ลับลวงพราง เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว "ธรรมนัส" เคารพ"ลุงป้อม" อยู่ในโอวาท"ลุงตู่" และร่วมเป็นร่วมตายกับ "สี่กุมาร" ** เลขาฯวุฒิสภา ดับกระแสดรามา "เพื่อนช่วยเพื่อน" ยืนยัน "สุชาติ ตระกูลเกษมสุข"ไม่มีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ ป.ป.ช.

Manager Online เผยแพร่ 02 มิ.ย. เวลา 22.00 น. • MGR Online

ข่าวปนคน คนปนข่าว

**ลับลวงพราง เป็นทุกอย่างให้เธอแล้ว "ธรรมนัส" เคารพ"ลุงป้อม" อยู่ในโอวาท"ลุงตู่" และร่วมเป็นร่วมตายกับ "สี่กุมาร"

จากศึกภายในพรรคพลังประชารัฐ หลังการเปลี่ยนแปลงพรรคด้วยการลาออกของกรรมการบริหาร18 คน ที่ว่ากันว่า เพื่อเปิดทางให้"ลุงป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรค พร้อมกับหมากข้ามช็อตเข้าฮอร์สไปถึงการเปลี่ยนแปลงตัวบุคคลในตำแหนงรัฐมนตรีหาก "ลุงตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม จะปรับครม.นั้น

งานนี้ มีปริศนาเกิดเป็นคำถามสงสัยวา ความเคลื่อนไหวของ "ผู้กองธรรมนัส" ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ ผู้ซึ่งวันก่อนเพิ่งจัด ส.ส.ในกลุ่มร่วมกับกลุ่มของ "สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์" หนุน "อุตตม สาวนายน " เป็นหัวหน้าพรรคต่อไป "วัดกำลัง" กับฝ่ายที่ต้องการเปลี่ยนแปลงพรรค แต่แค่วันต่อมากลับปรากฏชื่อ "ธรรมนัส" เป็น1ใน18 กรรมการบริหารพรรค ที่ลาออก คล้ายกลับพลิกขั้วสลับข้างโดยพลัน เล่นเอางงกันไปตามๆ กัน

ระหว่างที่ยังงงๆ ช่วงค่ำของเมื่อวันก่อนก็ปรากฏกระแสข่าวว่า "ธรรมนัส" จะแถลงข่าวเรื่องการลาออกจากกรรมการบริหารพรรคของตัวเอง ฟังว่าสุดท้ายก็ไม่ได้แถลง แว่วว่าได้รับการขอร้องจากผู้ใหญ่ที่"ธรรมนัส"เกรงใจ

ปริศนาของการลาออกและย้ายฝั่งของ"ธรรมนัส" จึงคาดเดากันไปต่างๆ นานา จนเมื่อมีการไล่เรียงชื่อกรรมการบริหารที่ลาออก เช็กว่าใครเป็นใคร ฝ่ายไหนอย่างไร เพื่อจะหาคำตอบ… "ธรรมนัส" คิดยังไงกันแน่!!

เมื่อเช็กจากรายชื่อกรรมการบริหารพรรค 18คน พบว่ายังมีกรมการบริหารพรรค 2 คน "นิพันธ์ ศิริธร" และ "สุพล ฟองงาม" นั้นพยามยามที่จะไม่เข้ามาอยู่ในกลางวงศึกนี้ แต่ท้ายสุดก็มีรายชื่อออกมาจนได้

ว่ากันว่าในส่วนของ"นิพันธ์" นั้นเมื่อโดนผู้มากบารมีจี้ให้เซ็นชื่อก็ขัดไม่ได้ ยอมเซ็น แต่ขอให้ "พล.อ.สุชาติ หนองบัว" คนสนิทของลุงตู่เก็บไว้

เมื่อข้าวสารเป็นข้าวสุก แม้แต่ "นิพันธ์" เองยังงงว่าเอกสารตัวเองไปตกอยู่ในมืออีกฝั่งได้อย่างไร แต่เมื่อเช็กกลับไป จึงได้ข่าวว่า"ธรรมนัส" นั่นเองที่เป็นคนรับปาก "พล.อ.สุชาติ" คนสนิทลุงตู่ว่า ตนจะเอาเอกสารไปดูแลเอง เพื่อไม่ให้ผู้ใหญ่ต้องหมางใจกัน เพราะตนมีภูมิคุ้มกันสูง ถ้าเช่นนั้นการที่เอกสารของ"นิพันธ์"ไปอยู่กับอีกฝั่งนั้นได้ นั่นย่อมหมายถึงว่า"ธรรมนัส" ย่อมถูกบีบจนตัวเองไม่มีทางเลือก

