ลุงวัย67ช้ำรัก! ครูสาวรู้จักกันในเฟซบุ๊กหลอกให้รักก่อนชิ่งไปแต่งงานสูญเงินแสน

แนวหน้า เผยแพร่ 03 ส.ค. เวลา 13.58 น.

วันที่ 3 สิงหาคม 2563 นายนพ สุขาภิรมย์ อายุ 67 ปี ชาวอำเภอเมืองราชบุรี เดินทางเข้าแจ้งความเพื่อลงบันทึกประจำวัน และนำเอกสารหลักฐานข้อความการสนทนายื่นฟ้องต่อศาลจังหวัดราชบุรี และร้องเรียนผ่านสื่อมวลชน เพื่อให้ช่วยเหลือติดตามเงินและทรัพย์สิน รวมทั้งสินประมาณ 1 แสนบาท จากนางสาวเอ (นามสมมุติ) อายุ 38 ปี มีอาชีพเป็นครูในโรงเรียนแห่งหนึ่งในอำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา หลังรู้จักกันทางเฟซบุ๊ก โดยที่ทั้งคู่ขึ้นสถานะว่าโสด จึงได้คุยกันจนคบหาเป็นแฟนกันปลายปี 2562 ถึงกระทั่งฝ่ายหญิงไปมาหาสู่ และมาอยู่กินกันฉันสามีภรรยาช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 ประมาณปลายเดือนมกราคม 2563 ที่บ้านของฝ่ายชายใน อำเภอเมืองราชบุรี และถูกหลอกให้ช่วยชำระค่าผ่อนงวดรถยนต์ และค่าใช้จ่ายอื่นๆ รวมไปถึงค่าเตรียมปลูกบ้านของฝ่ายหญิงในจังหวัดพังงา

 

 

ซึ่งได้มีการตกลงกับครอบครัวฝ่ายหญิงผ่านทางวีดีโอคอล์ผ่านแอพ เมื่อถึงเวลา นายนพ ขอฝ่ายหญิงจดทะเบียนสมรส และเดินทางไปกราบว่าที่แม่ยายกลับถูกบ่ายเบี่ยงและหนีหายออกจากบ้านพักกลับไปยังบ้านที่จังหวัดพังงา ซึ่งนายนพ พยายามติดต่อกลับถูกครูสาวตัดขาดทุกช่องทาง และพยายามใช้สื่อออนไลน์ในจังหวัดพังงาช่วยตามหาจนเจ้าตัวติดต่อกลับ และขอให้ลบภาพและข้อความเพราะได้รับความเสียหายต่อตัวเองและหน้าที่การงาน จนกระทั่งมารู้อีกทีฝ่ายหญิงมีครอบครัวและเข้าพิธีหมั้นกับหนุ่มใหญ่ในบ้านเดียวกัน โดยที่พยายามติดต่อยาติฝ่ายครูสาวกลับไม่สามารถติดต่อได้ และรู้ตัวเองว่าถูกหลอกโชคดีไหวตัวทันก่อนสูญเงินที่มีอยู่กว่า 5 แสนบาทในตู้เซฟ

นายนพ เล่าว่า ตนเองรู้จักกับ นางสาวเอ เมื่อปลายปี 2563 ตนเองรู้จักกับน้องแจงทางเฟซบุ๊ก ครั้งแรกที่เจอฝ่ายหญิงเห็นขึ้นสถานะว่าโสด ตนจึงได้ทักแชทไปหาทำนองว่าจีบน้องเขา ก็มีการพูดคุยกันตลอด และตนเองก็โสด มีทะเบียนหย่าแสดงชัด หลังจากที่ได้พูดคุยกันตลอดเวลา ฝ่ายหญิงก็จะมาตลอดว่าตนอยู่ที่ไหนอย่างไร อยู่กับหญิงอื่นหรือไม่ จนขอคบหากันเป็นแฟน จนกระทั่งได้คุยกับทางญาติของฝ่ายหญิง ซึ่งเป็นแม่ มีการเจรจาพูดตกลงกันเรื่องค่าสินสอดทองหมั้น โดยที่ฝ่ายหญิงจะซื้อรถยนต์ปิ๊กอัพ 4 ประตูราคา 550,000 บาท และปลูกเรือนหอในที่ดินของฝ่ายหญิงในจังหวัดพังงา ในราคา 3-5 แสนบาท จากนั้นฝ่ายหญิงจึงได้ขอดูทรัพย์สินของตนเองว่ามีเงินเก็บไว้ในบัญชี หรือ เป็นเงินสด ตนจึงบอกกลับไปว่าเป็นเก็บเป็นเงินสด ตนจึงได้วีดีโอคอล์ เปิดตู้เซฟให้ดูซึ่งมีเงินสดจำนวน 5 แสนบาทเศษ รวมไปถึงทรัพย์สินอื่นๆ อีก หลังจากนั้นก็ได้ตกลงกันและเป็นการผ่อนจ่ายโดยฝ่ายหญิงให้ตนเองจ่ายเป็นค่าผ่อนงวดรถจำนวน 5,000 บาท โดยเริ่มจ่ายงวดแรกสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2563 และจ่ายงวดถัดไปทุกๆสิ้นเดือนจนกว่าจะสร้างเรือนหอเสร็จและให้ตนเองผ่อนชำระงวดรถยนต์จนครบ

 

 

