มีมคืออะไร อธิบายเรื่องเล่นให้เป็นเรื่องจริงจัง!

Mango Zero เผยแพร่ 18 ต.ค. 2562 เวลา 11.20 น. • Mango Zero
มีมคืออะไร อธิบายเรื่องเล่นให้เป็นเรื่องจริงจัง!

เราอาจจะคุ้นเคยว่ามีมคือรูปตลกๆ ไว้โพสต์ใส่เพื่อนเพื่อแทนความรู้สึกเราในเวลานั้นๆ(ที่ออกจะโอเวอร์ไม่หน่อย) และปัจจุบันในโซเชียลมีเดีย ภาพมีมก็มีให้เห็นว่อนในอินเตอร์เน็ตจนเป็นเรื่องปกติของชาวเนติเซ็นไปแล้ว แต่มีมมีความลึกซึ้งมากกว่านั้น ภาพตลกๆ ที่เราแปะให้เพื่อนแท้จริงแล้วมีข้อมูลเชิงลึกมากมายที่ซ่อนไว้อยู่!? มีหมวดหมู่ยิบย่อย แถมยังส่งผลต่อสังคมในวงกว้างอีกด้วย จะเป็นยังไง เราไปดูกันนน

มีมแปลว่าอะไรกันแน่??

ในปีคศ. 1976 คำว่า“มีม” หรือ“meme” (ไม่ได้อ่านว่าเมเม่หรือมีมี่) ได้ถูกบัญญัติขึ้นโดยRichard Dawkins ในหนังสือ“The Selfish Gene“ ซึ่งตัวDawkins เองให้ความหมายของมีมว่า การแพร่กระจายของไอเดีย หรือข้อมูลทางวัฒนธรรมที่ถูกส่งต่อกันไปเป็นทอดๆ โดยไม่ใช่การส่งผ่านทางพันธุกรรมด้วยการเลียนแบบ(โดยรากศัพท์ของคำว่าmeme มาจากศัพท์กรีกmimema ที่แปลว่าการลอกเลียน) ซึ่งมีมก็สามารถถูกนำไปพัฒนา ต่อยอด หรือแม้กระทั่งผ่านการคัดเลือดทางธรรมชาติได้อีกด้วย!

อย่างไรก็ตาม คำและความหมายของคำก็ย่อมเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ปัจจุบันคำว่ามีมอาจไม่เหมือนกับมีมที่Richard Dawkins ได้เขียนไว้ตั้งแต่เริ่ม แต่การใช้งานของมีมก็ยังมีความคล้ายคลึงจากความหมายเดิมอยู่

 

ทำไมถึงมีม?

(นั่นสิ สงสัยเหมือนกัน) ส่วนมากแล้วมีมเกิดขึ้นได้เพราะความตลกเป็นอันดับแรก ไม่ว่าจะเป็นภาพ คลิปวิดีโอ หรือเสียง และสิ่งที่ทำให้เป็นมีมได้คือการนำไปใช้ซ้ำ(แต่ถ้าใช้ซ้ำมากเกินไปก็จะเกิดภาวะ“มีมตาย” ที่แปลว่าเมื่อมีมถูกใช้เป็นวงกว้างจนเริ่มไม่ตลกแล้ว) ถ้าหากต้นแบบนั้นสามารถนำไปต่อยอดได้ในหลายๆ ทางก็ยิ่งส่งเสริมการใช้ซ้ำและมีการพัฒนาอยู่เรื่อยๆ ยืดชีวิตมีมไปได้อีกนิด

สิ่งหนึ่งที่ไม่พ้นจากความตลกก็คือการเข้าถึงได้ ถ้าข้อมูลในคอนเทนต์นั้นๆ มีความคล้ายคลึงกับชีวิตคนหมู่มาก ก็ส่งผลให้คนเข้าใจมุกได้เยอะ กระจายต่อได้อีกมาก แต่อย่างไรก็ตาม บางครั้งมีมมันจะเกิดมันก็เกิด บางอย่างที่ไม่นึกว่าจะตลกก็ตลกได้แบบงงๆ ซึ่งนั่นเป็นธรรมชาติของมีมที่มีเสน่ห์เฉพาะของมัน

 

1337speak และDancing Baby จุดเริ่มต้นของมีม

ถ้าให้นับไปถึงจุดเริ่มต้นของมีม บ้างก็ว่าการใช้มีมในรูปแบบที่เป็นที่รู้จักในปัจจุบันนั้นเริ่มมาจากยุคบุกเบิกของคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต เนื่องจากสมัยนั้นยังไม่สามารถอัพโหลดภาพลงอินเตอร์เน็ตได้Leetspeak หรือ1337speak เป็นภาษาที่เกิดขึ้นจากการแทนตัวอักษรอังกฤษเป็นตัวเลขที่คล้ายคลึงกัน ยกตัวอย่างเช่นMangozero เป็นm4n60z3r0 (โห สุดจัด)

