วิเคราห์ | ศึกใน-ศึกนอก "ปารีณา" จาก กมธ.ป.ป.ช. ถึงรุกที่ ส.ป.ก. 1,700 ไร่

มติชนสุดสัปดาห์ อัพเดต 18 พ.ย. 2562 เวลา 04.53 น. • เผยแพร่ 18 พ.ย. 2562 เวลา 04.53 น.
ปารีณาปก

เพิ่งมีชื่อเข้าไปนั่งเป็นกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎรเพียงหมาดๆ

ตัวจี๊ดของสภา อย่าง “ปารีณา ไกรคุปต์” ส.ส.ราชบุรี แห่งพรรคพลังประชารัฐ ก็โชว์ฟอร์มพาชาวบ้านร้องเรียนให้รัฐบาลทวงคืนที่ดินทับซ้อนพื้นที่ป่าประมาณ 500 ไร่ใน อ.จอมบึง จ.ราชบุรี จากนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่

เรื่องกำลังดำเนินไปถึงขั้นตอนการตรวจสอบเพื่อหาข้อยุติ

แต่ลมเพลมพัด เหมือนเจอสวนหมัดเข้าอย่างจัง เมื่อ “นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ” อดีต ส.ว. ย้อนศร ร้องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการครอบครองที่ดิน 1,700 ไร่ในพื้นที่เดียวกันของ “น.ส.ปารีณา”

“เรืองไกร” เล่าให้ฟังว่า ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวเพราะมัวแต่ไปสนใจเรื่องฟาร์มเลี้ยงไก่ เพราะ “ปารีณา” แจ้งว่ามีรายได้จากการเลี้ยงไก่ 109 ล้านบาท โดยมีต้นทุน 107 ล้านบาท

และตอนนั้น “ปารีณา” ถูกร้องเรื่องถือหุ้นสื่อใน “บริษัท ปารีณา ไกรคุปต์” ด้วย จึงไปดูตรงนั้น

ซึ่งเรื่องนี้จบที่ศาลไม่รับคำร้อง

แต่ต้นเหตุที่ทำให้ “เรืองไกร” ส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการถือครองที่ดิน 1,700 ไร่ ของ “ปารีณา” เกิดจากการที่ตัว “ปารีณา” ไปตรวจที่ดินของ “แม่ธนาธร” แล้วบังเอิญที่ดินที่ “สาวเอ๋” ไปตรวจนั้นอยู่ที่ราชบุรี

ซึ่งเมื่อเห็นข่าวก็จำได้ว่า ที่ดิน “แม่ธนาธร” ที่ไปตรวจนั้นคล้ายกับที่ดินของตัว “ปารีณา” เอง ทำให้ “เจ้าพ่อส่องบัญชีทรัพย์สินฯ” อย่าง “เรืองไกร” ต้องย้อนกลับมาดูบัญชีทรัพย์สินฯ ของ “ปารีณา” อีกครั้ง

โดย “ปารีณา” ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ปี 2562 ให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ ซึ่งตนเองสามารถดูผ่านเว็บไซต์ได้ และตัว “ปารีณา” เองก็เคยเป็น ส.ส.เก่า จึงมีบัญชีทรัพย์สินฯ เก่าที่เคยยื่นอีก 3 ครั้ง คือปี 2554, 2556 และ 2557 ด้วย

โดยตนเองเห็นแล้วว่า “ปารีณา” มีที่ดินเพิ่มขึ้นมาประมาณ 58 แปลง ซึ่ง 18 แปลงเดิมเคยยื่นแสดงในบัญชีทรัพย์สินฯ เมื่อ 2557 แต่ปี 2562 มีเพิ่มมา โดยเขียนว่าเป็น “ภบท.” ทั้งหมด

“เรืองไกร” ยังบอกอีกว่า จากนั้นไม่นาน “ปารีณา” ก็ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการโทรทัศน์หนึ่ง โดยเจ้าตัวสารภาพออกอากาศทั้งหมดว่าตัวเองถือครองที่ดินมานานแล้ว ทำให้เกิดคำถามในการยื่นบัญชีทรัพย์สินอีกว่า แล้วปี 2554, 2556 และ 2557 ที่ “สาวเอ๋” ไม่ยื่นบัญชีทรัพย์สินนั้นถูกหรือผิด

