#ผู้เชี่ยวชาญมาตอบเอง! Q&A แยกยังไงว่าผิวเราเป็น 'ผิวแห้ง' หรือ 'ผิวขาดน้ำ'?? (ノД`゚)゚。

SistaCafe อัพเดต 14 พ.ย. 2562 เวลา 03.58 น. • เผยแพร่ 13 พ.ย. 2562 เวลา 07.31 น. • Mollacake

ฮัลโหลค่าา สาวๆSistaCafe สุดที่รัก
เจอกันอีกแล้วน้า (´ ω `♡)

หนึ่งในปัญหาอันดับต้นๆ ของการดูแลตัวเอง เชื่อว่า 8 ใน 10 คนต้องยกมือตอบรัวๆ ว่า ' ก็ผิวหน้ายังไงล่ะ!! ' แค่พื้นที่บริเวณเล็กๆ บนร่างกายแท้ๆ แต่เรื่องเยอะมากกก เวอร์! เราว่าทุกคนต้องเจออย่างน้อยหนึ่งอย่าง เช่น ผิวมันเยิ้ม ผิวแห้งกร้าน สิวขึ้น มีจุดด่างดำ ริ้วรอย มีฝ้า ผิวหน้าตกสะเก็ด etc. ซึ่งบางคนก็จะเจอปัญหาว่า ผิวหน้าแห้งกร้านสุดๆ หยาบเป็นกระดาษทรายเลย แต่ไม่แน่ใจว่าแห้งจากกรรมพันธุ์ หรือแห้งเพราะ ' ขาดน้ำ ' กันแน่ เลือกใช้สกินแคร์ไม่ถูกจ้า ( ̄~ ̄;)
ก่อนอื่นต้องบอกว่า ' ผิวขาดน้ำ ' เหมือนอาการย่อยๆ ของสภาพผิวมากกว่า จะมีผิวมัน ผิวผสม หรือผิวแห้ง ก็อาจเป็นผิวขาดน้ำ ( dehydrated ) ไปพร้อมๆ กันได้ ซึ่งผิวแห้งโดยทั่วไป คือการที่ชั้นใต้ผิว ' ผลิตน้ำมัน ' ออกมาหล่อเลี้ยงผิวหน้าและผิวกายน้อยเกินไป แต่ผิวขาดน้ำคือ ' ผิวที่ขาดน้ำ ไม่ใช่น้ำมัน ' ค่ะ
สำหรับสาวๆ ที่ยังสงสัยว่า เราเป็นผิวแห้งหรือผิวขาดน้ำ จะเช็คยังไง ถ้ารู้แล้วจะบำรุงผิวยังไง ก็มาทำตาม 3 ขั้นตอนในบทความนี้กันเลยค่า ___!**

ขั้นตอนที่ 1 : เช็คสภาพผิวหน้าของตัวเองก่อน!! ❤

ผู้เชี่ยวชาญได้ให้คำจำกัดความไว้ว่า ' ผิวแห้ง ' เป็นคำที่บอกประเภทของผิว แต่ ' ผิวขาดน้ำ ' เป็นคำที่บอกลักษณะผิว สรุปสั้นๆ คือผิวขาดน้ำสามารถเป็นแพ็กเกจ คู่กับสภาพผิวได้ทุกแบบนั่นเอง! โดยผิวแห้ง จะขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงผิว เพราะชั้นใต้ผิวผลิตน้ำมันได้น้อยกว่าผิวชนิดอื่นๆ เมื่อผิวหนังไม่มีไขมันมากพอ ผิวจึงต้องการเกราะป้องกันที่แข็งแรง มีความชุ่มชื้น ต่อต้านมลภาวะภายนอก
ส่วนผิวขาดน้ำ คือการที่ชั้นใต้ผิวไม่มีน้ำโอบอุ้มเพียงพอ หรือผิวไม่ชุ่มชื้น ไม่อิ่มน้ำนั่นเอง! ซึ่งสาเหตุก็เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย เช่น สภาพอากาศ สภาพแวดล้อม อาหาร และการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ มากเกินไป เพราะคาเฟอีนมีฤทธิ์ขับน้ำออกจากร่างกายค่ะ 
วิธีเช็คว่าสภาพผิวของสาวๆ เป็นยังไง ง่ายมาก แค่ลองหยิกแก้มตัวเองเบาๆ ดู! หากหยิกแล้วแต่แก้มยังยุบตัวเป็นร่องอยู่อย่างนั้น ไม่เด้งกลับคืนสภาพเดิม แสดงว่าผิวกำลังขาดน้ำอย่างรุนแรง! สภาพผิวขาดน้ำ เมื่อจับแล้วจะรู้สึกผิวตึงๆ ระคายเคือง ส่องกระจกแล้วดูหน้าหมอง และอาจมีริ้วรอยก่อนวัยโผล่ตามจุดต่างๆ บนหน้า + แพนด้าใต้ตาอีกด้วย ก็คือผิวพังที่แท้จริงจ้า  (ーー;)

