ผู้กำกับ Neil Druckmann เปิดหมดเปลือกกับธีมและตอนจบของเกม The Last of Us Part II

GameFever TH อัพเดต 09 ก.ค. เวลา 10.41 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. เวลา 17.38 น. • GameFever.co

***บทความนี้จะสปอยเนื้อเรื่องของเกม The Last of Us Part II เยอะมาก รวมถึงตอนจบด้วย***

เกม The Last of Us Part II อาจจะเรียกได้ว่าเป็นเกมยอดเยี่ยมที่มีคนเกลียดมากที่สุดเกมหนึ่งในช่วงหลายปีมานี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลด้านเนื้อเรื่องของเกม ที่ทำลายความคาดหวังของผู้เล่นหลายๆ คนไปอย่างเลือดเย็น หรือประเด็นเกี่ยวกับรูปร่างหน้าตา หรือกระทั่งเพศสภาพของตัวละคร ที่หลายคนมองว่าเป็นการผลักใสประเด็นทางการเมืองของผู้พัฒนาใส่ผู้เล่น จนเกิดเป็นการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ที่ข้อมูลเนื้อเรื่องหลุดออกมาก่อนที่เกมจะวางจำหน่าย จนถึงปัจจุบันที่เกมวางจำหน่ายไปแล้วเกือบ 3 สัปดาห์ด้วยกัน ในช่วงก่อนที่เกมจะวางจำหน่าย (แต่หลังจากที่ข้อมูลด้านเนื้อเรื่องหลุดออกมาแล้ว) ทางเว็บไซต์ Eurogamer ได้มีโอกาสในการสัมภาษณ์คุณ Neil Druckmann ผู้กำกับและผู้เขียนบทเกม The Last of Us Part II เกี่ยวกับสิ่งที่เกมต้องการจะสื่อผ่านเนื้อเรื่อง ไปจนถึงประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับตัวละครใหม่ๆ อย่างแอ๊บบี้และเลฟ ซึ่งน่าสนใจเป็นอย่างมาก เราจึงอยากจะแปลบทสัมภาษณ์ดังกล่าวมาให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันจ้า! ในช่วงครึ่งหลังของเกม (ที่คุณรับบทเป็นแอ๊บบี้) มันน่าเศร้ามากที่คุณได้พบกับผู้คนและสุนัขที่คุณฆ่าตายไปก่อนหน้านี้ในฐานะเอลลี่ และมันทำให้ผมรู้สึกละอายใจขึ้นมาอย่างไรไม่รู้ ผมรู้สึกผิดต่อพวกเขา ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ผมไม่ค่อยพบในวิดีโอเกมเท่าไหร่ มันไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีเลย ND: คุณพูดถึงประเด็นเรื่องความละอายและความรู้สึกผิด ทั้งสองอย่างนี่มันช่างเป็นอะไรที่มีความเป็นเกมสูงเนอะว่าไหม เพราะเกมเท่านั้นที่ให้ผู้เล่นได้ลงมือกระทำอะไรซักอย่างด้วยการตัดสินใจของตัวเอง และทำให้พวกเขาได้เห็นผลของการกระทำนั้นๆ และสร้างความเห็นอกเห็นใจต่อตัวละครอื่นๆ เอาเข้าจริง ในการโฆษณาเกม เรามักจะบอกว่าเกมPart II นี้มันเกี่ยวกับความแค้นและความเกลียดชัง ซึ่งมันไม่จริงเลย เกมนี้เป็นเกมเกี่ยวกับความเห็นอกเห็นใจ เกี่ยวกับการให้อภัยต่างหาก ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลมันออกแบบมาเพื่อให้เราสามารถสร้างความรู้สึกเกลียดชังสุดขีดในใจของผู้เล่นได้ เพื่อให้พวกเขาอดใจไม่ไหวที่จะได้เห็นกลุ่มคนเหล่านั้นต้องชดใช้ต่อการกระทำ และมันก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมออนไลน์ตอนนี้ คุณเห็นวิธีที่พวกเขาพูดถึงข้อมูลหลุด วิธีที่พวกเขาพูดจาและกระทำต่อแอ๊บบี้ราวกับเธอไม่ใช่มนุษย์ มันน่ากลัวมาก แต่มันก็คือธรรมชาติของมนุษย์ ที่เราทุกคนล้วนเคยกระทำ เราเห็นเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า เราได้เห็นบทสัมภาษณ์ของคนที่สูญเสียคนรักหรือบุตรให้กับความรุนแรง พวกเขามักจะพูดทำนองว่า 'ถ้าชั้นจับไอ้คนกระทำมาอยู่ตรงหน้าได้ ชั้นคงถลกหนังมันทั้งเป็น' และผมเชื่อพวกเขานะ ผมเชื่อว่าในสถานการณ์ที่ถูกต้อง มนุษย์ธรรมดาอย่างเราล้วนกระทำอะไรแบบนั้นได้ทุกคน ซึ่งสิ่งที่เราอยากจะทดลองในเกมนี้ก็คือ เราจะสามารถนำพาผู้เล่นไปอยู่ในจุดนั้น ที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง และทำให้พวกเขาต้องหยุดคิดและสำรวจจิตใจของตัวเองได้อย่างไร และบางทีมันอาจจะทำให้เมื่อมีอะไรซักอย่างเกิดขึ้นนอกเกม คุณอาจจะมีสติและความเห็นอกเห็นใจมากพอที่จะหยุดและตั้งคำถามกับตัวเองถึงมุมมองที่ต่างจากคุณ ฉากการต่อสู้ครั้งสุดท้ายระหว่างเอลลี่และแอ๊บบี้มันช่างให้ความรู้สึกกระเสือกกระสนและว่างเปล่าเหลือเกิน เหมือนว่ามันไม่สามารถมีฝ่ายใดเป็นผู้ชนะได้เลย ผมรู้สึกโกรธเอลลี่มาก และผมก็พร้อมจะเกลียดแอ๊บบี้มาตั้งแต่ต้นเกม แต่ในจุดนั้นมุมมองของผมมันพลิกกลับด้านไปหมดเลย คุณพยายามจะสื่อว่าเอลลี่คือตัวร้ายอยู่ใช่ไหมในฉากนั้น ND: สำหรับผม การจำกัดความตัวละครว่าเป็น "ตัวดี" หรือ "ตัวร้าย" มันเป็นการตัดสินตัวละครมากไปหน่อย สิ่งที่เราต้องการจะสื่อมากกว่าก็คือ นี่คือกลุ่มคนที่ไม่สมบูรณ์แบบ ที่เลือกทางเลือกที่ไม่ถูกต้อง และแสดงให้เห็นผลของทางเลือกเหล่านั้น ก่อนที่จะตั้งคำถามว่า "มันคุ้มค่าสำหรับคุณแล้วใช่ไหม" การเดินทางของเอลลี่มันคือการออกตามหาอะไรก็ตามเพื่ออุดรูในใจที่การตายของโจเอลทิ้งเอาไว้ และความเชื่อของเธอที่ว่า 'ชั้นอาจจะรู้สึกดีขึ้น ถ้าได้เห็นคนพวกนี้ต้องเจ็บปวดเหมือนกับโจเอล' มันเลยทำให้การฆ่าทุกครั้งทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งกัดกร่อนความเป็นมนุษย์ของเธอลงเรื่อยๆ มันเป็นความพยายามที่สูญเปล่า ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นอารมณ์ความรู้สึกที่เราอ้างอิงจากการสัมภาษณ์บุคคลในโลกจริง บางคนเป็นลูกหลานหรือพ่อแม่ของเหยื่อการฆาตกรรม ที่ได้นั่งดูคนที่ฆ่าคนรักของพวกเขาถูกประหารชีวิตต่อหน้า