ผู้ใหญ่ใกล้ชิด เผย พ่อน้องชมพู่มีความขัดแย้งกับเครือญาติ

PPTV HD 36 อัพเดต 03 ก.ค. เวลา 13.12 น. • เผยแพร่ 03 ก.ค. เวลา 11.54 น.
ผู้ใหญ่ใกล้ชิด เผย พ่อน้องชมพู่มีความขัดแย้งกับเครือญาติ
มีประเด็นที่ตำรวจบุกค้น 12 จุดต้องสงสัยยาเสพติดในพื้นที่ อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร เพื่อหาเบาะแสดคีน้องชมพู่เพิ่มเติมก่อนหน้านี้ วันนี้ทีมข่าวพีพีทีวีลงพื้นที่หมู่บ้านมะนาว ที่มีการตรวจค้นพื้นที่ 3 จุด ซึ่งมีความสัมพันธ์กับพ่อของน้องชมพู่ หนึ่งในชาวบ้านที่เป็นเป้าหมายการตรวจค้น เปิดเผยว่า หลังหายตัวเคยถามพ่อน้องชมพู่ว่า เคยขัดแย้งกับใครหรือไม่ ก่อนได้รับคำตอบว่า มีความขัดแย้งกับเครือญาติ

พยานชี้จุดพบ“รถแบ็กโฮของเล่น”น้องชมพู่ ไม่ตรงกัน

พยาน เผย รถแบ๊กโฮของเล่นน้องชมพู่ถูกเคลื่อนย้ายไว้ใกล้ศพ

ทีมข่าวพีพีทีวีลงพื้นที่หมู่บ้านมะนาว ซึ่งเป็นหนึ่งในหมู่บ้านที่ตำรวจกระจายกำลังตรวจค้น 12 จุดต้องสงสัยต้องสงสัยยาเสพติดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายนที่ผ่านมา ความสำคัญของหมู่บ้านนี้ คือ มีการตรวจค้นบ้าน 3 หลัง ที่มีความสัมพันธ์กับนายอนามัย วงศ์ศรีชา พ่อน้องชมพู่ โดยหลังหนึ่งเป็นบ้านของนายไพโรจน์ พ่อล่าม หรือคนที่ไปสู่ขอแม่น้องชมพู่ให้กับพ่อน้องชมพู่  บ้านนายหา พี่เขยที่อาศัยอยู่กับลูกพี่ลูกน้องของพ่อน้องชมพู่ และหลังสุดท้ายเป็นบ้านลูกชายนายหา  ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลายชายของพ่อน้องชมพู่

นายไพโรจน์ สิงนวล พ่อล่ามของพ่อน้องชมพู่ เปิดเผยว่า ในวันที่ตำรวจเข้าตรวจค้น ตอนแรกคิดว่ามาตรวจค้นเพื่อหาพยานหลักฐานเรื่องน้องชมพู่ แต่เมื่อถามเจ้าหน้าที่บอกว่า มีหมายค้นเรื่องยาเสพติด ตัวเองจึงรู้สึกแปลกใจ แต่คิดว่าเป็นโอกาสที่จะได้แสดงความบริสุทธิ์ใจ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีกระแสข่าวออกมาว่า ตัวเองมีส่วนพัวพันกับยาเสพติด จึงให้ความร่วมมือตำรวจตรวจสอบทุกอย่าง ซึ่งการตรวจค้นวันนั้นก็ไม่พบสิ่งผิดกฎหมาย

จับชายบ้านกกตูม อนาจารด.ญ.อีกรายจนบาดเจ็บ ยังไม่พบหลักฐาน ทำร้าย 'น้องชมพู่'

นายไพโรจน์ บอกว่า ตัวเองเป็นพ่อล่าม เพราะพ่อน้องชมพู่เคารพนับถือและขอให้เป็นคนสู่ขอภรรยาให้ เมื่อมีปัญหาไม่สบายใจก็จะมาปรึกษา โดยหลังจากที่น้องชมพู่หายตัวไป ก็เคยสอบถามกับพ่อน้องชมพู่ ถึงปมปัญหาขัดแย้งที่อาจเป็นชนวนเหตุ ซึ่งพ่อน้องชมพู่ยอมรับว่า มีปมขัดแย้งรุนแรงกับเครือญาติ แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าขัดแย้งกันเรื่องอะไร

บ้านอีกหลังหนึ่งที่มีการตรวจค้น คือบ้านของลูกพี่ลูกน้องนายพ่อน้องชมพู่ คือ น.ส.ดลตรี ทองมหา  เธอยืนยันว่า ครอบครัวไม่ได้มีส่วนพัวพันกับยาเสพติด เมื่อตำรวจขอเข้าตรวจค้นบ้านตนเองและลูกชายก็ยินดีให้ตรวจสอบทุกอย่าง