 

สัญญาณชัดเจนว่า ' ผิวขาดน้ำ หรือแค่ผิวแห้ง '
มีจุดแตกต่างดังนี้!!!

ผิวขาดน้ำ : ผิวมีรอยแดง, ตัวดูบวม มีน้ำคั่งในผิว และอาการผิวอักเสบ
ผิวแห้ง : ระคายเคือง ไม่สบายผิว ลอก ตกสะเก็ดเป็นขุยๆ สีขาว แถมคันยิบๆ โดยเฉพาะบริเวณผิวเหนือคิ้ว, ขอบข้างจมูก-ปาก ถ้าแห้งทั้งตัว บริเวณยอดฮิตก็มีลำคอ ด้านในต้นแขน และด้านในต้นขา หากเกาหรือถูแรงๆ ผิวจะยิ่งหยาบ เหมือนขัดกระดาษทรายเลยล่ะ!
อ่านถึงตรงนี้แล้ว รู้หรือยังว่าผิวแห้ง / ผิวขาดน้ำ หรือเป็นทั้งคู่ TT 
ถ้าพร้อมแล้วก็มาลุยต่อที่ขั้นตอนถัดไปกันค่ะ!

2. เมื่อรู้สภาพผิวแล้ว ก็หา 'วิธีรักษา' ให้ผิวสุขภาพดี ❤

ใครเป็น ' สาวผิวแห้ง ' แม้จะแสบ จะคัน แต่ก็ยังไม่แย่ขนาดนั้น เพราะมีวิธีรักษา บำรุงผิวมากมาย ทั้งภายนอกและภายใน สครับหน้า ทาครีม กินอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ ไม่ทาสกินแคร์จำพวกกรดบนผิวหน้า เป็นต้น
และถ้าใครเป็น ' สาวผิวขาดน้ำ ' ล่ะก็ การบำรุงผิวจะซับซ้อนกว่า ไม่เหมือนผิวแห้ง 100% จะมีบางอย่างที่ดูแลต่างกัน ดังนั้นจึงต้องตั้งใจดูแลตามสภาพผิวให้ดี อย่าให้พลาด ถ้าทำผิด ผิวอาจแย่กว่าเดิมค่ะซิส! 
วิธีดูแลผิวแห้ง / ผิวขาดน้ำยอดฮิต ที่สาวๆ นิยมทำกันมีดังนี้