พวกเขาทุกคนพูดเหมือนกันหมดว่าสุดท้ายแล้วสิ่งที่ต้องการไม่ใช่การแก้แค้น แต่ต้องการให้คนที่เขารักกลับมาต่างหาก และการฆ่าคนที่พรากพวกเขาไปก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย ในขณะเดียวกัน การเดินทางของแอ๊บบี้มันคือการพยายามลบล้างความรู้สึกผิดของตัวเอง เธอได้ทุ่มเวลา 5 ปีไปกับการตามล่าตัวโจเอล เธอเปลี่ยนร่างกายตัวเองให้กลายเป็นอาวุธ เพราะเธอจินตนาการไปเองว่าโจเอลเปรียบเสมือนปีศาจในใจเธอ ถ้าคุณสังเกติดีๆ ในฉากที่โจเอลโดนยิงขา เพื่อนๆ ของแอ๊บบี้ยังมีท่าทีเกรงๆ เขาอยู่ด้วยซ้ำ และการตายของโจเอลก็เป็นอะไรที่น่าสมเพชมาก มันไม่ได้น่าพอใจหรือ "สมเกียรติ์" แต่อย่างใด มันแค่น่าเศร้าเท่านั้นเอง และเนื้อเรื่องของเธอมันก็คือการที่เธอพยายามจะหาทางไถ่บาปให้ตัวเอง ด้วยการช่วยเหลือเด็กสองคนจากกลุ่มที่เป็นศัตรูของเธอมาตลอด และภารกิจนั้นเองที่ทำให้เธอรู้สึกมีคุณค่าอีกครั้ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี กลับไปสู่ประเด็นที่คุณยกมา เกี่ยวกับการต่อสู้ครั้งสุดท้ายนั่น ผมคงได้แต่หวัง แม้ว่าจะรู้ว่าผู้เล่นจะตีความตอนจบไปหลากหลายทางก็ตาม แต่เราหวังว่าคุณจะรู้สึกเห็นใจตัวละครทั้งเอลลี่และแอ๊บบี้ เอลลี่ในตอนจบของเกม อาจจะถือว่าอยู่ในจุดเดียวกับแอ๊บบี้ในตอนต้นของเกม ที่เข้าใจแล้วว่าการต่อสู้นี้มันช่างไร้ค่าและน่าสมเพชเหลือเกิน แอ๊บบี้ไม่ใช่คนเดียวกับแอ๊บบี้ที่ฆ่าโจเอลอีกต่อไป แต่เธอคือมนุษย์คนหนึ่งที่ผ่านประสบการณ์อันหฤโหดมาแล้ว และได้ปลดเปลื้องความรู้สึกผิดของตัวเองไปแล้ว และผู้เล่นก็เข้าใจว่าการต่อสู้ครั้งสุดท้ายนั้นมันช่างไม่มีความหมาย เพราะได้เห็นเรื่องราวของตัวละครทั้งสองคนมาแล้ว ตัวละครเลฟเป็นตัวละครที่น่าสนใจมาก เพราะเขาดูเหมือนจะเป็น "ผู้บริสุทธิ์" คนเดียวในเหตุการณ์ทั้งหมด พวกคุณได้ปรึกษาหรือพูดคุยกับกลุ่มคนข้ามเพศหรือ LGBTQ ถึงวิธีการนำเสนอตัวละครตัวนี้บ้างหรือไม่ ND: ใช่ครับ เราได้ว่าจ้างที่ปรึกษาด้านศาสนามาเลยนะ เพราะเราตั้งใจว่าเราจะสร้างศาสนาหรือชุดความเชื่อหนึ่งขึ้นมาจริงๆ ฉะนั้นเราก็อยากจะพยายามหลีกเลี่ยงการกระทบกระทั่งจิตใจของใคร คือทีมงานทุกคนเข้าใจตรงกันว่า การจะสร้างศิลปะที่ท้าทายผู้รับมากขนาดนี้ขึ้นมาซักชิ้นหนึ่ง มันย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีคนที่รู้สึกไม่ชอบ แต่ถ้าเราจะทำอะไรที่มันจะไปกระทบใจใคร อย่างน้อยก็ขอทำในวิธีที่มันไตร่ตรองมาแล้ว เพื่อไม่ให้ประเด็นเหล่านี้มากำหนดเนื้อเรื่อง แต่เพื่อให้เสริมเนื้อเรื่องแทน เรามีสมาชิกในทีมพัฒนาหลายคนที่เป็นบุคคลข้ามเพศ และเราก็ได้ปรึกษากับพวกเขาตลอดการพัฒนา เราอ่านหนังสือและรับฟังบทสัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นนี้มากมาย เราได้เชิญที่ปรึกษาเข้ามาเพื่อช่วยอธิบายประเด็นต่างๆ ให้เราเข้าใจ และเมื่อเราทำความเข้าใจประเด็นเหล่านั้นแล้ว เราก็ต้องพยายามลืมมันไป และสร้างตัวละครให้เป็นเพียงคนธรรมดาคนหนึ่งในโลกนั้น เราไม่ได้อยากจะสร้างความหลากหลายไปอย่างนั้นเอง เราไม่ได้ใส่ตัวละครข้ามเพศเข้าไปแค่เพื่อให้มีตัวละครข้ามเพศในเรื่อง แต่เรารู้สึกว่ามันมีประเด็นที่น่าสนใจที่สามารถพูดถึงใด้ในบริบทของศาสนา มันคือการนำเสนอตัวละครตัวหนึ่งที่ถูกล่าโดยกลุ่มคนที่เชื่อศาสนาเดียวกับเขา แถมตัวเองก็ยังเชื่อในศาสนานั้นซะเอง แค่ตีความเนื้อหาของความเชื่อนั้นไปในทิศทางที่ต่างกับคนอื่น และนั่นแหละคือประโยชน์ของความหลากหลาย คือมุมมองที่เพิ่มขึ้น ให้เราได้มองเนื้อเรื่องในมุมที่ใหม่กว่าเดิม คุณคาดหวังให้ผู้เล่นได้อะไรจากตัวละครแอ๊บบี้มากที่สุด ND: อย่างที่ผมอธิบายไปก่อนหน้านี้ สิ่งที่ผมต้องการคือให้ผู้เล่นรู้สึกเกลียดชังเธอแบบเข้าใส้ เกลียดจนอยากจะจับเธอมาทรมานอย่างโหดร้ายไปเลย ในตอนที่ผมยังเป็นวัยรุ่น อายุประมาณเท่าเอลลี่ในเกมนี่แหละ ผมได้ดูข่าวเรื่องหนึ่ง ซึ่งแสดงภาพคนผิวดำที่ถูกจับแขวนคอจนตาย และมันส่งผลกระทบต่อจิตใจของผมมาก ทั้งความรุนแรงที่ได้เห็น และเสียงร้องแห่งความยินดีที่ออกมาจากผู้คนที่กระทำความรุนแรงนั้น มันทำให้ผมรู้สึกขยะแขยงมากๆ และในหัวของผมตอนนั้น ผมคิดจริงๆ ว่าผมอยากจะฆ่าไอ้คนพวกนั้นให้หมด ถ้าผมสามารถกดปุ่มปุ่มหนึ่ง ที่ทำให้คนพวกนี้ตายไปพร้อมๆ กัน ผมคงกดไปแล้ว ถ้ามีคนในกลุ่มนั้นถูกจับมัดติดกับเก้าอี้อยู่ตรงหน้า ผมเชื่อว่าผมคงจับพวกเขาทรมานจนตายไปแล้ว มันคือสิ่งที่ผมรู้สึกจริงๆ ในตอนนั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป พอผมมองย้อนกลับไปที่ความคิดของตัวเองในขณะนั้น แน่นอนว่ามันเป็นความคิดที่เลวร้ายมาก ผมก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่เติบโตมาในสังคมธรรมดาๆ ตลอดชีวิตของผมมีเรื่องทะเลาะกับคนอื่นถึงขั้นลงไม้ลงมือแค่ 2-3 ครั้งเท่านั้นสมัยที่อยู่โรงเรียน แต่ผมก็ยังสามารถมีความคิดที่ชั่วร้ายแบบนั้นได้ แค่จากการนั่งดูคนอื่นกระทำอะไรบางอย่าง แล้วลองคิดต่อไปว่า ถ้ามันเป็นคนที่ผมรักล่ะ ขนาดคนถูกกระทำเป็นคนแปลกหน้าผมยังรู้สึกได้ขนาดนั้น ผมไม่ได้รู้จักใครในสถานการณ์นั้นเป็นการส่วนตัวเลยซักนิด ทั้งคนที่กระทำและถูกกระทำ มันเลยกลายเป็นข้อถกเถียงทางปรัชญาในหัวของผม ที่ผมเถียงกับตัวเองมาหลายปีแล้ว จนวันหนึ่งผมตัดสินใจว่าอยากจะสร้างความรู้สึกแบบเดียวกันนั้นในวิดีโอเกม