วีรพร นิติประภา นักเขียนดับเบิลซีไรต์กับ 5 หนังสือที่เป็นดั่งมาสเตอร์

a day magazine อัพเดต 04 ส.ค. เวลา 12.56 น. • เผยแพร่ 04 ส.ค. เวลา 12.56 น. • a team

ในการร่ำเรียนหรือศึกษาหาวิชาความรู้ ย่อมมีศิษย์ มีอาจารย์ มีผู้รับความรู้ มีผู้ให้ความรู้

แวดวงนักเขียนก็เฉกเช่นเดียวกัน นักเขียนรุ่นใหม่ย่อมมีนักเขียนรุ่นใหญ่เป็นมาสเตอร์ในดวงใจ จากการประจักษ์แจ้งฝีมือการเขียน ทักษะการเล่าเรื่อง หรือแม้แต่ทัศนคติมุมมองที่ถ่ายทอดผ่านตัวอักษรได้อย่างเฉียบคม ไม่ซ้ำแบบใคร

ทว่าในขณะเดียวกัน นักเขียนรุ่นใหญ่ย่อมมีหนังสือในดวงใจอันเปรียบเป็นมาสเตอร์ในรูปแบบผลงาน ที่เขาหรือเธออ่านเพื่อศึกษาทั้งด้านการเขียนและมุมมองของนักเขียน หากปราศจากหนังสือเหล่านี้ มุมมอง สำนวน หรือสไตล์การเขียนบางอย่างของพวกเขาหรือเธออาจไม่เป็นอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน

วีรพร นิติประภา คือนักเขียนวัย 58 ที่สร้างปรากฏการณ์ในแวดวงวรรณกรรมไทยด้วยการเขียนไส้เดือนตาบอดในเขาวงกต นวนิยายเล่มแรกของเธอออกมาเมื่อ 6-7 ปีก่อน และคว้ารางวัลซีไรต์ในปี 2558 ก่อนสร้างงานเขียนวรรณกรรมขนาดยาวออกมาอีกเล่มในชื่อ พุทธศักราชอัสดงกับทรงจำของทรงจำของแมวกุหลาบดำ และคว้ารางวัลซีไรต์ประจำปี 2561 ไปครองอีกครั้ง ทำให้เธอกลายเป็นนักเขียนดับเบิลซีไรต์ไปในบัดดล

มาดูกันว่าเบื้องหลังมวลอักษรที่ลุ่มลึก งดงาม และพันโยงประวัติศาสตร์กับยุคสมัยได้อย่างน่าติดตาม ในหนังสือที่คว้ารางวัลซีไรต์และส่งแรงกระเพื่อมต่อสังคมนักอ่านทั้งรุ่นเก่า-รุ่นใหม่ มีหนังสือเล่มไหนที่ซุกซ่อนอยู่ตามแป้นพิมพ์ของวีรพรบ้าง

วิถีแห่งเต๋า

ปราชญ์เหลาจื่อ

“ตอนเริ่มอ่านครั้งแรกน่าจะอายุ 20 กว่า อ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง แต่พอผ่านชีวิตมาเรื่อยๆ เวลาตกระกำลำบาก ชอกช้ำน้ำใจ เกิดหายนะใดขึ้นก็จะเปิดอ่าน แล้วก็พบว่าชีวิตเราค่อยๆ ผ่านมากับเล่มนี้ ไม่สามารถบอกได้ว่าเกิดโลกุตรธรรมอะไรมาก แต่ทำให้เราสงบ มองเห็นว่าแต่ละอย่างเกิดขึ้น ดำเนินอยู่ หายไป และกลับมาใหม่เหมือนฤดูกาล ส่วนตัวคิดว่าเต๋าพูดเรื่องนี้เยอะมาก เลยกลายเป็นหนังสือคู่ใจ ตัดสินใจซื้อมาด้วยความอยากเข้าใจปรัชญาตะวันออก แต่ก็พบว่าเป็นหนังสือที่พาเราข้ามผ่านชีวิตมาอย่างยาวนาน ทุกวันนี้ก็ยังอ่านอยู่”