-- ผลัดเซลล์ผิว (Exfoliate) --

วิธีแรกที่แนะนำคือการ' สครับหน้า ' หรือผลัดเซลล์ผิวเก่า กระตุ้นเซลล์ผิวใหม่ให้กระจ่างใส! จะผิวแห้ง หรือผิวขาดน้ำก็ทำได้ ( แต่ควรเบามือหน่อย )เพราะการสครับ จะเป็นการขจัดสิ่งสกปรก ขี้ไคล ซีบัมต่างๆ และเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้วบนชั้นผิวหนังออก ทำให้ผิวพร้อมดูดซึมมอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิวมากยิ่งขึ้นค่ะ
ความถี่ที่เหมาะสม คือสาวๆ ควรสครับสัปดาห์ละครั้ง เลือกสครับสูตรอ่อนโยน เลือกเม็ดสครับละเอียด ไม่บาดผิว ( จะซื้อเอาหรือ D.I.Y เองที่บ้านก็ได้ ใช้น้ำตาลผสมวาสลีน น้ำผึ้ง โยเกิร์ต น้ำผึ้งมะนาว คนให้เข้ากันก็พร้อมใช้! ) นำสครับมาวนเป็นวงกลมให้ทั่วใบหน้า แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด เท่านี้ก็เหมือนเปิดผิวให้ทาครีมแล้วได้ประสิทธิภาพ 100% ผิวสวยปิ๊งอย่างแน่นอนค่า ♡ ( ̄З ̄)

 

-- เพิ่มขั้นตอนทา 'เซรั่ม' ลงในสกินแคร์ก่อนนอนด้วย --

ข้อนี้สาวผิวขาดน้ำควรทำอย่างยิ่ง! เนื่องจากผิวขาดความชุ่มชื้น การทำให้ผิวอิ่มน้ำจึงเป็นเรื่องสำคัญ เธอควรเพิ่ม ' เซรั่ม ' ซึ่งมีลักษณะเป็นออยล์เข้มข้น โปะลงไปให้ผิวฟู เหมือนราดน้ำลงไปบนฟองน้ำแห้งๆ แบบนั้นเลย! หลังทาเซรั่มเสร็จ ก็ตามด้วยครีมบำรุงผิวอีกที **ต้องใช้คู่กัน เพื่อประสิทธิภาพสูงสุด** โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า ควรเป็นเซรั่มที่มีส่วนผสมของ hyaluronic acid ซึ่งเป็นส่วนผสมยอดฮิต เวลาไปคลินิกทำฟิลเลอร์หน้านั่นเองค่ะ
ปกติแล้ว ผิวหน้าของเราจะผลิตกรด hyaluronic ได้เองตามธรรมชาติ แต่ถ้าผิวขาดน้ำ นั่นหมายถึงกรดที่ผลิตออกมาน้อยเกินไป จึงควรอัดเพิ่มด้วยสกินแคร์ที่เสริมความชุ่มชื้น โดยหลังล้างหน้า เช็ดโทนเนอร์แล้ว ก็หยดเซรั่ม 5 จุดทั่วใบหน้า แล้วใช้มืออุ่นๆ นวดให้เซรั่มซึมเข้าผิว แล้วลงครีมตัวต่อไปได้เลย (❤ω❤)

 

-- ใช้มอยส์เจอไรเซอร์บำรุงผิว 'เนื้อเข้มข้น' ในตอนกลางคืน --

สาวผิวแห้ง หรือผิวขาดน้ำคนไหน ติดการใช้ครีมเนื้อเจล เนื้อโลชั่น ถ้าอยากผิวฟูอิ่มน้ำ เธอต้องเปลี่ยนสูตรครีมด่วน! สาวๆ ส่วนใหญ่มักนอนห้องแอร์ ซึ่งอากาศในห้องมีความแห้ง ผิวหน้าจึงสูญเสียความชุ่มชื้นระหว่างหลับ จำเป็นมากที่เธอต้องใช้ ' ครีมบำรุงเนื้อเข้มข้น ' หรือ ' สลีปปิ้งมาส์ก ' สูตร Oil-free ไม่ก่อเกิดการอุดตัน ทาผิวหน้า เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นไปจนถึงเช้า แค่ทาเป็นขั้นตอนสุดท้ายของการทาสกินแคร์ค่ะ
ุอย่างไรก็ตาม ครีมตัวนี้มีหน้าที่ ' กักเก็บความชุ่มชื้น ' เป็นส่วนใหญ่ จึงควรใช้กับเซรั่มเสมอ เพื่อซ่อมผิวให้ได้ประสิทธิภาพดีที่สุด และควรทดสอบอาการแพ้กับท้องแขน ทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง ก่อนทาบนผิวหน้าจริงๆ นะคะ ^^