ซึ่งเป็นคำถามที่ ป.ป.ช.ต้องเป็นผู้ตอบ ส่วนที่ดินที่ยื่นมาล่าสุดนี้เป็นพื้นที่ป่า ก็จะไปผิดกฎหมายป่าไม้ ถ้าผิดที่ ส.ป.ก. หน่วยงานอย่าง ส.ป.ก.ก็ต้องไปเรียกคืน

งานนี้ทำเอารัฐมนตรีในรัฐบาลอย่าง “นายวราวุธ ศิลปอาชา” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ “นายธรรมนัส พรหมเผ่า” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นั่งไม่ติดเก้าอี้ เด้งขึ้นมารับไปตรวจสอบกันยกใหญ่

เนื่องจากเรื่องเกี่ยวเข้ากับทั้ง 2 กระทรวงหลัก เช่น กรมป่าไม้ และ ส.ป.ก. เข้าอย่างจัง

ด้าน “นายปลอดประสพ สุรัสวดี” รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ผู้เคยนั่งรั้งตำแหน่งอธิบดีกรมป่าไม้ บวกตำแหน่งเลขาฯ ส.ป.ก. บวกตำแหน่งอดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็เปิดเกมไล่บี้ “สาวเอ๋” อีกแรง

บอกคงไม่มีใครรู้เรื่องนี้ดีไปกว่าตน และได้ส่งมอบข้อมูลทั้งหมดทั้งแผนที่ ภาพถ่าย รายละเอียดต่างๆ ให้ “นายเรืองไกร” ไปแล้วด้วย

ทำเอา “พ่อทวี” (นายทวี ไกรคุปต์) ทนนิ่งอยู่ไม่ไหว ต้องบุกมาช่วยเป็นแรงหนุน “ลูกเอ๋” ถึงสภา

เนื่องจากเห็นว่าข่าวดังกล่าวสร้างความเสียหายให้ลูกสาวและวงศ์ตระกูล ในฐานะที่เป็นพ่อและรู้เรื่องนี้ดี จึงขอความเป็นธรรม

โดยถ้อยความสำคัญจากการให้ข่าวผ่านสื่อมวลชนของ “พ่อทวี” คือการที่บอกว่า “น.ส.ปารีณา” ไม่ได้บุกรุกป่าสงวนฯ ตามที่ปรากฏเป็นข่าว

แต่เป็นการถือครองที่ดินแปลงดังกล่าว และทำประโยชน์เป็นเวลานานมาก

โดยลูกสาวได้ที่ดินดังกล่าวมาจากการซื้อต่อเกษตรกรที่ทำประโยชน์อยู่แล้ว เป็นที่ดินปลูกอ้อย ปลูกมันสำปะหลัง ปลูกสับปะรด จึงไม่ใช่ผู้บุกรุกใดๆ ทั้งสิ้น

แต่ซื้อตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 แต่มีการอ้าง พ.ร.บ.ป่าไม้ ปี 2484 ซึ่งตัวลูกสาวไม่ได้นำกฎหมายที่ดินดังกล่าวมาประกอบ จึงทำให้เกิดปัญหาขึ้นในขณะนี้

“เรืองไกร” บอกด้วยว่า พ่อนอกจากไม่ช่วย ยังชี้ช่องฆ่าลูกอีก เพราะดันไปบอกว่า “ลูกเอ๋” ซื้อที่ต่อจากเกษตรกร

ซึ่งที่ดินดังกล่าวเมื่อเป็นของรัฐจะซื้อ-ขายได้อย่างไร แล้วซื้อจากใคร ใครเป็นคนเอามาขายให้ พูดมาแบบนี้ก็ยิ่งทำให้ยุ่งหนักเข้าไปอีก

เท่ากับว่าหลักฐานที่ “เรืองไกร” มีอยู่ในมือวันนี้ ไม่ได้มาจากตัว “เรืองไกร” เอง แต่หลักฐานเกิดจากการตอบคำถามในรายการโทรทัศน์ของ “ปารีณา” และการให้ข่าวของพ่อเธอเอง