ซึ่งก็น่าเห็นใจเช่นกัน เพราะหลังจากที่ยึดอำนาจพรรคครั้งแรกไม่สำเร็จ กลุ่มส.ส. และรมต wanna be ก็ยุยง "ลุงใหญ่ผู้มากบารมี "ให้เรียกกรรมการบริหารพรรคทุกคนเซ็นใบลาออกที่บ้านเดี่ยวๆเรียงคน แม้"ธรรมนัส" จะมีกำลังในมือเยอะ แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธการเรียกตัวไปเป่ากระหม่อมของผู้มากบารมีได้ ซึ่งต่างจาก"สี่กุมาร" ที่สามารถแข็งข้อได้เพราะเป็นคนของ"สมคิด" อย่างเต็มตัว

คาดว่าคงจะมีการเคลียร์ใจ รับประกันตำแหน่งของ"ธรรมนัส" ที่เคยมีข่าวว่าถูกผู้มากบารมีกระซิบข้างหูให้สละตำแหน่ง จากผลพวงของการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งที่แล้ว

ส่วนกรณีของ"สุพล" แรกเริ่มมีข่าวว่าไม่เอาด้วยกับแนวทางนี้อย่างชัดเจนนั้น แต่เมื่อโดนเรียกตัวไปโดยที่มิอาจปฏิเสธได้ ก็คงเป็นผู้กองที่อาสาพาไปเป็นเพื่อนให้อุ่นใจ … แต่อย่างว่าเมื่อคนมือเปล่าเดินเข้า"ถ้ำเสือ" แล้วจะเหลืออะไร นอกจากจะไม่ได้ลูกเสือแล้วยังโดนเสือจับกืนอีกต่างหาก!!

เรื่องนี้น่าจะทำให้"ธรรมนัส" กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่ก็ยังแสดงสปิริตโชว์พลังนำ ส.ส.ร่วมกับ"สนธิรัตน์" ว่าเขาไม่เห็นด้วยกับการเปลี่ยนหัวหน้าพรรค และเลขาฯพรรคในยามนี้

เมื่อข้าวสารเป็นข้าวสุก "ธรรมนัส" จึงมีความพยายามที่จะแสดงจุดยืนที่ไม่ถูกขืนใจออกมา โดยมีการเตรียมตัวจะแถลงข่าว แต่ก็ถูก"เสธ เก๋" พล.ต.ณัฐวุฒิ ภาสุวณิชยพงษ์" คนสนิทลุงตู่ ส่งสารมาว่าขอร้องให้อยู่เฉยๆ เพราะ"ลุงตู่" ไม่ต้องการให้เรื่องในพรรคบานปลายไปกว่านี้ ไหนๆเหตุการณ์ก็มาไกลถึงขั้นนี้แล้ว

มองในมุม"ลุงตู่" ถ้า"ธรรมนัส" แถลงสวน สิ่งที่ตามมาคือพรรคพลังชารัฐ ที่กลายเป็นพลังประชาเละ ไปแล้วจะยิ่งกลายสภาพเป็นเละยิ่งกว่าโจ๊ก และจะทำให้"สองลุง" มองหน้ากันไม่ติด เพราะในอดีตขอกันมากกว่านี้ ก็ยังได้สำหรับพี่น้องกัน

ดังนั้น พี่อยากได้ก็เอาไป แต่น้องไม่ขอปรับครม.

ขอให้เรื่องจบแค่นี้ จึงเป็นใจความเดียวกับที่ผู้กองออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เซ็นเพราะจะได้ยุติปัญหาภายในพรรค และขอให้ทุกคนตั้งใจทำงานสู้วิกฤตกันต่อ โทนเดียวกับที่"ลุงตู่" ย้ำในการให้สัมภาษณ์เป๊ะ

สรุปว่าเป็นทั้งเด็กที่เคารพ"ลุงป้อม" เชื่อฟัง"ลุงตู่" และทำเต็มที่ให้กับสหายร่วมรบอย่าง"ทีมสี่กุมาร"

แต่จะถูกใจไม่ถูกใจใครขนาดไหน หรือใครจะคิดอย่างไร อันนี้นานาจิตตัง … เอวังก็ด้วยประการฉะนี้ !!

** เลขาฯวุฒิสภา ดับกระแสดรามา "เพื่อนช่วยเพื่อน" ยืนยัน "สุชาติ ตระกูลเกษมสุข" แม้จะเคยเป็นสนช. แต่ไม่ถือเป็นตำแหน่งส.ส.หรือ ส.ว. จึงไม่มีลักษณะต้องห้ามในการเป็นกรรมการ ป.ป.ช.

ทำท่าว่าจะมีดรามาขึ้นมาอีกเรื่อง กรณีที่ประชุมวุฒิสภา มีมติเห็นชอบให้ "นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา" อัยการอาวุโส สำนักงานอัยการสูงสุด และ "นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข" อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ชำนัญพิเศษ เป็นกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

ในรายของ "ณัฐจักร" นั้นไม่มีปัญหา แต่ "สุชาติ" ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า "มีลักษณะต้องห้าม" เนื่องจากเคยได้รับการแต่งตั้งจากคสช. ให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มาก่อน และเพิ่งพ้นจากตำแหน่ง สนช. เมื่อเดือนพ.ค.62 ที่ผ่านมา คือเพิ่งพ้นตำแหน่งสนช.มาเพียง 1 ปี อันเป็นการขัดต่อลักษณะต้องห้ามที่กฎหมายบัญญัติว่า ต้องพ้นระยะ10 ปีไปก่อน

