รัฐรับลูกเอกชนเร่งช่วยSME หารือขยายเวลาชำระหนี้2ปี

ทันหุ้น อัพเดต 03 ก.ค. เวลา 02.30 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. เวลา 02.30 น.

ทันหุ้น – สู้โควิด – “สมคิด” รับลูกภาคเอกชน สั่งคลังร่วมหารือแบงก์ชาติ ปรับเกณฑ์การปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำ ให้ เอสเอ็มอี เข้าถึงง่ายขึ้น ด้าน “อุตตม” ชี้ยืดหนี้เป็นอำนาจแบงก์ชาติ ย้ำโควิด-19 อยู่นานต้องให้ความช่วยเหลือทุกกลุ่ม ขมวดปมทุกคำขอได้ข้อสรุปภายในกรกฏาคมนี้

ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์องนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) นำโดยสมาคมธนาคารไทยเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับหลักเกณฑ์การปล่อยสินเชื่อตามมาตรการสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ของ ธปท. เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME เข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีขนาดเกิน 500 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอให้สถาบันการเงินขยายเวลามาตรการพักชำระหนี้จากเดิมที่มีระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งจะสิ้นสุดสิ้นเดือนตุลาคม 2563 นี้ออกไปเป็น 2 ปี โดยได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปพิจารณาร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นได้กำหนดให้มีความชัดเจนในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมนี้

พร้อมกันนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เร่งสรุปแนวทางจัดตั้งกองทุน สสว. เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี (SME) รวมถึงกลุ่มไมโครเอสเอ็มอีที่ไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้เรียบร้อย เพื่อให้สามารถนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในวันที่ 8 กรกฏาคมนี้

"ได้ให้การบ้านกับรมว.คลัง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)และสมาคมธนาคารไทยไปหาช่องทางหรือเซ็ทกลไกให้ผู้ประกอบการกลุ่มต่างๆเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น ไปแล้ว หวังว่าไม่เกินกลางเดือนนี้จะทยอยออกมา และเชื่อว่าหลายๆอย่างจะดีขึ้น"

หาช่องบสย.ค้ำกู้เงิน

ด้าน ดร.อุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ได้เร่งรัดให้บรรษัทค้ำประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ดำเนินโครงการค้ำประกันเงินกู้แก่ผู้ประกอบการ SME หรือ PGS9 ภายใน 2 สัปดาห์ สำหรับการขอยืดระยะเวลาดำเนินมาตรการพักชำระหนี้ นั้นอยู่ในดุลยพินิจของธนาคารแห่งประเทศไทย

“การพิจารณายืดระยะเวลาพักชำระหนี้ออกไปนั้น ตอนนี้ ยังบอกไม่ได้ว่า จะยืดออกไประยะเวลาเท่าไหร่ ขอให้ธปท.ไปพิจารณาก่อน แต่ถ้าจะทำก็จะช่วยทุกกลุ่มเพราะโควิด-19 ยังไม่หยุดนิ่ง”

อย่างไรก็ตาม เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2563 ธปท.ได้ออกมาตรการช่วยเหลือระยะที่ 2เน้นให้สถาบันการเงินกำหนดแนวทางให้ความช่วยเหลือลูกหนี้แต่ละกลุ่ม ให้เหมาะกับกระแสรายได้ที่เปลี่ยนไปมากที่สุด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการขยายระยะเวลาชำระหนี้ ทำให้ลูกหนี้มีภาระหนี้ต่อเดือนลดลง หรือหากเป็นการเลื่อนชำระหนี้ ก็จะมีการติดต่อลูกหนี้ในระหว่างที่เลื่อนชำระหนี้เพื่อเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ให้เหมาะสมกับความสามารถของลูกหนี้ต่อไป

นอกจากนี้ เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน และให้สอดคล้องกับอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลง ธปท. ยังได้ปรับลดเพดานดอกเบี้ยบัตรเครดิต จาก 18% เหลือ 16% สินเชื่อส่วนบุคคล จาก 28% เหลือ 25% และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ จาก 28% เหลือ 24% โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2563 เป็นต้นไป