ราคาทองพุ่ง 1,800 เหรียญ ปัจจัยบวกหนุนราคาไปต่อ ลุ้นทำสถิติสูงสุดตลอดกาลรอบใหม่

Wealthy Thai อัพเดต 17 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 17 นาทีที่แล้ว • wealthythai
ราคาทองพุ่ง 1,800 เหรียญ ปัจจัยบวกหนุนราคาไปต่อ ลุ้นทำสถิติสูงสุดตลอดกาลรอบใหม่
ปีนี้หากย้อนดูสถิติจะพบว่าราคาทองคำในตลาดโลกปรับขึ้นทำสถิติสูงสุด(New High) ทุกเดือน ซึ่งเข้าสู่เดือน ก.ค. ราคาทองคำไต่ระดับขึ้นมาเหนือ 1,800 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ และทำนิวไฮอีกครั้งที่ 1,818 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์

ปีนี้หากย้อนดูสถิติจะพบว่าราคาทองคำในตลาดโลกปรับขึ้นทำสถิติสูงสุด (New High) ทุกเดือน ซึ่งเข้าสู่เดือน ก.ค. ราคาทองคำไต่ระดับขึ้นมาเหนือ 1,800 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์  และทำนิวไฮอีกครั้งที่ 1,818 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ โดยปัจจัยหนุนราคาทองคำ คือการแพร่ระบาดของ COVID-19 ทั่วโลกที่ยังไม่จบลงและมีระบาดในสหรัฐที่มีจำนวนผู้ติดเชื้อสูงต่อเนื่อง รวมทั้งความกังวลวิกฤติเศรษฐกิจที่อาจจะรุนแรงกว่าคาด แม้แต่ละประเทศจะมีการอัดฉีดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามามหาศาล ฟากธนาคารกลางได้ลดดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ในระดับต่ำ เป็นแรงกระตุ้นให้มีการซื้อทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น
ในช่วงที่เหลือของปีนี้ หากราคาทองคำยังขยับขึ้นไปต่ออีก 100 กว่าเหรียญสหรัฐจากปัจจุบัน จะเห็นราคาทองคำกลับไปทำสถิติสูงสุดตลอดกาล(All New High) อีกครั้ง โดยราคาทองคำเคยสูงสุดที่ 1,930 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ช่วงปลายปี 2554 โดยตั้งแต่ต้นปีตั้งแต่ต้นปีราคาทองคำปรับขึ้นมาแล้วกว่า 250 เหรียญสหรัฐ
ปัจจุบันผลตอบแทนการลงทุนในทองคำถือว่ามีความโดดเด่น หากเทียบกับสินทรัพย์ๆ โดยตั้งแต่ต้นปีราคาเพิ่มขึ้นถึง 18.63 % ขณะที่ช่วง 1  เดือนที่ผ่านมา ราคาเพิ่มขึ้น 4.61% ส่วน 3 เดือนที่ผ่านมา ราคาเพิ่มขึ้น 11.37 %  หากถือยาว 1 ปี ราคาเพิ่มขึ้น 28.42% ส่วนราคาช่วง 3 ปี และ 5 ปี เพิ่มขึ้น 48.56% และ 54.84% ตามลำดับ ด้านหุ้นไทย พบว่า ผลตอบแทนของดัชนี ตั้งแต่ต้นปี -13.08% ส่วนระยะ 1  เดือนผลตอบแทนของดัชนี -4.35%  แต่พบว่าช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ผลตอบแทนของดัชนี +13.03% หากลงทุนช่วง 1 ปี 3 ปี และ 5 ปี ผลตอบแทนของดัชนียังติดลบ โดยอยู่ที่ -20.68% , -12.50% และ -7.45% ตามลำดับ

 

 