มีการยก "พ.ร.ป.ว่าด้วยป.ป.ช." มาตรา 11(18) ที่บัญญัติว่า กรรมการ ป.ป.ช. ต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังนี้ "เป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการการเมือง หรือสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่นในระยะสิบปีก่อนเข้ารับการสรรหา"

เพราะเห็นว่าตำแหน่งสนช.นั้น คือผู้ที่ทำหน้าที่เป็นทั้งส.ส. และ ส.ว.ในคราวเดียวกัน

อีกทั้ง คณะกรรมการป.ป.ช. เคยมีความเห็นว่า สนช. ถือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา 6 แห่งรธน.ฉบับชั่วคราว 2557 ที่บัญญัติให้ สนช. ทำหน้าที่ "สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา" จึงต้องยื่นแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ต่อป.ป.ช

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 263 บัญญัติว่า "ในระหว่างที่ยังไม่มีสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ตามรธน.นี้ ให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ตั้งขึ้นตามรธน.(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ยังคงทำหน้าที่รัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภาต่อไป และให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รธน.นี้ ทำหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา ตามลำดับตามบทบัญญัติแห่งรธน.นี้ และให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สิ้นสุดลง ในวันก่อนวันเรียกประชุมรัฐสภาครั้งแรก ภายหลังการเลือกตั้งทั่วไปที่จัดขึ้นตามรธน.นี้ "

จึงเห็นว่า ประธานวุฒิสภา ควรระงับหรือชะลอการทูลเกล้าฯ รายชื่อ "สุชาติ" ไว้ก่อนจนกว่าจะได้ข้อยุติในประเด็นดังกล่าว

เรื่องนี้ "ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก" ที่ปรึกษาคณะกรรมการร่างรธน.ปี 60 ได้ออกมาแสดงความเห็นว่า รธน. มาตรา 263 ให้อำนาจ สนช. ทำหน้าที่เป็น ส.ส.และ ส.ว. หากตีความว่า เป็น ส.ส.และ ส.ว.ด้วย ก็จะเข้าลักษณะต้องห้าม…แต่ถ้าตีความว่า สนช.ทำหน้าที่แทนส.ส.และ ส.ว.เฉยๆ ก็ไม่ถือว่าเข้าลักษณะต้องห้าม

แต่ในความเห็นของตัวเองนั้น คิดว่า สนช.ทำหน้าที่เหมือน ส.ส.และส.ว. มีสวัสดิการเงินเดือนเทียบเท่าทุกอย่าง และอีกด้านหนึ่งก็เป็นข้าราชการการเมืองอีกด้วย จึงถือว่าผู้ที่เคยเป็น สนช. ยังไม่พ้นระยะเวลา 10 ปี ไม่สามารถเป็นกรรมการในองค์กรอิสระได้

"ดร.เจษฎ์" ยังตั้งข้อสังเกตว่า รธน.60 เปิดโอกาสให้คนเป็นสนช. สามารถเป็นส.ว.ได้ และสุดท้ายก็มีสนช. ได้เป็นส.ว.จำนวนมาก และต่อมามีอดีต สนช. มาลงสมัครองค์กรอิสระ และสุดท้ายมีมติได้รับเลือก ก็เหมือนกับ"เพื่อนช่วยเพื่อน" ถือว่าขัดกันแห่งผลประโยชน์ แม้สุดท้ายอาจไม่ผิด รธน. แต่เป็นเรื่องน่าคิดว่าเหมาะสมหรือไม่…

แต่ก่อนที่กระแสดรามาจะเลยเถิดไป "นายนัฑ ผาสุข" เลขาธิการสำนักงานวุฒิสภา ที่เป็นอดีตเลขานุการ ป.ป.ช. ก็ออกมาชี้แจงว่า คณะกรรมการสรรหาป.ป.ช. ที่มีประธานศาลฎีกา เป็นประธาน ได้มีมติชัดเจนว่า สนช. "ไม่ใช่ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในลักษณะ ส.ส.หรือ ส.ว." เพราะรธน.เพียงกำหนดให้ สนช.ในขณะนั้น ทำหน้าที่เป็น ส.ส. และส.ว.เท่านั้น “เป็นเพียงตำแหน่งเฉพาะกิจ” แต่ไม่ถือเป็นตำแหน่ง ส.ส.หรือส.ว. อีกทั้งตามพ.ร.บ.กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา ก็ระบุชัดเจนว่า สนช.ไม่อยู่ในข่ายที่จะเข้ามาอยู่ในกองทุนดังกล่าวได้

ดังนั้นคุณสมบัติของ "นายสุชาติ ตระกูลเกษมสุข" จึงไม่เข้าลักษณะต้องห้าม ตามที่มีการยกมาเป็นประเด็นกัน

ในแง่มุมของกฎหมาย เรื่องนี้จะต้องไปจบที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ … โปรดติดตาม

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