 

เลือกใช้สกินแคร์ที่ใช้ ตาม 'ฤดูกาล' ในขณะนั้น

ผู้หญิงที่ดูแลผิวเก่งๆ เธอจะสังเกตว่า เขาเปลี่ยนเซ็ตสกินแคร์ไปเรื่อยๆ ตามฤดูกาล เขาจะไม่ใช้สกินแคร์ชุดเดียววนไปทั้งปี เพราะสภาพผิวหน้าแต่ละฤดูมันไม่เหมือนกัน! แม้เมืองไทยแทบจะเป็นฤดูร้อนทั้งปี แต่ก็จะมีช่วงซัมเมอร์ที่ร้อนสุดๆ, ช่วงหน้าฝนที่เปียกแฉะ อากาศแปรปรวน ฝุ่นเยอะ, ช่วงหน้าหนาวที่อากาศเย็นขึ้น จึงต้องเลือกใช้สกินแคร์ให้เหมาะกับผิวที่สุดค่ะ
หากเป็นฤดูร้อน ก็ไม่จำเป็นต้องทาสกินแคร์หลายขั้นตอน ทาแค่สิ่งสำคัญอย่างเซรั่ม เลือกเป็นเนื้อบางๆ ไม่เหนอะผิว ใช้สูตรที่ให้ความเย็นสดชื่น ฤดูฝนที่มลภาวะเยอะ ก็เน้นสกินแคร์ป้องกันฝุ่น เนื้อสัมผัสกลางๆ ไม่หนาจนเกินไป และฤดูหนาวก็เลือกครีมบำรุงเนื้อเข้มข้น ทาให้ครบทั้งเซรั่ม ครีม แต่สิ่งที่ต้องใช้เสมอไม่ว่าฤดูไหน คือทาครีมกันแดดที่มีค่า SPF เหมาะสม สครับหน้า และมาส์กหน้าสัปดาห์ละครั้งนะคะ รับรองผิวดีชัวร์ ^^

 

ดื่มน้ำเยอะๆ เป็นประจำ ให้ติดนิสัย

อันที่จริงแล้ว จะมีสภาพผิวแบบไหนก็ควรดื่มน้ำเปล่าสะอาด อย่างน้อย 8 แก้ว/ วัน ให้ติดเป็นนิสัยเข้าไว้! เพราะน้ำเปล่าเป็นเครื่องดื่มที่หาง่าย ราคาถูก และมีประโยชน์สุดๆ ทั้งกับสุขภาพกายและสุขภาพผิว เมื่อร่างกายขาดน้ำ ระบบจะรวน และจะเริ่มดึงน้ำจากผิวมาใช้ สังเกตว่าคนดื่มน้ำน้อย ผิวจะแห้งสาก และสุขภาพไม่ค่อยดีเท่าที่ควรค่ะ
ดังนั้นอย่าลืม! จิบน้ำเปล่าเรื่อยๆ ให้ได้ปริมาณ 1.5-2 ลิตร ต่อวัน และสามารถกินผักผลไม้ที่มีส่วนประกอบเป็นน้ำสูง เช่น ผักโขม แตงกวา มะเขือเทศ แตงโม ส้ม etc. และอาการที่มีกรดไขมันดีควบคู่ไปด้วย เพื่อบำรุงผิวให้ชุ่มชื้น อิ่มฟู ไม่แห้งกร้าน ใครไม่ค่อยดื่มน้ำในชีวิตประจำวัน ค่อยๆ เพิ่มการจิบน้ำเข้าไปแต่ละมื้ออาหารดูนะคะ ฝึกไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็ชิน เท่านี้ก็เตรียมผิวสวยได้เลย (≧◡≦) ♡

 