ลุ้นทองคำทำสถิติสูงสุดตลอดกาลรอบใหม่

มุมมองจากผู้ค้าทองคำรายใหญ่ นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการฝ่ายบริหารกลุ่มบริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก ระบุว่า ราคาทองคำปรับขึ้นมาต่อเนื่องตั้งแต่ต้นปีราว 17-18% ผลจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก โดยเฉพาะเศรษฐกิจสหรัฐซึ่งเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ทำให้ธนาคารกลางสหรัฐต้องลดดอกเบี้ยนโยบายลงเป็น 0% และยังมีการอัดเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาในระบบแบบไม่จำกัด ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ก่อนหน้านี้มีปัจจัยจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีน เหล่านี้หนุนราคาทองคำให้ปรับขึ้นต่อเนื่อง
นายแพทย์กฤชรัตน์ กล่าวว่า ขณะนี้เกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจทั่วโลกจะถดถอยและอาจจะแย่กว่าคาด อย่างไรก็ดี แม้ว่าแต่ละประเทศจะเริ่มมีการเปิดเมืองเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ แต่การเดินทางระหว่างประเทศยังมีข้อจำกัด และกังวลว่าสถานการณ์การระบาดจะกลับมารุนแรงอีกรอบ ส่วนเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาทำให้สภาพคล่องล้นระบบ เงินเหล่านี้ส่วนหนึ่งไหลไปอยู่ในตลาดหุ้นวอลสตรีท ทำให้หุ้นกลับมาเกือบทำนิวไฮ แต่ก็ปรับตัวลงเพราะพื้นฐานเศรษฐกิจไม่ดี เช่นเดียวกับหุ้นไทยที่เด้งขึ้นมา ทั้งนี้ เม็ดเงินเหล่านี้ก็เข้ามาอยู่ในตลาดทองคำด้วยถือเป็นแรงหนุนทองคำอีกส่วนหนึ่ง โดย ทองคำ ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย ( Safe Haven) เป็นหลุมหลบภัยในภาวะเศรษฐกิจที่แย่ในปัจจุบัน และอาจจะแย่กว่านี้ในอนาคตเพราะคนอาจจะตกงานจำนวนมากจากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น หากเปรียบเทียบว่า ราคาทองคำที่ขึ้นไปทำสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ 1,930 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ช่วงต้นเดือ พ.ย. 2554 (ช่วงหลังวิกฤติซับไพร์ม หรือวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์) ผ่านมาเกือบ 9 ปี แต่เรายังไม่ล้มสถิติเดิมได้ ดังนั้นจึงตั้งเป้าหมายที่ 1,930 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ เป็นราคาเป้าหมายใหม่ของปีนี้
“ถ้าวิกฤติเศรษฐกิจรอบนี้แย่กว่า หรืออย่างดีอาจจะแย่เท่ากันกับวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ ราคาทองคำน่าจะขึ้นไประดับเดิมได้ซึ่งจากระดับปัจจุบันอีกราว 130 เหรียญ หรือปรับขึ้นอีก 7% มีโอกาสได้เห็นในปีนี้ คงไม่เร็วแต่ไม่ช้า เพราะตอนนี้ราคาทองคำปรับขึ้นมาแล้ว 17-18%” นายแพทย์กฤชรัตน์ กล่าว

 

 

SCBS มอง 3 ปัจจัยหนุนราคาทอง

อีกมุมมองจาก นายจิติพล พฤกาเมธานันท์ ผู้อำนวยการอาวุโส บริษัทหลักทรัพย์ ไทยพาณิชย์ จำกัด  หรือ SCBS กล่าวว่า เป้าหมายราคาทองคำปีนี้คาดอยู่ที่ 1,888 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ซึ่งหลังจากที่ราคาทองขึ้นมายืนเหลือระดับ 1,800 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ได้แล้วน่าจะไปได้ต่อ

 

(จิติพล พฤกาเมธานันท์)

 