และเราก็มีตัวละครอันเป็นที่รักมากๆ อยู่แล้ว ที่หลายคนดูจะรักเสมือนเป็นคนในครอบครัวตัวเองเลย นั่นก็คือโจเอล และถ้าตัดสินจากปฏิกิริยาของคนต่อข้อมูลที่หลุดออกมา ดูเหมือนว่าเราก็ทำให้คุณรู้สึกอย่างนั้นได้จริงๆ ความท้าทายมันอยู่ตรงที่ว่า ถ้าคนไม่สามารถเห็นใจหรือเข้าใจตัวละครแอ๊บบี้ได้ ก็ถือว่าเนื้อเรื่องของเกมมันล้มเหลวไปแล้ว ถ้าคุณเล่นเกมจนจบ และยังรู้สึกอยากแก้แค้นเธอหรือไม่สามารถเข้าใจเธอได้ เกมทั้งหมดก็จะพังทลายลง และนั่นคือสิ่งที่ทีมพัฒนาให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ คือการทำให้แอ๊บบี้เป็นตัวละครที่…อาจจะไม่ใช่ "คนดี" ซะทีเดียว เพราะนั่นเป็นหลุมพรางที่นักเขียนบทหลายคนมักจะติดกับ คือเมื่อเรามีโจทย์ว่าอยากให้คนชอบแอ๊บบี้ให้ได้ งั้นทำให้เธอเป็นคนสมบูรณ์แบบไปเลยละกัน แต่นั่นมันไม่ได้ทำให้เกิดการเห็นอกเห็นใจกันอย่างแท้จริง เพราะความเห็นอกเห็นใจมันเกิดก็เมื่อคนเราทำผิดพลาด และพยายามจะแก้ไขความผิดนั้นๆ แม้จะทำไม่สำเร็จทุกครั้งก็ตาม สรุปสั้นๆ ก็คือผมหวังว่าผู้เล่นจะสามารถมองเห็นเธอในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ที่มีความซับซ้อนไม่ต่างจากมนุษย์คนอื่นๆ ในโลกจริง ระหว่างที่เล่นเกมนี้ คุณรู้สึกขึ้นมาจริงๆ ว่าอยากจะเข่นฆ่าผู้คนเหล่านั้น แต่เมื่อคุณต้องเผชิญหน้ากับความเป็นจริง คุณก็ค้นพบว่าการฆ่าคนอย่างเลือดเย็นมันยากกว่าที่คุณคิดไว้มาก แต่มันก็ควรจะยากอยู่แล้วใช่ไหม ND: ผมไม่รู้ว่าคุณเคยดูหนังเรื่อง Saving Private Ryan หรือเปล่า แต่มันเป็นหนังที่มีอิทธิพลต่อผมมาก เพราะมันเป็นหนังที่สนุกมากๆ คุณได้ติดตามการเดินทางของกลุ่มตัวละคร ที่ล้วนมีความน่าดึงดูดและน่าสนใจมาก แต่ภาพยนตร์ก็มีความน่ากลัว มีความท้าทายคนดูพอสมควร เพราะมันเป็นหนังที่พยายามเล่นกับความคาดหวังของคนดูว่า "หนังแอคชั่น" มันควรเป็นอย่างไร หนังนำเหตุการณ์ที่เรามักเห็นในหนังแอคชั่นมาไว้ในสถานการณ์ที่อิงความเป็นจริง ซึ่งมันทำให้คุณมองเห็น "ความบิดเบี้ยว" ที่อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์เหล่านั้น และนั่นก็คือความหวังของเรา เราไม่ได้ทำให้เกมมันรุนแรงมากๆ เพียงเพื่อสร้างความรู้สึกสะอิดสะเอียนให้คนเล่นจนเขาปิดเกมหนีไปเลย แต่เราหวังว่าเนื้อเรื่องของเกมจะเป็นแรงขับที่เพียงพอให้คุณเล่นเกมต่อไปเรื่อยๆ เพราะ TLoU2 เป็นเกมที่ออกแบบมาให้คุณรู้สึกถึงน้ำหนักของการกระทำในแบบที่ต่างจากเกมแอคชั่นอื่นๆ ความท้าทายของการทำอะไรใหม่ๆ สำหรับเรา คือการที่คุณไม่รู้ว่าคนจะคิดอย่างไรกับการเปลี่ยนแปลงนั้น