ผักสด เข็มฉีดยา และแมลงสาบ - อั๋น ภูวนาท

TOP PICK TODAY เผยแพร่ 04 พ.ค. 2563 เวลา 02.47 น. • อั๋น ภูวนาท

“อย่าจับแมลงสาบครับลูก มันสกปรก น่ากลัว ไม่เอา ๆ ครับ”

ผมร้องเสียงดังลั่น เมื่อหันไปเห็นน้องพอลลูกชายวัยเกือบสองขวบของผมกำลังตื่นเต้นกับสิ่งมีชีวิตชนิดใหม่ที่ในใจเขาคงคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นเพื่อนที่ดีของเค้าได้ ถึงขนาดวิ่งตามแมลงสาบไปหัวเราะไปอย่างสนุกสนานและทำท่าคิดเหมือนกำลังจะก้มลงไปหยิบมันขึ้นมา ทว่าต้องสะดุดหยุดสุดตัวเพราะผมเองที่ร้องตะโกนโวยวายจนน้องพอลตกใจ

หลังจากวันนั้นมนุษย์ตัวน้อย ๆ คนนี้ก็ได้บันทึกความเข้าใจนี้ไว้ในส่วนลึกของหัวใจทันทีว่า แมลงสาบนั้นน่าเกลียดน่ากลัว และคือศัตรู ไม่ใช่เพื่อน

ที่ผมรู้เพราะน้องพอลมีท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน เมื่อเจอกับแมลงสาบอีกครั้ง เค้าวิ่งหนีอย่างตื่นกลัวและชี้บอกให้ทุกคนรอบๆตัวให้

“ตีสาบๆๆ มันอี๋ๆๆ พอลกลัวๆๆ”

ผมไม่รู้ว่าจริง ๆ ว่าผิดไหมที่ไปยัดเยียดพลังลบแบบนี้ให้ลูก เพียงเพราะเราคิดว่ามันน่าจะเป็นวิธีที่ปลอดภัย

ถ้าหนูเจองู หนูห้ามเล่นกับมันเพราะมันมีพิษนะครับ

แมงมุมมันมีเขี้ยวนะลูก ถ้าไปกวนมันแล้วมันอารมณ์ไม่ดีมันจะเอาเขี้ยวมันหนีบนิ้ว

ตัวขาเยอะๆแบบนี้เค้าเรียกว่าตะขาบ เจอเมื่อไหร่อย่าเข้าใกล้ ให้วิ่งมาหาแดดดี้หม่ามี้เลยนะ

หลายครั้งที่เราหยิบความกลัวยัดใส่หัวใจตัวเอง หรือแม้แต่คนใกล้ชิด เพียงเพราะคิดหวังว่าจะให้มันเป็นตัวแทนของความปลอดภัยในชีวิต

ผมเคยเป็นคนเกลียดผัก กลัวเข็มฉีดยามหาศาล รังเกียจแมลงสาบแล้วอยู่ดี ๆในคืนวันพระจันทร์เต็มดวงคืนนึง ผมก็ตัดสินใจคุยกับตัวเองอย่างใคร่ครวญว่า เฮ้ย!! ผักมันดีนี่นา ถ้าแกฉลาด แกมีเหตุผลอะไรล่ะถึงจะไม่กินมัน แล้วอาหารมื้อต่อไปของผมก็เปิดใจสั่งอาหารทุกจานเป็นผักทั้งหมด แล้วตั้งแต่วินาทีนั้นผมก็กลายเป็นคนกินผักได้ง่าย ๆ เช่นกันกับความกลัวเข็มฉีดยา ณ ห้องฉุกเฉินหลายปีมาแล้ว ผมป่วยหนักมากจนต้องให้คนมาอุ้มลงจากรถเข้าไปหาหมอ ปวดหัวจนอยากจะตัดหัวทิ้ง แล้วเช่นกันในวินาทีแห่งความทรมาณนั้น ผมพูดกับหมออย่างชัดเจนว่าฉีดยาอะไรก็ได้ให้ผมหายเดี๋ยวนี้โดยไม่มีแม้แต่นิดที่ผมคิดถึงความกลัวเข็มเลย

