พระเจ้าเก้าตื้อ : พระพุทธรูปสำคัญของล้านนา

ศิลปวัฒนธรรม อัพเดต 13 เม.ย. เวลา 23.05 น. • เผยแพร่ 13 เม.ย. เวลา 22.50 น.
พระเจ้าเก้าตื้อ วัดบุปผาราม (วัดสวนดอก) จังหวัดเชียงใหม่ (ภาพจากหนังสือ “๑๐๘ องค์พระปฏิมา พระพุทธรูปคู่แผ่นดิน” จัดพิมพ์โดย กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม)

พระเจ้าเก้าตื้อ เป็นพระพุทธรูปสำคัญของล้านนา กล่าวกันว่าเป็นพระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่ที่สุด และงดงามที่สุดในศิลปะล้านนา ประดิษฐานในอุโบสถ วัดบุปผาราม หรือวัดสวนดอก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่

พระเจ้าเก้าตื้อเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับขัดสมาธิราบหน้าตักกว้าง ๒.๙๐ เมตร สูง ๓.๘๙ เมตร ศิลปะล้านนาอิทธิพลสุโขทัย (พ.ศ. ๒๐๔๗) หรือที่เรียกกันว่า“ศิลปะเชียงแสนสิงห์สอง” ประทับบนฐานหน้ากระดานเกลี้ยง พระพักตร์รูปไข่ ขมวดพระเกศาเล็ก พระรัศมีเป็นเปลว พระขนงโก่ง พระโอษฐ์อมยิ้ม ริมฝีพระโอษฐ์เป็นคลื่นเหมือนศิลปะสุโขทัยพระอังสาใหญ่ บั้นพระองค์เล็ก หน้าตักกว้าง ลักษณะสังฆะฏิเป็นแผ่นใหญ่และยาวจรดพระนาภี อาจบ่งบอกถึงรูปแบบศิลปะอยุธยาที่ผสมผสานในพระพุทธรูปด้วย

ประวัติพระเจ้าเก้าตื้อ

ปรากฏในพงศาวดารโยนกว่า พระเมืองแก้ว หรือพระเจ้าศิริธรรมจักรพรรดิราช (พ.ศ. ๒๐๓๘ – ๒๐๖๘) โปรดให้สร้างพระพุทธรูปสำริดองค์ใหญ่เพื่อจะนำไปประดิษฐานเป็นพระประธานในพระวิหารหลวง วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร โดยเริ่มทำการหล่อในวันพฤหัสบดี เดือน ๘ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ปีชวดฉอศก จุลศักราช ๘๖๖ ตรงกับ พ.ศ. ๒๐๔๗ แล้วเสร็จเมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๕ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีฉลู สัปตศก จุลศักราช ๔๖๗ ตรงกับ พ.ศ. ๒๐๔๘ แต่ครั้นเมื่อหล่อสำเร็จแล้วองค์พระมีขนาดใหญ่ และมีน้ำหนักมากจึงไม่สามารถชะลอเข้าไปในเมืองได้ พระเมืองแก้วจึงได้ถวายเรือนหลวงของพระองค์สร้างพระวิหารใกล้กับวัดบุปผาราม หรือวัดสวนดอก เพื่อถวายให้เป็นที่ประดิษฐานองค์พระเจ้าเก้าตื้อ ครั้งถึงวันพุธ เดือน ๕ ขึ้น ๔ ค่ำ ปีมะเส็ง เอกศก จุลศักราช ๘๗๐ ตรงกับ พ.ศ. ๒๐๕๒ จึงได้โปรดให้ชะลอพระเจ้าเก้าตื้อเข้าไปประดิษฐานในพระอุโบสถวัดบุปผาราม

คำว่า ตื้อ เป็นหน่วยวัดน้ำหนักโลหะของล้านนาในสมัยโบราณ ๑ ตื้อ เท่ากับ ๑,๐๐๐ กิโลกรัม (บางตำรากล่าวว่า ๑ ตื้อ หนัก ๑,๒๐๐ กิโลกรัม) พระเจ้าเก้าตื้อ หมายถึงพระพุทธรูปที่หล่อด้วยโลหะ ๙,๐๐๐ กิโลกรัม หรือ ๙ ตัน หรือหมายถึง พระพุทธรูปองค์ใหญ่นั่นเอง

ที่มาข้อมูลและภาพ : “๑๐๘ องค์พระปฏิมา พระพุทธรูปคู่แผ่นดิน” .จัดพิมพ์โดย กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม. พิมพ์ครั้งที่ ๑

เผยแพร่ครั้งแรกในระบบออนไลน์ เมื่อ 16 มีนาคม พ.ศ.2561

ดูข่าวต้นฉบับ