นายนพ กล่าวต่อว่า หลังจากที่ตกลงกันเรียบร้อยฝ่ายหญิงได้ไปออกรถยนต์กระบะ 4 ประตูมา และเดินทางจากจังหวัดพังงามาหาตนที่ราชบุรี เมื่อฝ่ายหญิงเดินทางมาถึง ตนอยากสร้างความเชื่อใจว่าฝ่ายหญิงโสด และไม่มีสามี จึงได้โทรศัพท์พูดคุยยืนยันกับทางฝ่ายแม่ พร้อม น้องสาว และป้า ว่าฝ่ายหญิงยังโสดและคุยเรื่องรายละเอียดสินสอดที่ได้ตกลงกันไว้ ซึ่งตนเองก็ได้รับการยืนยันจากครอบครัวของฝ่ายหญิง ว่าโสดจริงและไม่มีครอบครัว ตนจึงยินยอมที่จะทำตามเงื่อนไข ซึ่งระหว่างนั้นฝ่ายหญิงก็จะเดินทางไปกลับ ราชบุรี-พังงา

เนื่องจากต้องทำงาน และจะเดินทางมาช่วงวันหยุด จนโรงเรียนถูกสั่งหยุด เนื่องจากสถานการณ์โควิด ทำให้ฝ่ายหญิงมาอยู่ที่บ้านกับตนเอง และได้มีการพูดคุย ซื้อเครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่และพัดลม ราคา 13,000 บาท ส่งไปยังบ้านที่พังงา และ ให้ตนเองโอนเงินเพื่อไปเป็นค้าถมที่ดินที่จะสร้างเรือนหออีก 10,000 บาท ซึ่งตนก็ได้จัดการทั้งหมด

 

 

นายนพ กล่าวต่ออีกว่า เมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 4 เดือนตนจึงขอฝ่ายหญิงไปบ้าน เพื่อกราบแม่ยาย และไปดูที่สร้างเรือนหา รวมไปถึงขอฝ่ายหญิงจดทะเบียนสมรส แต่ก็กลับถูกปฏิเสธมาโดยตลอด จนตนเองเริ่มผิดสังเกต จากนั้นฝ่ายหญิงก็กลับบ้านที่จังหวัดพังงา และช่วงเดือนมิถุนายน ฝ่ายหญิงเริ่มขาดการติดต่อ และไม่เดินทางมาหาตนเหมือนแรกๆ จึงได้มีปากเสียงกันอย่างรุนแรง ฝ่ายหญิงมีการถ่ายภาพเอาอาวุธปืนจี้ที่หัวส่งมาให้ตน ตนก็เป็นห่วงคิดว่าตายจริง จึงได้นำรูปดังกล่าวไปโพสต์ผ่านโซเชียลที่หวัดพังงา จนกระทั่งฝ่ายหญิงติดต่อเข้ามาขอให้ลบรูปภาพออก เพราะเป็นการสร้างความเสียหาย เสียชื่อเสียง ตนก็พยายามสอบถามความจริง ฝ่ายหญิงก็ยังคงบ่ายเบี่ยง และมีผู้หวังดีที่รู้จักกับทางฝ่ายหญิงติดต่อเข้ามาและเตือนตนเองว่า ฝ่ายหญิงมีสามีมีครอบครัวแล้ว ทำให้ตนเองรู้ว่ากำลังถูกฝ่ายหญิงหลอกและกลุ่มของครอบครัวฝ่ายหญิงหลอกลวง ทั้งให้ช่วยผ่อนรถยนต์ให้และช่วยปลูกบ้าน ซึ่งยังโชคดีที่ตนยังไหวทันไม่เช่นนั้นต้องเสียเงินสดกว่า 5 แสนบาทไปอย่างแน่นอน

จนกระทั่งมีชายรายหนึ่งได้มาช่วยฝ่ายหญิงโต้เถียงกับตนเองและประกาศตัวเองว่าเป็นสามีของฝ่ายหญิง อยู่กินกันมา 5 ปี มีบุตรด้วยกัน 1 คน พร้อมทั้งส่งข้อความแชทระบุความเป็นเจ้าของ มีการส่งใบทะเบียนสมรสมาให้ตนเองดู ทำให้ตนเองตกใจว่า ก่อนที่จะสานสัมพันธ์กันบอกว่าตนเองโสด และ ทางครอบครัวซึ่งทั้งแม่ น้อง และป้า ก็ช่วยกันยืนยันว่าฝ่ายหญิงโสด แต่มาวันนี้กลับมีชายออกมาระบุว่าเป็นสามี แถมยังส่งข้อความมาเย้ยตนเองว่า “ให้ไปอยู่สุขสบายแล้ว 6 เดือนแล้วกูจะทวงคืนแล้วจะต่อสู้ให้ถึงที่สุดกูจะขึ้นไปหา”

 

 

ทำให้ทุกวันนี้ตนเกิดพาวะเครียดประกอบกับเป็นโรคซึมเศร้า และพยายามที่จะเรียกร้องเงินที่สูญเสียไปคืน ที่เจ็บช้ำใจคือพอตนเองติดต่อทวงเงินเขา กลับถูกต่อว่า "โง่แล้วโง่อีก และที่ช้ำใจมารู้ข่าวว่าทางฝ่ายหญิงได้เข้าพิธีหมั้นกับทางฝ่ายชายเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2563 ที่ผ่านมา เมื่อเห็นภาพแล้วยิ่งช้ำใจเป็นอย่างมาก ที่มาหลอกให้ตนเองหลงรัก และให้ความหวัง เพื่อที่จะเข้าพิธีแต่งงานอยู่ร่วมหอ แถมยังมาเสียทรัพย์อีก วันนี้ตนจึงได้หอบหลักฐานทั้งหมดเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองราชบุรี เพื่อเป็นหลักฐาน และนำเอกสารยื่นฟ้อง นางสาวเอ พร้อมพวกอีก 5 คน ต่อศาลจังหวัดราชบุรี ความคดีอาญา ฐานร่วมกันฉ้อโกง เป็นแก๊งต้มตุ๋นหลอกลวงชาวบ้านเพื่อหากิน

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