และตั้งแต่วันนั้น แม้ผมจะไม่ได้ถึงกับมีความสุขกับเข็มฉีดยาแต่เมื่อสติเจอกับปัญญาผมก็สามารถพาตัวเองไปบริจาคเลือดได้อย่างสม่ำเสมอ

เค้าถึงมีคำพูดที่บอกกันไว้ว่า “ใจเป็นนาย กายเป็นบ่าว”

เมื่อเราเชื่อว่าเราทำได้ เราก็จะทำได้

เมื่อเราเชื่อว่าเราไม่โง่ เราก็จะฉลาดขึ้น

เมื่อเราเชื่อว่าเราไม่กลัว เราก็จะกล้าหาญมากขึ้น

แล้วกับแมลงสาบล่ะ คงมีคนอยากถามใช่ไหมว่าผมคุยกับตัวเองเรื่องนี้ได้หรือยัง คำตอบก็คือพยายามคุยแล้วจ้ะ แต่ทำได้เท่านี้ คือยังกลัวนะ แต่ไม่สติแตกแล้ว ถ้าหันไปเจอหน้ากันครั้งแรกก็คงยังมีการดีดตัวแรงมากอยู่แหละ แต่หลังจากนั้นน่าจะทนอยู่ด้วยกันได้พักใหญ่ๆครับ เพราะผ่านการประมวลผลด้วยสติและปัญญาแล้วว่ามันเป็นความกลัวที่ไม่มีอันตรายต่อกาย มีแค่ผลต่อใจเท่านั้น

เคยได้ยินเรื่องทฤษฎีแมลงสาบกันไหมครับ มันเป็นทฤษฎีที่บอกว่า เมื่อมีเหตุการณ์ใด ๆ เกิดขึ้น มนุษย์เราจะมีพฤติกรรมตอบสนองต่อเหตุการณ์นั้นแบ่งได้เป็น 2 อย่าง นั่นก็คือ Reaction ซึ่งคือพฤติกรรมตอบสนองที่เกิดขึ้นจากสัญชาตญาณแบบทันทีทันใด เช่นเมื่อเราโดนเข็มจิ้ม เราจะกระตุกมือกลับ ส่วนอีกอันคือ Response ซึ่งคือพฤติกรรมการตอบสนองที่เกิดขึ้น แต่ผ่านการกลั่นกรองคิดใคร่ครวญแล้ว 

ผมขอยกตัวอย่างให้เราทุกคนเห็นภาพและเข้าใจกันได้ชัดเจนขึ้นสักนิดละกันนะครับ เหตุเกิด ณ ร้าน อาหารแห่งหนึ่ง ในขณะที่ในร้านกำลังทานอาหารกันอยู่นั้น อยู่ดี ๆ ก็มีแมลงสาบตัวหนึ่งบินมาเกาะลูกค้าผู้หญิงที่กำลังทานข้าวอยู่อย่างเอร็ดอร่อย ทันทีทันใดเธอยืนขึ้นแล้วกรีดร้องอย่างสุดเสียงด้วยตกใจแล้วกระโดดไปมาพร้อมกับมือที่ปัดป้องจนแม้แต่เจ้าตัวก็หารู้ไม่ว่าตกลงแล้วแมลงสาบตอนนี้อยู่ที่ไหน แมลงสาบตัวดีกระพือปีกแล้วบินหนีออกมาจากผู้หญิงคนนั้นอย่างไรทิศทาง แล้วไปเกาะลูกค้าคนที่สองซึ่งนั่งอยู่โต๊ะถัดไป ผู้หญิงคนนี้ก็กระโดดออกมาจากเก้าอี้แล้วเอามือทั้งซ้ายและขวาขึ้นมาปัดมั่วไปทั่วร่างกายพร้อมกับร้องโวยวายเสียงดังฟังไม่ได้ศัพท์ แมลงสาบตัวเดิมคงรำคาญเลยบินออกมา แล้วไปเกาะที่พนักงานเสิร์ฟที่ยืนมองเหตุการณ์นี้อยู่ข้างข้างอีกที เพียงแต่คราวนี้ทุกอย่างเปลี่ยนกลายเป็นความสงบ มีเพียงสายตาที่มองตามแมลงสาบเจ้าปัญหาอย่างนิ่งเฉย พร้อมกับมือของที่ยกขึ้นมาตะปบจับมันไว้อย่างว่องไวและรีบเดินไปโยนแมลงสาบเจ้ากรรมออกนอกร้านอาหารทันที โดยไม่มีแม้แต่เสียงร้องหรือคำพูดใด ๆ สักคำ

