ยักษ์อสังหาฯฮ่องกงฉีกตลาด  เจาะกำลังซื้อไทยวัยหนุ่ม-สาว 

ฐานเศรษฐกิจ เผยแพร่ 22 ต.ค. 2562 เวลา 23.40 น.

“ไฮไชน์ กรุ๊ป” ทุนฮ่องกง บุกอสังหาฯ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่หวั่นฟองสบู่-กฎเข้มสินเชื่อดัน 4 โครงการ กว่า 2.2 หมื่นล้านบาท เจาะเรียลดีมานด์คนไทย ระบุตลาดสกัดกลุ่มเก็งกำไรออก ถือเป็นจังหวะดีร่วมแข่งขัน

นายเฉิน ซู่เฟิง ประธานกรรมการประจำภูมิภาค บริษัท ไฮไชน์ ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด ภายใต้บริษัทแม่ กลุ่ม ไฮไชน์ ผู้ลงทุนและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั้งเพื่ออยู่อาศัยและการค้า ประเทศฮ่องกง ระบุหลังจากเดินหน้าเข้ามาขยายการลงทุนในไทยตั้งแต่ปี 2560 เป็นประเทศลำดับที่ 4 ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต่อจาก จีน ฮ่องกง และมาเลเซีย ว่าปัจจุบันบริษัทมีการลงทุนและพัฒนาด้านอสังหาฯ ในกรุงเทพฯ รวมมูลค่าแล้วกว่า 2.25 หมื่นล้านบาท ทั้งหมด 4 โครงการ ประกอบด้วย โครงการรีเกิล สาทร-นราธิวาส, รีเกิล บางนา, รีเกิล ศรีนครินทร์ 40 และ รีเกิล สุขุมวิท 76 ระดับราคาตั้งแต่ 7 หมื่น-1.3 แสนบาทต่อตารางเมตร เนื่องจากมองเห็นโอกาสของตลาดประเทศไทย ด้วยจำนวนประชากรจำนวนมาก เปรียบบรรยากาศคล้ายกับตลาดอสังหาฯ ของประเทศจีนเมื่อ 10 ปีก่อน ซึ่งกำลังพัฒนา และประชากรจากเมืองโดยรอบ เขตปริมณฑล มีแนวโน้มย้ายถิ่นฐานเข้ามาทำงานใน กทม. มากขึ้น

                    แอริสสิง                         เฉิน ซู่เฟิง

ขณะที่วัยหนุ่ม-สาว ต่างมีความต้องการด้านที่อยู่อาศัยอย่างคึกคัก ท่ามกลางภาพรวมเศรษฐกิจอยู่ในช่วงขาขึ้น รายได้เฉลี่ยของคนเมืองไม่ได้ลดลง จึงเป็นจังหวะในการเข้ามาแข่งขันทำการตลาดอย่างเป็นทางการ โดยให้จะความสำคัญกับคุณภาพของโปรดักต์ ทั้งด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาโครงการที่เหมาะสมกับความเป็นอยู่ของคนไทยเป็นหลัก เนื่องจากพบเป็นความต้องการอยู่อาศัยอย่างแท้จริง(เรียลดีมานด์) ในกลุ่มราคาตํ่ากว่า 3 ล้านบาท ซึ่งนับเป็นสัดส่วนถึง 70% เป็นตลาดที่กว้างมาก และไม่ใช่ความต้องการเก็งกำไร ทั้งนี้ไม่ปิดโอกาสให้กลุ่มลูกค้าต่างชาติ เช่น จีน  ฮ่องกง  ที่มักเข้ามาซื้อลงทุนปล่อยเช่าระยะยาว หรือแม้แต่กลุ่มคนวัยเกษียณที่ซื้อเพื่อต้องการอยู่อาศัยในระยะยาว ขณะที่ตั้งเป้าหมายการขายสำหรับปี 2562 อยู่ที่ 3 พันล้านบาท และบริษัทหวังว่าจะเพิ่มขึ้น 50% ในปี 2563 ที่ 4.5 พันล้านบาท พร้อมมีแผนพัฒนาโครงการบ้านจัดสรรบนพื้นที่กว่า 100 ไร่ ทางฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ในช่วงปี 2563 ด้วย

 

“เราเน้นพัฒนาโครงการในพื้นที่เศรษฐกิจใกล้ระบบขนส่ง MRT, BTS ส่วนการออกแบบและราคา ต้องตอบโจทย์ในการซื้อของคนไทย ไปลงทุนประเทศใดก็จะเน้นตลาดท้องถิ่นเป็นหลักมากกว่าขายให้ต่างชาติ”

ด้าน นายแอริส สิง ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด บริษัทไฮไชน์ ดีเวลลอปเม้นท์ กรุ๊ป จำกัด ระบุว่า แม้ขณะนี้มีข่าวว่าตลาดที่อยู่อาศัยของไทยค่อนข้างนิ่ง หรือทรงตัว จากกฎระเบียบการขอสินเชื่อที่เข้มงวด(LTV) และจำนวนซัพพลายจำนวนมาก อาจเกิดภาวะฟองสบู่แตกได้ แต่บริษัทไม่กังวล เพราะเชื่อว่าตลาดยังไปต่อได้ โดยเฉพาะช่วง 2 ปีข้างหน้า น่าจะมีความคึกคักสูง ด้วยกำลังซื้อที่เพิ่มสูงขึ้น และเชื่อว่าสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน ไม่ได้เป็นปัญหาต่อการลงทุนแต่อย่างใด เพียงเป็นการปรับตัวเพื่อมองหารูปแบบการพัฒนาโครงการที่เหมาะสม ยั่งยืนและดีขึ้นเท่านั้น

 

“มาตรการ LTV คือ สัญญาณความเป็นห่วงภาวะฟองสบู่จากรัฐบาลไทยเท่านั้น แม้จำนวนซัพพลายมีมาก แต่เชื่อว่า ดีมานด์ก็จะมากขึ้น ปรับสมดุลเท่ากันในเวลาอีกไม่นาน ขณะที่ราคาที่ดินยังไม่ได้แพงเต็มเพดาน ไม่นานซัพพลายส่วนเกินคงหมด และหลังจากนั้นที่ดินจะแพงขึ้น ราคาขายก็สูงขึ้น เป็นผลดีของตลาด”

ทั้งนี้ กลุ่มบริษัท ไฮไชน์ฯ มียอดขายต่อปีมูลค่า 3 แสนล้านบาท ปัจจุบันมีโครงการอสังหาฯ ในจีน และ ฮ่องกง รวม 137 โครงการ ใน 25 จังหวัด โดยมีแผนเตรียมเข้าไปขยายการลงทุนในประเทศเวียดนามและเมียนมาต่อจากไทยอีกด้วย

หน้า 25-26 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 39 ฉบับที่ 3,515 วันที่ 20-23 ตุลาคม 2562

                     

ดูข่าวต้นฉบับ