มารี คอลวิน นักข่าวสงครามหญิงผู้ห้าวหาญ ทำงานกลางจุดปะทะ สิ้นลมในภาคสนาม

ศิลปวัฒนธรรม อัพเดต 10 ก.ย เวลา 10.05 น. • เผยแพร่ 10 ก.ย เวลา 10.03 น.
มารี คอลวิน นักข่าวสงคราม
มารี คอลวิน (Marie Colvin) ภาพจาก Sunday Times / AFP ประกอบกับฉากหลังภาพประกอบข่าวคือ ภูมิประเทศอัฟกานิสถาน ใช้เป็นภาพประกอบเนื้อหาเท่านั้น

“มารี คอลวิน” นักข่าวสงครามสตรีที่สวมผ้าปิดตาข้างหนึ่งเป็นเครื่องหมายประจำตัวเธอที่ทำให้ทั่วโลกจดจำ เธอเป็นนักข่าวสงครามที่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า เธอเป็นหญิงที่แข็งแกร่ง กล้าหาญและไม่หวาดกลัวแม้จะอยู่ท่ามกลางสมรภูมิสงครามก็ตาม และนั่นคือชะตากรรมที่ทำให้เธอจบชีวิตในพื้นที่สงคราม

สงครามคือความโหดร้ายของมนุษยชาติซึ่งดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ท่ามกลางสนามรบที่คร่าชีวิตผู้คนมากมาย ยังมีกลุ่มบุคคลที่กล้าเข้าไปเก็บข้อมูลและเรื่องราวต่างๆ มานำเสนอให้ผู้ชม ผู้อ่านได้รับทราบ คนเหล่านี้คือนักข่าวสายสงครามที่น่าจะเป็นอาชีพเสี่ยงชนิดหนึ่ง

ในบรรดากลุ่มนักข่าวสงคราม “มารี คอลวิน” เป็นนักข่าวสตรีซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดรายหนึ่ง เธอเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายบริติช แต่เดิมทีแล้วเธอไม่ได้ศึกษาด้านสื่อโดยตรง แต่เธอเริ่มต้นจากการศึกษาในสาขาเอกด้านมานุษยวิทยาที่มหาวิทยาลัยเยล เมื่อปี 1974 ในชั้นปี 3 เธอจึงเริ่มรายงานข่าวให้หนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัยที่ใช้ชื่อว่า “Yale Daily News” จากนั้นจึงเริ่มหันเหสายงาน

แต่ต้องรอจนถึงปี 1985 มารี จึงเริ่มทำงานเป็นนักข่าวสงครามให้กับสื่อของอังกฤษชื่อ “ซันเดย์ ไทม์ส”  (Sunday Times) อีกหนึ่งปีต่อมาเธอได้เป็นนักข่าวสงครามประจำตะวันออกกลาง ตลอดชีวิตการทำงานข่าวของเธอจึงเต็มไปด้วยการทำหน้าที่ภาคสนามท่ามกลางสมรภูมิสงครามที่เดิมพันด้วยชีวิต มารีมีความเชื่อแน่วแน่ว่า การรายงานข่าวจะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลง

ผลงานของเธอมีตั้งแต่รายงานความขัดแย้งในตะวันออกกลาง หลบเลี่ยงระบบตรวจจับการสื่อสารทางโทรเลขด้วยการส่งข้อความเข้ารหัสไปให้เพื่อนร่วมงานได้ทราบความโหดร้ายที่เธอพบเห็น ครอบคลุมถึงยุคกัดดาฟี ผู้นำเผด็จการลิเบีย

สำหรับภาพลักษณ์ของ “มารี คอลวิน” ที่มีผ้าปิดตาข้างซ้าย นั่นก็เป็นผลมาจากการทำงานข่าวสงครามของเธอ เมื่อปี 2001 มารี สูญเสียดวงตาข้างซ้ายเพราะเธอได้รับผลกระทบจากระเบิดระหว่างการทำงานสงครามในเหตุการณ์สงครามกลางเมืองที่มีการยิงต่อสู้กันในศรีลังกา (บางแห่งบอกว่าเธอถูกเศษชิ้นส่วนของจรวด RPG ที่ระเบิดเข้าใส่ตา) ทั้งที่เธอตะโกนแจ้งฝ่ายกองทัพว่า เธอเป็นสื่อมวลชน