เห็นไหมครับว่าแมลงสาบบินมาเกาะเหมือนกัน แต่คนเรากลับมีวิธีที่จัดการกับอารมณ์ที่ตื่นตระหนกตกใจแตกต่างกัน แทนที่เราจะ Reaction กับแมลงสาบเหมือนกับผู้หญิง 2 คนแรก จริง ๆ แล้วควรฝึกที่จะ Response ต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยวิธีการที่เหมือนกับพนักงานคนที่ 3 นี้ทำมากกว่า

ชีวิตคนเราก็มีหลายๆอย่างที่ทำให้เราหัวเสียได้ง่ายมากมาย โดยเฉพาะในช่วงโควิด-19 แบบนี้

เบื่ออยู่บ้าน งานไม่มี เงินไม่พอใช้ รับไม่ไหวกับคนใกล้ตัว เจ้านายกดดัน บริษัทไม่แฟร์ แฟนไม่เทคแคร์ พนักงานส่งของมารยาทแย่ แต่อย่าลืมนะครับว่าถ้าเราหงุดหงิด กรี๊ดแตก วิตกจริต จิตตกกับสิ่งเหล่านี้ นั่นเป็นเพราะเราเลือกเอง ไม่ใช่เพราะสิ่งๆนั้นที่ทำให้เรารู้สึกแย่  ถ้าเพียงแค่เรามีสติใคร่ครวญ เราก็จะเลือกได้ว่าจะจัดการกับสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นยังไง

ในโลกใบนี้ถึงได้มีคนบางคนที่ยังยิ้มได้ แม้จะเจอกับเรื่องที่เลวร้ายจนเหมือนคล้ายจะไม่มีทางออก

กับบางคนที่เอาแต่บ่นๆๆ ว่าชีวิตมันแย่ๆๆ แม้จะไม่มีอุปสรรคอะไรเลย

ไม่แปลกหรอกที่เราส่วนใหญ่จะยังมีความสะดุ้งตกใจ เป็น Reaction กันเวลาเจออะไรที่เกลียดกลัว ไม่ว่าจะเป็นแค่แมลงสาบ หรือแม้แต่โควิด-19  ขอแค่อย่าปล่อยให้มันครอบงำความคิดและจิตใจนานเกินไปก็เท่านั้น

นี่ก็พฤษภาเดือน 5 แล้วนะรู้ตัวกันหรือยังว่าปีนี้เราอยู่กับที่กันมานานแค่ไหนแล้ว ลองคุยกับตัวเองดีๆสักที ว่ากับเวลาที่ผ่านมานานขนาดนี้เราจะยังคงตอบสนองสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยreaction กับชีวิตด้วยการบ่นพึมพำหดหู่อยู่บ้าน 

หรือจะพร้อมใจกันเดินหน้าพาตัวเองอัพเกรดชีวิตแล้วคิดใคร่ครวญให้ได้สักทีว่าจากนี้เราจะ Response กันยังไงต่อไปกับโลกใบใหม่ที่จะไม่มีวันเหมือนเดิมอีกต่อไปใบนี้

--

ติดตามบทความใหม่ ๆ จาก อั๋น ภูวนาท ได้ทุกวันจันทร์ บน LINE TODAY