ส่วนปมปัญหาความขัดแย้งระหว่างพ่อน้องชมพู่กับบุคคลอื่น น.ส.ดลตรี ระบุว่า ถ้าเป็นช่วงที่นายอนามัยยังอยู่บ้านมะนาวก่อนมีลูกคนแรก ยืนยันว่า ไม่มีเรื่องขัดแย้งกับใคร เพราะเป็นคนเงียบ ๆ ไม่ค่อยพูดค่อยจา แต่ตอนที่ย้ายไปบ้านกกกอกแล้วจะไปขัดแย้งกับใครหรือไม่ ตนเองก็ไม่ทราบ

ทีมข่าวสอบถาม พ.ต.อ.กฤตนัย บัวพันธ์ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอดงหลวง ซึ่งเป็นพื้นที่ดูแลบ้านมะนาว เปิดเผยว่า เจ้าของบ้านทั้ง 3 หลังในหมู่บ้านมะนาวที่ตำรวจชุดคลี่คลายคดีน้องชมพู่บุกเข้าตรวจค้นในวันที่ 30 มิ.ย. ยังไม่มีประวัติถูกจับคดียาเสพติด แต่ในทางสืบสวนทราบว่าทั้ง 3 คนนี้มีส่วนเกี่ยวข้อง และตำรวจเคยเข้าตรวจค้น แต่ยังไม่มีหลักฐานเอาผิดได้

สำหรับคดีน้องชมพู่ที่ยังไม่สามารถสรุปปมเหตุและตีวงผู้ต้องหาได้ชัดเจน ผศ. ร.ต.อ. จอมเดช ตรีเมฆ นักวิชาการด้านอาชญาวิทยา วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต แสดงความเห็นว่า คดีเด็กหายและถูกฆาตกรรม มีหลายคดีที่ตำรวจไม่สามารถหาพยานหลักฐานเอาผิดผู้ก่อเหตุได้ จนต้องยุติการสอบสวน โดยเชื่อว่า คดีลักษณะของน้องชมพู่ หากตำรวจมีพยานหลักฐานชัดเจน จะไม่ล่วงเลยมาเกือบ2เดือน อย่างที่เป็นอยู่ จึงเชื่อว่าคดีนี้อาจมีขั้นตอนบางอย่างที่ไม่สมบูรณ์

อีกด้านหนึ่งวันนี้เครือข่ายเยาวชนลดความเสี่ยง และเครือข่ายนักกฎหมายเพื่อเด็กและเยาวชน ออกมาแสดงออกไม่เห็นด้วยกับแนวทางการนำเสนอข่าวน้องชมพู่ของทีวีดิจิทัล 2 ช่อง พร้อมยื่นหนังสือถึง เลขาธิการกสทช. ขอให้ตรวจสอบเรื่องนี้  

โดยนายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็กเยาวชนและครอบครัวในฐานะตัวแทนกลุ่ม  ระบุว่า การเสียชีวิตของน้องชมพู่เป็นเรื่องสะเทือนใจคนทั้งประเทศ แม้การนำเสนอข่าวคดีนี้อย่างใกล้ชิดจะเป็นความปรารถนาในการช่วยเร่งรัดคดี  แต่ผลกระทบเริ่มปรากฎชัด เมื่อทีวีดิจิทัล 2 ช่อง นำเสนอรายละเอียดของคดีเกิดความจำเป็นอย่างไม่มีขอบเขต ทั้งในแง่การละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ต้องสงสัย โดยไม่มีการปกปิดหรือปิดบัง จนสร้างความความระแวงและขัดแย้งในชุมชน การนำเสนอเรื่องไสยศาสตร์ ที่ไม่มีประโยชน์ต่อใครทั้งสิ้น จึงขอให้กสทช. เร่งตรวจสอบพฤติกรรมการนำเสนอข่าวที่เข้าข่ายลักษณะนี้  

ผศ.ภักดี มะนะเวศ รองเลขาธิการกสทช. ในฐานะตัวแทนรับเรื่อง เปิดเผยว่า ประเด็นร้องเรียนการนำเสนอข่าวนี้ มีผู้ร้องเรียนมาก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งขั้นตอนอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการกลั่นกรอง คาดว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน  หากพบว่ามีความผิดตามข้อกำหนด กสทช.จะเรียกผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงและมีมาตรลงโทษต่อไป  

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