และหากเรื่องนี้สอบแล้วพบว่าการถือครองที่ดินดังกล่าวผิด “เอ๋” จะต้องสู้ต่อในเรื่องโทษจาก พ.ร.บ.ป่าไม้ ที่ต้องไปดำเนินการร้องต่อ

นอกจากนี้ หาก ป.ป.ช.บอกว่าผิดด้วย เรื่องนี้ก็จะส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของ “ปารีณา” อย่างเลี่ยงไม่ได้

“เรืองไกร” ชี้ช่องเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากประเด็นที่ 1,700 ไร่แล้ว เจ้าตัวยังขอจองกฐิน ร้อง “เจ๊เอ๋” อีก 3-4 ประเด็น ได้แก่

1. รายได้จากการเลี้ยงไก่ ที่แจ้งไป 109 ล้านบาทนั้น เป็นรายได้ของตัว น.ส.ปารีณาเอง หรือเป็นรายได้ของบริษัท ปารีณา ไกรคุปต์

พูดง่ายๆ คือ เป็นรายได้ของบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคล

2. ตอน น.ส.ปารีณายื่นบัญชีกับนายอุปกิต ปาจรียางกูร ส.ว. อดีตสามี ขณะนั้นยังเป็นสามีของ น.ส.ปารีณา เหตุใดจึงไม่มีการแจ้งปืน 4 กระบอกในบัญชีทรัพย์สินฯ เพราะเมื่อนายอุปกิตเข้ามาเป็น ส.ว.ครั้งนี้ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ ว่ามีปืน 4 กระบอก ซึ่งปืนดังกล่าวได้มาก่อนปี 2554 ทั้ง 4 กระบอก แต่บัญชีทรัพย์สินฯ ของ น.ส.ปารีณาทั้งปี 2554, 2556 และ 2557 ไม่มีปืนทั้ง 4 กระบอกของสามี

3. “ปารีณา” ยื่นบัญชีทรัพย์สินฯ อื่น เช่น เครื่องประดับ พระ ฯลฯ หลายรายการ แต่ยังไม่มีวัว แต่พอมาปี 2562 ยื่นพระ 2 องค์ แต่เครื่องประดับที่เคยยื่นไม่ยื่นแล้ว พร้อมยื่นวัวมาอีกกว่า 500 ตัว เป็นมูลค่า 17 ล้านบาท ตกตัวละประมาณ 34,000 บาท เราจึงให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบว่าทรัพย์สินฯ ที่เคยยื่นไปไหน เหตุใดรอบนี้ไม่ยื่น

และ 4. ลูกหนี้ของ “ปารีณา” จำนวน 8-9 ราย มีคนหนึ่งชื่อ “นายสมบัติ ขำละม้าย” ซึ่งเคยต้องคดี และ น.ส.ปารีณาไปประกันตัวให้ และอีกคนเป็นผู้บริหารท้องถิ่น ซึ่งกู้เงิน น.ส.ปารีณาไปราว 7 ล้านบาท ที่เป็นปัญหาต้องตรวจสอบว่า การให้กู้นั้นเก็บดอกเบี้ยหรือไม่ และที่ น.ส.ปารีณาใช้ชื่อลูกหนี้ว่าเป็นนายก อบจ. เป็นอะไรต่างๆ

ตรงนี้ก็จะเป็นปัญหาว่า เขาเอาหนี้ดังกล่าวไปแจ้ง ป.ป.ช.หรือไม่ ระวังจะโดนไปอีกทอดหนึ่งด้วย

“ป๋าเรือง” บอกว่า งานนี้น่าจะได้เห็นปรากฏการณ์ “ปลาตายน้ำตื้น”

“ปารีณา” ผู้ฟาดมาแล้วทุกสังเวียน ตั้งใจเข้ามาตรวจสอบคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. ปมการใช้อำนาจเกินขอบเขต ถูกวางตัวในฐานะนักมวยคู่กับ “นายสิระ เจนจาคะ” ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้มาฟาดฟันกับ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส” หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ประธานคณะ กมธ.ป.ป.ช.

แต่ยังไม่ทันได้ชก กลับโดนร้อง ป.ป.ช.สอบก่อนเสียแล้ว

ถึงได้มีคนบอกไว้ว่า สังเวียนนี้ ให้ดูกันยาวๆ

ดูข่าวต้นฉบับ