ถ้าพอมีงบ ลองซื้อ 'เครื่องทำความชื้น (humidifier)' ไว้ติดบ้านดูสิ

ถ้าสาวๆ คนไหนพอจะมีกำลังทรัพย์หน่อย อยากควบคุมความชื้นในห้องให้พอดี ไม่แห้งจนเกินไป เราแนะนำให้ลงทุนกับ ' เครื่องทำความชื้น ' หรือ humidifier ที่จะมีลักษณะเป็นเครื่องเล็กๆ ที่ฉีดน้ำออกมา เพื่อให้อากาศโดยรวมยังชุ่มชื้นอยู่ ไม่แห้งจนผิวแตก ขาดน้ำ โดยเอาไปวางในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือพื้นที่ในออฟฟิศที่ทำงาน ก็ช่วยบำรุงผิวได้ทางอ้อมแล้วล่ะค่ะ!
แอบกระซิบว่า ถ้าใครงบน้อย แต่ไม่อยากให้อากาศแห้ง อีกวิธีคือหาแก้วหรือชาม เทน้ำลงไปให้เต็ม แล้ววางไว้มุมหนึ่งในห้อง เพื่อให้น้ำระเหยออกมาเป็นความชุ่มชื้น ก็พอจะช่วยได้เหมือนกัน แต่ประสิทธิภาพอาจจะไม่ดีเท่าใช้เครื่องโดยตรงนะคะ 

ขั้นตอนที่ 3 : คงสภาพผิวหน้าที่ดีไว้ ห้ามละเลย ไม่งั้นผิวจะกลับมาพังอีก! ❤

หากผิวขาดน้ำระยะสั้นๆ ตามสภาพแวดล้อม ยังพอรักษาให้หายขาดได้ แต่ถ้าสาวๆ คนไหนมีสภาพผิวแห้งมาตั้งแต่เกิด นั่นหมายถึงผิวเธอจะแห้งไปเกือบตลอดชีวิต ดังนั้นต้องบำรุงรักษาไปเรื่อยๆ เพื่อคงสภาพผิวที่ชุ่มชื้นไว้ หากปล่อยปละละเลย ก็มีสิทธิ์สูงที่ผิวจะกลับมาแตก แห้งเป็นขุย แสบคันอีกอย่างแน่นอน
การมีวินัย ดูแลผิวหน้าอย่างสม่ำเสมอให้ผิวชุ่มชื้น ยืดหยุ่น สุขภาพดีตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้ผิวยังนุ่มเด้ง เรียบเนียนไปจนถึงเวลาเราอายุมาก ผิวของสาวๆ ก็จะดูเด็กกว่าวัย ถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่คุ้มสุดๆ ค่ะ (*¯ ³¯*)♡

-------------------------------
***อ่านมาถึงตรงนี้คงเห็นแล้วว่า ผิวแห้ง กับผิวขาดน้ำ มีเส้นบางๆ คั่นอยู่! ทั้งสองอย่างนี้ อาการผิวบางอย่างเหมือนกัน แต่จะมีการบำรุงบางข้อที่ผิวขาดน้ำต้องใส่ใจดูแลกว่าเป็นพิเศษ (´ ω `♡) แค่เธอทำตามขั้นตอน และทริคในบทความนี้ แม้จะไม่ได้ผิวดีแต่เกิด เธอก็มีผิวชุ่มชื้น ฉ่ำวาว อิ่มน้ำได้ ( ในทางกลับกัน คนผิวดี ผิวปกติ ถ้าไม่ดูแลผิวเลย ระยะยาวผิวก็แย่ได้ บำรุงไว้ก่อนดีที่สุดเนอะ! ) หวังว่าบทความนี้จะเป็นข้อมูลดีๆ ให้สาวซิสได้น้า วันนี้ไปละค่า บ๊ายบายยย


ติดตามบทความใหม่ๆได้ที่ SistaCafe Facebook
SistaCafe เว็บไซต์รวบรวมบทความสำหรับผู้หญิง https://sistacafe.com
♥ ดาวน์โหลด App SistaCafe ฟรีได้แล้ววันนี้! ♥
iOS : AppStore
Android : PlayStore

ดูข่าวต้นฉบับ