหาให้คือ ให้กับประชาชนและ แผ่นดิน หน้าที่มีแค่นี้…

ก็หวังว่าหลังจากนี้ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน จะเดินหน้าไปได้อย่างราบรื่น …

ดูข่าวต้นฉบับ