ถึงแม้จะได้รับบาดเจ็บสูญเสียดวงตาไป แต่รายงานข่าวเผยว่า เธอยังส่งงานเขียนขนาดความยาว 30,000 คำทันกำหนด

เธอไม่ใส่ตาเทียมและเลือกสวมผ้าปิดตาแทน จนกลายเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวเธอ แต่ไม่ใช่แค่เหตุการณ์นี้ที่เธอเฉียดความตายมา Lindsey Hilsum คอลัมนิสต์และนักเขียนเจ้าของหนังสือประวัติของมารี เล่าว่า เธอรอดพ้นความตายในเลบานอน, โคโซโว และเชเชน

ก่อนหน้าที่เธอจะสูญเสียดวงตา เธอได้เข้าไปทำข่าวสงครามในหลายพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยความรุนแรง ปี 1999 เธอเข้าไปพบและสัมภาษณ์กับกลุ่มกบฏเชเชน ในรัสเซียซึ่งกำลังถูกรัฐบาลรัสเซียขับไล่และปราบปราม

สถานการณ์ที่ทำให้เธอเป็นที่รู้จักขึ้นมาคือ เหตุการณ์ความรุนแรงจากห้วงการทำประชามติเพื่อแยกตัวเป็นเอกราชของติมอร์ตะวันออกจากอินโดนีเซียเมื่อปี 1999 เธออยู่ในพื้นที่ที่ถูกปิดล้อมโดยทหารอินโดนีเซีย นักข่าวหลายสำนักถูกเรียกตัวไปทำงานอื่น มารีก็เช่นกันเพราะในพื้นที่นี้อันตรายเกินไป Lindsey เล่าว่า กองกำลังของกลุ่มติดอาวุธขู่ว่าจะสังหารทั้งชาวติมอร์ที่หาที่หลบภัย และชาวต่างชาติ

เมื่อมารี ติดต่อบรรณาธิการและแจ้งไปว่าเธออยู่กับนักข่าวหญิงชาวดัตช์อีกสองคน บก.ถามเธอว่า แล้วพวก(นักข่าว)ผู้ชายหายไปไหนกัน เธอตอบว่า “ไปกันหมดแล้ว” และกล่าวต่อว่า “คงไม่ได้มีผู้ชายแบบที่เคยมีมาแล้ว” นี่คือบุคลิกของเธอ แม้ว่า Lindsey จะมองว่า นักข่าวชายอย่างน้อยสองรายเดินทางไปบนหุบเขาร่วมกับกองกำลังฝ่ายติมอร์

การรายงานของเธอกดดัน UN และรัฐบาลทั่วโลก ท้ายที่สุด อินโดนีเซียยอมถอนกองกำลังออกและยอมให้กองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มารีเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายในฐานะนักข่าวสงครามหญิงแกร่ง และนั่นแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งมารี มองว่า เธอทำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องหน้าชา และช่วยชีวิตคนได้ ซึ่งไม่ค่อยได้เห็นผลลัพธ์ลักษณะนี้มาจากการปฏิบัติงานของสื่อมวลชน

ภาพเบื้องหน้าที่เห็นเธอเป็นหญิงแกร่ง สำหรับเกร็ดเบื้องหลังของเธอนั้น นักเขียนประวัติของเธอเล่าว่า เธอติดบุหรี่มาก ประมาณได้ว่า เธอสูบบุหรี่วันละ 20 มวน เช่นเดียวกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่เธอชอบดื่มมากเป็นประจำไม่แพ้การสูบบุหรี่ Lindsey Hilsum เพื่อนของมารีเล่าว่า แม้มารีจะประสบความสำเร็จในการทำงาน และมีกลุ่มเพื่อนสนิทในลอนดอนหลายคน แต่หลายครั้งเธอไม่มีความสุขและบางครั้งรู้สึกหมดหวัง นี่อาจเป็นเหตุให้เธอติดบุหรี่และแอลกอฮอล์อย่างมาก

นอกจากนี้แฟนของมารีชื่อ ริชาด ฟเลย์ (Richard Flaye) เล่าว่า เมื่อเขาสัมผัสกับตัวเธอ เขารู้สึกได้ถึงรอยแผลจากคมกระสุนบนผิวของเธอ