จนกระทั่งในปี1996 ที่กราฟฟิคดีไซเนอร์Michael Girald ได้สร้างซอฟต์แวร์ที่สามารถโปรแกรมการเคลื่อนไหวคล้ายกับการRigging และแสดงผลลัพธ์ผ่านคอมพิวเตอร์ได้ ซึ่งโมเดลแรกที่เขาสร้างนั้นคือเด็กทารกเต้นจากท่าในCha-Cha-Cha เมื่อเขาได้ส่งโมเดลต้นแบบให้กับบริษัทLucasArts ซึ่งภายหลังถูกแปลงไปเป็นGIF ไฟล์ภาพGIF ของเด็กทารกเต้นตามจังหวะชะชะช่าก็ถูกส่งกระจายไปเป็นวงกว้างตามเว็บไซต์และอีเมลต่างๆ จนกลายเป็นสิ่งที่เราเรียกว่ามีมจนถึงปัจจุบันนี้

 

Meme Culture ในไทย

หากตัดมีมต่างๆ ที่ถูกประยุกต์มาจากมีมต่างประเทศแล้วมาโฟกัสกับในไทย เราอาจจะคุ้นเคยกับชัชชาติ รมต.ที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี กับมุกประมาณ“ชัชชาติไม่ได้อายุมากขึ้น เขาเลเวลอัพ” กับท่าเดินออกจากวัดสุดแกร่ง(ซึ่งมุกเหล่านี้ถูกปรับใช้มาจากChuck Norris Facts หนึ่งในมีมสัญชาติอเมริกันที่โด่งดังมากในช่วงปีคศ. 2003-2006)

หรือมีมที่เพิ่งบูมไปอย่างอภินิหารหลวงปู่เค็ม“ก้าวแรกไม่เป็นไร ก้าวต่อไปไฟไหม้สบง” แม้กระทั่ง“ใครอยากเป็นเศรษฐี ฉันน่ะสิ ฉันน่ะสิ” ถึงสองอย่างหลังจะเป็นมุกตลกที่ถูกคิดขึ้นไว้มานานแล้ว แต่ก็ยังถูกนำไปใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ถือว่าเป็นมีมที่ผ่านการคัดเลือกทางธรรมชาติมาได้อย่างสมบูรณ์

อีกตัวอย่างของมีมคือคลิปวิดีโอหรือภาพจากมังงะโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ ภาพไอดอลเกาหลีที่ถูกแคปมาจากคลิปวิดีโอในเวลาที่เหมาะเหม็งพอดิบพอดี หรือน้องGavin Thomas เด็กน้อยยิ้มแห้งขวัญในชาวเนติเซ็น ที่เมื่อใส่ประโยคโดนใจหรือเข้าถึงได้สำหรับคนวงกว้าง หรือแม้กระทั่งคนในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นั่นก็นับว่าเป็นมีมได้แล้ว

 

มีมเป็นประโยชน์หรือโทษ?

การแพร่กระจายอย่างรวดเร็วทำให้มีมเป็นที่สงสัยและเป็นการตั้งคำถามกันว่ามีมเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีกันแน่ บ้างก็ว่ามีมเป็นเหมือนไวรัสที่กัดกินความคิดของคนหรือการใช้มีมในทางที่ไม่ดีก็ส่งผลให้ผู้เสพมองเรื่องต่างๆในทางแง่ลบหรือส่งผลกระทบต่อผู้เสพที่มีความคิดไม่ตรงกันต่อต้านแนวคิดในมีมเป็นต้น แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่ว่ามีมจะเป็นเรื่องที่แย่ซะทีเดียว ยังมีหมวดหมู่มีมอย่างWholesome Memes ที่นับว่าตลกและให้กำลังใจผู้เสพในเวลาเดียวกัน หรือตลกอย่างสร้างสรรค์ก็ว่าได้

Comedy is subjective เราอาจจะเคยได้ยินประโยคนี้กันมาบ้าง คนเราตลกไม่เหมือนกัน ว่าเรื่องตลกสำหรับเราอาจจะไม่ตลกสำหรับคนอื่น ดีไม่ดีอาจไปทำร้ายคนอื่นก็เป็นได้ เล่นมุกได้ แต่เล่นมุกอะไรก็ใช้วิจารณญาณในการเล่นหน่อยนะ

 

ที่มา: britannica.com / complex.com / wired.com / howtogeek.com

ดูข่าวต้นฉบับ