ขุนช้างขุนแผน

“เป็นโคลงฉันท์กาพย์กลอนที่ชอบ เพราะเป็นวรรณกรรมกึ่งชาวบ้าน ไม่เหมือนเล่มอื่นที่เป็นแนวจักรๆ วงศ์ๆ ศัพท์แสงเจ้าๆ เวลามีใครถามว่างานเรามีคำสวยๆ จากไหนก็ได้มาจากเล่มนี้ การอ่านเล่มนี้ทำให้เราเข้าใจกลไกทางภาษา การสลับคำจากหน้าไปหลัง รวมทั้งการสร้างคำใหม่ จริงๆ วีรพรไม่ได้เก่ง สุนทรภู่เก่งกว่า เราอ่านพระราชนิพนธ์ของรัชกาลที่ 2 ด้วย
เนื่องจากเป็นคนชอบอะไรพรรค์นี้ตั้งแต่เด็ก แต่เล่มที่สำคัญจริงๆ คงเป็นเล่มนี้ เพราะคุณหาศัพท์จากงานสมัยใหม่ไม่ได้แล้ว งานสมัยใหม่ใช้คำมินิมอลหมดแล้ว” 

หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว

Gabriel García Márquez

“เราอ่านเล่มนี้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ เป็นสำนวนเก่าของปณิธาน – ร.จันเสน ซึ่งน่าจะแปลมาจากภาษาอังกฤษ ส่วนเล่มปัจจุบันแปลมาจากภาษาสเปน สนุกทั้งสองภาษา เป็นหนังสืออีกเล่มที่อ่านนานแล้วแต่คิดว่าค่อนข้างพิเศษตรงที่ทำให้รู้ว่าเราได้รับอนุญาตให้เขียนแบบไหนบ้าง เป็นใบอนุญาตใบใหญ่มาก เราเริ่มอ่านตอนอายุประมาณ 30 พบว่าโลกนี้อนุญาตให้เล่าเรื่องแบบนี้ได้ด้วย มันมีวิธีการเล่าเรื่องเป็นชั้นๆ แบบนี้ด้วย”

น้ำหอม

Patrick Süskind

“อ่านมานานแล้วตั้งแต่ยังไม่เป็นภาพยนตร์แต่รู้สึกเฉยๆ ก็สนุกดี แค่นั้น จนกระทั่งกลับมาอ่านซ้ำเร็วๆ นี้ เรากลับรู้สึกว่าเรื่องนี้มันเล่าเรื่องได้ร้ายมาก นักเขียนใช้เรื่องกลิ่นเต็มไปหมดแต่ใจความเป็นหนึ่งเดียวกันมาก ทุกอย่างถูกโยงมาหากลิ่น จริงๆ แล้วมันพูดถึงการมีตัวตนของคนระดับต่างๆ พูดถึงการพยายามสร้างตัวตนของคนโดยใช้กลิ่นเป็นสัญญะ ซึ่งเราพบว่าเป็นงานเขียนที่ร้ายมาก ไม่ประนีประนอมถนอมน้ำใจคนอ่าน ตัวละครบ้าอะไรอัปลักษณ์ทั้งในทั้งนอก” 

Never Let Me Go

Kazuo Ishiguro

“ถ้าสังเกตจะเห็นว่าเราเลือกอ่านหนังสือจากความสนใจในเทคนิค นั่นคือทำไม ใครเล่าเรื่องแบบไหน เล่มนี้อ่านเมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งเราค้นพบว่ามันน่าสนใจทีเดียว

“นัยของเรื่องนี้คือการเลี้ยงคนเพื่อใช้อวัยวะเป็นอะไหล่ ซึ่งเขียนได้ดีโดยที่ไม่ได้แตะต้องเรื่องที่คนอื่นแตะต้อง เช่น พ่อแม่ของฉันเป็นใคร หรือฉันจะต้องตามหาตัวตนที่แท้จริง เขียนประหนึ่งว่าคุณต้องรู้เอาเองว่าโลกเป็นแบบนี้แหละ แล้วไล่จากตรงนี้เข้าไปสู่ความเป็นมนุษย์ผ่านนัยว่าเราเป็นมนุษย์เพราะอะไร น่าทึ่งมากว่าทำไมลากไปได้ไกลขนาดนั้น ลากไปไกลเท่าเต๋าเลย แต่เขาสามารถเล่ามันทีละน้อยผ่านการเดินทางของผู้หญิงคนหนึ่ง” 

ดูข่าวต้นฉบับ