ผ่าอนาคตของ AWC จะเป็นอย่างไร หลังหมดกรีนชู

Wealthy Thai อัพเดต 15 พ.ย. 2562 เวลา 07.18 น. • เผยแพร่ 15 พ.ย. 2562 เวลา 07.18 น. • wealthythai
ผ่าอนาคตของ AWC จะเป็นอย่างไร หลังหมดกรีนชู

หลังจากที่ AWC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 10 ต.ค.2562 โดยมีราคาไอพีโอที่หุ้นละ 6 บาท ซึ่งเสนอขายหุ้นไอพีโอจำนวนไม่เกิน 8,000 ล้านหุ้น แบ่งเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 6,957 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 22.47% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและชำระแล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังจากการเสนอขายหุ้นในครั้งนี้ (ไม่รวมการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน) และอาจมีการจัดสรรหุ้นส่วนเกินจำนวนไม่เกิน 1,043 ล้านหุ้น (Greenshoe)
โดย ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น AWC ในวันแรกที่ที่เข้าซื้อขายใน SET นั้น ปิดตลาดที่ราคา 6.05 บาท เพิ่มขึ้น 0.05 บาท หรือคิดเป็นเพิ่มขึ้น 0.83% จากราคาเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) ที่ 6 บาทต่อหุ้น ด้วยมูลค่าการซื้อขายสูงสุดเป็นอันดับหนึ่งที่ 8,130.17 ล้านบาท
ขณะที่ความเคลื่อนไหวราคาหุ้นตั้งแต่วันแรกที่เข้าเทรดจนถึงวันที่ 8 พ.ย.2562 พบว่า ราคาหุ้นทำจุดสูงสุดในวันที่ 18 ต.ค.ที่ระดับ 6.80 บาท และราคาทำจุดต่ำสุดในวันที่ 8 พ.ย.ที่ระดับ 6 บาท เท่ากับราคาไอพีโอ โดยสิ้นวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมาทำราคาปิดการซื้อขายที่ระดับ 6.05 บาท ไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้า
อย่างที่ทราบกันแล้ว AWC เตรียม Greenshoe ไว้สูงถึง 1,043 ล้านหุ้น โดยนำเงินที่ได้รับจากการจัดสรรหุ้นส่วนเกินไปใช้ในกลไกการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วง 30 วันแรกหลังเข้าจดทะเบียนซื้อขาย
ทั้งนี้ AWC ได้สิ้นสุด Greenshoe ไปแล้วเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา แต่ล่าสุด ณ วันที่ 11 พ.ย. ราคาหุ้น AWC ปิดการซื้อขายที่ 5.40 บาท ลดลง 10.74% จากราคาปิดของวันก่อนหน้าที่ระดับ 6.05บาท ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าราคาไอพีโอที่ระดับ 6 บาท
AWC ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่มีขนาดใหญ่มาก โดยมีมูลค่ากิจการก่อนซื้อขายในตลาดสูงถึง 1.92 แสนล้านบาท ซึ่งประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ซึ่งประกอบธุรกิจหลักในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ 1 กลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการ (Hospitality) โดยโรงแรมของ AWC บริหารจัดการภายใต้แบรนด์ชั้นนำที่มีคุณภาพและเป็นที่รู้จักในระดับสากล อาทิ แมริออท อะ ลักซ์ชูรี คอลเล็คชั่น โฮเทล, โอกุระ, เลอ เมอริเดียน, บันยันทรี, ฮิลตัน, ดับเบิ้ลทรี บาย ฮิลตัน, เชอราตัน และมีเลีย และ 2) กลุ่มธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อการพาณิชย์ (Retail and Commercial Building) ซึ่งครอบคลุมโครงการในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์เพื่อประกอบกิจการการค้า (Retail and Wholesale) และอาคารสำนักงาน (Office)

 

 

แล้วหลังจากนี้ AWC ยังน่าสนใจไหม?

นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบี (ประเทศไทย) จำกัด มองว่า จากราคาที่ปรับลดลงของ AWC ไม่เกี่ยวกับพื้นฐานธุรกิจของบริษัท เพราะพื้นฐานบริษัทยังไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งมองว่าพอหมด Greenshoe แล้วไม่มีคนตั้งรับ จากที่ผ่านมามีคนตั้งรับคนละหลักร้อยล้านหุ้น แต่ปัจจุบันเพียงสิบล้านหุ้น คนที่ถืออยู่ก็เริ่มไม่มั่นใจ จึงเกิดแรงขายตามๆกัน

 

 

รอราคานิ่ง ค่อยเข้าลงทุน

โดย AWC ติดประเด็นอย่างเดียว คือ P/E สูง ทำให้นักลงทุนเกิดความไม่มั่นใจ พอมีแรงขาย จึงเกิดการขายเทขายตามๆกัน แต่พื้นฐานของบริษัทยังไม่เปลี่ยน ซึ่งมองว่าราคาที่เหมาะสมของ AWC อยู่ที่ระดับ 6 บาท (แบบบวกลบ) โดยให้ราคามันนิ่งก่อน จึงหาจังหวะเข้าลงทุน
ด้าน นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) มองว่า AWC มีศักยภาพการเติบโต แต่ราคาหุ้นที่อยู่ระดับที่สูง ทำให้ระยะสั้น มีอัพไซต์จำกัด และมีโอกาสน้อยที่กองทุนจะไล่ซื้อ เพราะช่วงที่ผ่านมาได้จัดสรรเยอะแล้ว รวมทั้ง MSCI ไม่มี AWC ทำให้ไม่มีปัจจัยต่างชาติเข้ามาลงทุน และนักลงทุนไม่คาดหวังการเติบโตระยะยาว ทำให้ระยะสั้นไม่มีประเด็นที่ราคาหุ้นจะไปต่อ จึงเกิดแรงขาย
โดยตามพื้นฐานแนะนำ “ซื้อ” เป้าหมาย 6.10-6.50 บาท แต่ในระยะสั้นแนะนำให้ไปลงทุนในหุ้นที่ทำธุรกิจคล้ายคลึงกันก่อน อาทิ CPN รวมทั้งกกลุ่มท่องเที่ยว เช่น MINT, ERW เพราะว่า มีราคาในเชิงมูลค่าที่น่าสนใจ

 

 

ปี 62 ลุ้นกำไรสุทธิโต 210%

ก่อนหน้านี้ สำนักวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ได้คาดดารณ์รายได้รวมจากการดำเนินงานอาจจะทรงตัว ในปี 2562 ถึงแม้ว่ามีการเพิ่ม Asset Group 3 เข้ามาในกลุ่ม เนื่องจากเราคาดรายได้จากค่าบริหารงานจะลดลงหลังจากการหยุดให้บริการการบริหารจัดการอสังหาริมทรัพย์ภายในกลุ่มบริษัททีซีซี (TCC Group) และรายได้จาก Luxury Hotel ที่คาดว่าจะลดลงจากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลงและการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น
อย่างไรก็ดี บริษัทได้แรงหนุนจากการเติบโตของรายได้อย่างต่อเนื่องจากกลุ่ม MICE ตามการ ramp-up ของโรงแรม Marriott Marquis Queens’s Park และการเข้าซื้อโรงแรมใน Asset Group 3 รวมถึงคาดว่ารายได้จากการให้เช่าและให้บริการอาคารพาณิชยกรรม (Office and Retail) จะเติบโตขึ้น จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เช่นเดียวกัน
เราคาดว่า GPM จะดีขึ้นอยู่ที่ 45%จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ 41.3% จากผลประกอบการของโครงการหลักๆ ที่คาดว่าจะดีขึ้น ถึงแม้คาดว่าจะมีต้นทุนค่าเสื่อมราคาเพิ่มขึ้นของโรงแรมตัวใหม่ๆ ดังนั้นเราคาดว่ากำไรสุทธิปี 2562 ของบริษัทจะอยู่ที่ 1.4 พันล้านบาท เติบโต 210% จากปีก่อน

ดูข่าวต้นฉบับ