สำหรับปัจจัยที่จะมีผลต่อราคาทองคำในช่วงครึ่งหลังของปี เรื่องแรก ได้แก่ สถานการณ์ COVID-19 ว่าดีขึ้นหรือไม่ หากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นจะหนุนต่อราคาทอง แต่หากสถานการณ์ดีขึ้นและกลับมาเปิดปกติจะกดดันราคาทอง แต่หนุนหุ้น
เรื่องที่สอง สภาพคล่องในระบบที่ล้นตลาด เป็นบวกต่อราคาทอง เพราะมีเงินเข้ามาซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยด้วยส่วนหนึ่ง
และเรื่องที่สาม ทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่นักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนสถาบัน เข้าลงทุนหรือไม่ หากสถานการณ์ตลาดหุ้นและตราสารหนี้ไม่ดี จะเป็นบวกกับทอง ถ้ากลุ่มนักลงทุนรายใหญ่และนักลงทุนสถาบัน มีการซื้อทองมากขึ้น จะหนุนให้มีแรงซื้อทองตามมา

 

 

มอง หุ้น โอกาสกำไรมากกว่า ทอง

นายจิติพล กล่าวอีกว่า ส่วนการลงทุนทองคำ ราคาทองคำที่ระดับปัจจุบันอาจจะมีอัพไซต์ไม่เยอะ แต่สามารถถือเพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือถือไว้เพื่อเก็งกำไรได้ เมื่อเทียบกับการถือเงินสด เพราะดาวน์ไซต์ไม่เยอะ โอกาสขาดทุนไม่มาก อย่างไรก็ดีถ้าเลือกได้ซื้อหุ้นดีกว่า โดยเน้นหุ้นในตลาดเอเชีย เพราะราคาไม่แพง โดยถ้าถือหุ้น 1 ปี เป็นไปได้ มีโอกาสกำไรมากกว่าการถือทอง

 

 

 

ทองบาทละ 27,000 กำลังจะกลับมา

นายจิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ระบุว่า ราคาทองคำโลกปีนี้น่าจะขึ้นไปแตะระดับสูงกว่า 1,800 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ด้านราคาทองคำในประเทศ คาดว่าสามารถทำลายสถิติสูงสุดตลอดกาลเดิมที่ 27,100 บาทต่อบาททองคำ ที่ทำไว้ช่วงปี 2554 หรือเมื่อ 8-9 ปีก่อนได้  เนื่องจากความกังวลสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐ ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยทั่วโลก กดดันราคาสินทรัพย์อื่นปรับตัวลดลง ขณะที่ ทองคำ เป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงปลอดภัย มีแรงซื้อเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยช่วง 2 เดือนก่อนหน้านี้ ทองคำขึ้นไปที่ระดับ 26,600 บาทต่อบาททองคำ ก่อนจะย่อตัวลงในช่วงที่ผ่านมาและขณะนี้ขึ้นมาที่ขายออกที่บาทละ 26,650 บาทแล้ว อย่างไรก็ตาม การลงทุนทองคำต้องระมัดระวังเนื่องจากราคาปรับขึ้นมาค่อนข้างมากหากเทียบตั้งแต่ต้นปี อาจจะรอจังหวะที่ราคาย่อตัวลงค่อนทยอยซื้อสะสม

 

 

ราคาทองคำปีหน้า 2,000 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ 

ทั้งนี้ มุมมองจากนักวิเคราะห์ต่างประเทศ โดย London Capital Group มองว่า ราคาทองคำจะยังคงปรับตัวสูงขึ้นสู่ระดับ 1,850 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ก่อนที่นักลงทุนจะเริ่มคิดเกี่ยวกับการขายทำกำไรอย่างมีนัยสำคัญ แนะถือทองอย่างน้อย 10% หรือ อาจถือได้มากถึง 15% ของพอร์ตภายใต้สภาพแวดล้อมในปัจจุบัน 

 

ด้าน Wells Fargo คาดทองจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2,200 - 2,300 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ภายในสิ้นปีหน้า อย่างไรก็ดี ราคาทองคำอาจจะไม่ขึ้นเป็นเส้นตรง และอาจมีการพักตัวในระยะสั้น ซึ่งการทะลุไปยืนเหนือระดับ 1,900 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ จะไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทองคำ 

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