และคุณก็ได้เห็นผลของความเสี่ยงนั้นอยู่ตอนนี้เลย ผมคิดว่าวิดีโอเกมที่ผ่านมา อาจจะทำให้ผู้เล่นมีความคาดหวังบางอย่างต่อเกมภาคต่อ เช่นคาดหวังว่าจะได้เล่นเป็นตัวละครตัวใดตัวหนึ่ง หรือคาดหวังว่าเนื้อเรื่องจะดำเนินไปแบบหนึ่ง และทีมงานของเราอยากจะท้าทายความคิดนั้นมากๆ ถ้าให้นึกตอนนี้อาจจะนึกไม่ออก แต่ผมเชื่อว่ามันต้องมีตัวอย่างของเกมที่ฆ่าตัวเอกทิ้งในภาคต่อ ซึ่งมันสำคัญต่อเรามากที่จะไม่ให้โจเอลตายอย่างวีรบุรุษ แต่ต้องตายอย่างโหดเหี้ยม ศพไม่สวยอย่างแน่นอน ตอนที่เราเขียนบทฉากนั้น มันมีผลกระทบต่อจิตใจของพวกเราทุกคน เราเลยมั่นใจว่ามันต้องกระทบจิตใจผู้เล่นด้วยแน่นอน ผมเข้าใจได้นะถ้าแฟนของเกมภาคแรกจะเกลียดสิ่งที่เกิดขึ้นในภาคนี้ แต่ถ้าคุณได้ลองเข้าไปสัมผัสเกมจริงๆ ผมเชื่อว่าพวกเขาจะเข้าใจว่าโจเอลก็ยังเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของเรื่องราวทั้งหมด ถึงจะไม่ได้เห็นหน้าตากันจริงๆ แต่จิตวิญญาณของโจเอลก็ยังแทรกอยู่ในทุกอณูของเกม ผ่านความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเอลลี่ และคุณก็ได้เห็นในฉากย้อนอดีตทั้งหลายในเกม และในฉากท้ายเรื่อง ที่เอลลี่ได้ครุ่นคิดถึงการให้อภัยจริงๆ และในบทสนทนาสุดท้ายระหว่างพวกเขาทั้งสอง ที่เธอรู้สึกว่าเขาทำผิดต่อเธออย่างร้ายแรงจนเธอพร้อมจะตัดขาดกับเขาไปเลย แต่สุดท้ายเธอก็สามารถวางมือลงจนได้ ซึ่งผมมองว่านั่นแหละคือแก่นของความเป็นมนุษย์ในตัวเอลลี่ ที่ยังงดงามอยู่ แม้ว่าเธอจะต้องตัดสินใจทำสิ่งที่โหดร้ายมากมายก็ตาม Troy Baker (นักแสดงบทโจเอล) และ Ashley Johnson (นักแสดงบทเอลลี่) คิดอย่างไรกับเรื่องราวของตัวละครของพวกเขาในเกมนี้ ND: เอ่อ…ฮ่าๆ (หัวเราะ) ตอนที่ผมเล่าเนื้อเรื่องให้ Ashley ฟังครั้งแรก มันคือหลังจากที่ผมเล่าเรื่อง DLC Left Behind ของภาคแรกให้เธอฟังพอดี ตอนนั้นพวกเรานั่งคุยกันอยู่ในร้านอาหาร และเธอก็ชอบบทนั้นมากๆ และหลังจากนั้นช่วงที่เรากำลังจะเริ่มถ่ายทำเกมกัน ผมก็บอกเธอว่า เออ ผมมีไอเดียอีกแบบในหัวว่าเกมภาคต่อจะเป็นอย่างไร ซึ่ง Ashley ร้องไห้แบบสะอึกสะอื้นเลยทีเดียวเมื่อได้ฟังเรื่องที่ผมวาดไว้ในหัว แต่เธอก็คิดว่ามันยอดมากๆ เช่นกัน ในส่วนของ Troy ผมว่า… คือต้องเข้าใจว่าบทที่พวกเขาได้รับมันท้าทายสำหรับพวกเขามากๆ ผมเห็นที่คนพูดๆ กันในเน็ตว่าพวกเรา (ทีมพัฒนา) กำลังไม่ให้เกียรติ์ตัวละครของโจเอล ซึ่งผมก็อยากจะบอกว่า ไอ้ห่าเอ๊ย มันไม่มีใครรักตัวละครพวกนี้มากกว่าพวกเรา (ทีมพัฒนา) อีกแล้วโว้ย ยกเว้นแค่ Troy คนเดียว ไม่มีใครรักโจเอลมากเท่า Troy Baker อีกแล้ว Credit: Eurogamer

ดูข่าวต้นฉบับ