นักข่าวสงครามหญิงผู้กล้าหาญทำงานบนเส้นทางความเสี่ยงและอันตรายเกือบ 3 ทศวรรษ กระทั่งวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ปี 2012 ณ เมืองฮอม ประเทศซีเรีย จุดนี้คือจุดสุดท้ายในการรับบทบาทผู้สื่อข่าวสายสงครามของมารี

มารี และ Rémi Olchik ช่างภาพชาวฝรั่งเศสที่มีประสบการณ์ทำงานในสงคราม ทั้งคู่เสียชีวิตจากการโจมตีศูนย์พักพิงของผู้หญิงและเด็กด้วยกระสุนปืนใหญ่ สถานการณ์ในพื้นที่ขณะนั้นเกิดกลุ่มกบฏในซีเรียและรัฐบาลก็กำลังพยายามทำการปราบปรามอยู่ นอกจากมารีที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ครั้งนี้แล้วยังมีช่างภาพชาวฝรั่งเศสอีกหนึ่งคนที่เสียชีวิตพร้อมกับเธอ

ก่อนที่เธอจะเสียชีวิตหนึ่งวัน มารี ถ่ายทำวิดีโอเกี่ยวกับเด็กที่แทบไม่เหลือลมหายใจจากการโจมตีของรัฐบาลซีเรียที่เมืองฮอมให้กับสำนักข่าว BBC

การเสียชีวิตของมารีครั้งนี้ แม่ของเธอระบุว่านี่เป็นการกระทำของรัฐบาลซีเรียเพื่อให้เกิดความตื่นกลัว รัฐบาลอังกฤษดำเนินการฟ้องรัฐบาลซีเรีย ท้ายที่สุดศาลได้ตัดสินให้รัฐบาลซีเรียจ่ายเงินเป็นจำนวน 302 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับครอบครัวเธอ

“มารี” เสียชีวิตขณะอายุ 56 ปี ศพของเธอถูกนำไปฝังที่บริเวณอ่าวออยส์เตอร์ ย่านลองไอส์แลนด์ มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นที่อยู่ที่เธอใช้ชีวิตในช่วงวัยเยาว์

น่าสังเกตว่าการทำข่าวของ “มารี คอลวิน” เธอมักเข้าไปสัมภาษณ์กับกลุ่มที่เสียเปรียบหรือได้รับผลกระทบ เช่น กลุ่มชาวติมอร์ตะวันออก กลุ่มกบฏในรัสเซีย กลุ่มพลเรือนผู้ได้รับผลกระทบจากการกระทำของรัฐบาลซีเรีย ซึ่งนับว่าเป็นการเปิดเผยความจริงของกลุ่มคนอีกด้านหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างสาหัสและมักจะไม่มีพื้นที่แสดงออกในหน้าข่าว

เรื่องราวชีวิตและการทำหน้าที่ของเธอถูกหยิบไปสร้างเป็นภาพยนตร์ A Private War นำแสดงโดยโรสมันด์ ไพค์ (Rosamund Pike) Lindsey เล่าว่า ไพค์ ศึกษาลักษณะนิสัย และแสดงออกมาได้ตรงกับมารี มาก แต่เรื่องราวในภาพยนตร์บอกเล่าแตกต่างจากชีวิตจริงของมารี

ในภาพยนตร์นำเสนอมารี ในภาคสนาม ฉายภาพว่าเธอมักแจ้งกับคนรอบข้างในโซนสงครามว่าเธอกำลังเขียนโครงร่างคร่าวๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ มีรายละเอียดแค่บางส่วนในหนังเท่านั้นที่สอดคล้องกับการทำงานในสงคราม อาทิ คนที่ทำงานมักใช้เวลาไปกับการนั่งรอให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น หรือไม่ก็ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่นอกจุดที่เหมาะสมสำหรับการได้ข้อมูลมารายงาน

อ้างอิง

Lindsey Hilsum. Marie Colvin — the making of a myth. สืบค้นจาก https://www.ft.com/content/c72c571c-260f-11e9-8ce6-5db4543da632. (สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563).

Marlese Lessing. Weird Wednesdays marie colvin. สืบค้นจาก https://dailycampus.com/stories/2019/5/1/weird-wednesdays-marie-colvin. (สืบค้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563).

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 มีนาคม 2563

youtube
youtube
ดูข่าวต้นฉบับ