'ผกก.กฤษณะพงศ์'ไม่ไกล่เกลี่ย'บิ๊กโจ๊ก'คดีฟ้องเท็จ-เบิกความเท็จ ยันเอาเรื่องถึงที่สุด

แนวหน้า เผยแพร่ 16 ก.ค. เวลา 11.22 น.

"ผกก.กฤษณะพงศ์"ยื่นยกเลิกการไกล่เกลี่ยคดี"บิ๊กโจ๊ก"คดีฟ้องเท็จ-เบิกความเท็จ กล่าวหาพาจำเลยหนีไปลาว ยันเอาเรื่องถึงที่สุดแม้จะต้องถวายฎีกาก็ตาม

เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 2563 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ กัญจน์ชัยกิจ ผกก.1 บก.ทท.2 ในฐานะโจทก์ ได้เดินทางมายื่นคำร้องขอยกเลิกการไกล่เกลี่ยคดี กรณีที่ยื่นฟ้องกลับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล หรือ "บิ๊กโจ๊ก" ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ฐาน "ฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ" จากกรณีที่โจทก์เคยถูกจำเลยกล่าวหาว่าร่วมกับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี อดีต ผบ.ตร.กลั่นแกล้งดำเนินการทางวินัยจำเลย เมื่อปี 2554 ต่อมา ศาลชั้นต้น และศาลชั้นอุทธรณ์ ได้ยกฟ้อง

โดยเมื่อวันที่ 13 ก.ค.2563 โจทก์ไม่ได้ตอบคำถามศาลด้วยตัวโจทก์เองแต่ให้ทนายโจทก์ตอบ จึงเกิดการเข้าใจว่าจะมีการไกล่เกลี่ย ซึ่งไม่ใช่ความประสงค์ของโจทก์ ในวันนี้จึงได้มายื่นคำร้องขอยกเลิก โดยมีผู้ให้การสนับสนุนมามอบดอกไม้เพื่อกำลังใจ กว่า 10 คน ก่อนที่ พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ จะไปยื่นคำร้องกับเจ้าหน้าที่ของศาลอาญา

ทั้งนี้ พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นนัดตรวจพยานหลักฐานในคดีนี้ ปรากฏว่าศาลกำหนดให้ไกล่เกลี่ยกัน วันที่ 4 ส.ค.นี้ แต่ตนไม่ประสงค์ที่จะเจรจาไกล่เกลี่ยกับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จำเลย แต่ใด เพราะว่าตลอดระยะเวลาตั้งแต่ปี 2555 ตนซึ่งมีครอบครัวอยู่ที่ จ.สมุทรปราการ โดนโยกย้ายไปอยู่พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วยความไม่สมัครใจ นานเกือบ 5 ปี ได้รับความเดือดร้อนและทุกข์แสนสาหัส จากการโดนฟ้องร้องเป็นคดีอาญาหลายคดี ทั้งที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ฟ้องเอง และให้ลูกน้องเป็นคนฟ้อง รวมทั้งการแจ้งความดำเนินคดีและถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย นอกจากนี้ ตนยังต้องห่างจากครอบครัว

ส่วนประเด็นของความขัดแย้งระหว่างตนเองกับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ นั้น เริ่มจากประชาชนร้องเรียนเรื่องส่วยคาราโอเกะในพื้นที่ จ.นครพนม ยุคที่ พล.ต.ท.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี เป็น ผบ.ตร.และแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ต่อมาเมื่อวันที่ 12 ก.ค.2554 พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้ฟ้อง พล.ต.อ.วิเชียร กับลูกน้อง 11 คน รวมทั้งตนเองด้วย แต่สุดท้ายก็ต่อสู้คดีจนยุติเสร็จสิ้นทุกคดี แต่ก็ได้รับผลกระทบและเดือดร้อนอย่างมากจากการถูกโยกย้ายไปอยู่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

เมื่อถามว่า ตอนนี้มีคดีความที่ทั้งสองฝ่ายฟ้องร้องกันอีก จำนวนกี่คดี พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ กล่าวว่า มีคดีนี้ที่ตนยื่นฟ้อง พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ 1 คดี เพราะว่าเป็นการฟ้องกลับคดีที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ฟ้องตน เมื่อปี 2554 แล้วศาลยกฟ้อง จากนั้นตนได้ตรวจพยานหลักฐานต่างๆในสำนวนคดีพบว่า มีข้อความเท็จและเบิกความเท็จ จึงนำรายละเอียดดังกล่าวมายื่นฟ้องกลับต่อศาลอาญา ขั้นตอนอยู่ระหว่างกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลย ตนยืนยันจะต่อสู้คดีให้ถึงที่สุดเพื่อให้ได้รับความเป็นธรรม เพื่อความถูกต้องของสังคม และอยากให้ศาลพิพากษาลงโทษตามกฎหมาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำฟ้องคดีหมายเลขดำ อ.2699/2562 ระบุพฤติการณ์สรุปว่า ขณะฟ้อง พ.ต.อ.กฤษณะพงศ์ โจทก์ เป็นตำรวจ ตำแหน่งผู้กำกับ (สอบสวน) กลุ่มงานสอบสวน กองบังคับการสืบสวนสอบสวน ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.จชต.) กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 9 เหตุเกิดเมื่อวันที่ 12 ก.ค.2554 พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ จำเลย กระทำผิดอาญา โดยเจตนานำคดีอาญามาฟ้องโจทก์อันเป็นเท็จต่อศาลอาญา ในข้อหาหรือฐานความผิดร่วมกัน สมคบกัน สั่งการ ก่อใช้ ขู่เข็ญ จ้างวาน หรือยุยงส่งเสริม หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใด เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีกล่าวหาโจทก์ว่าพา นายเขตสยาม เนาวรังสี เจ้าของร้านคาราโอเกะ ตามหมายจับศาลจังหวัดนครพนม หลบหนีคดีไปยังประเทศลาว โดยมีการพูดจาทำให้เกิดความเข้าใจผิด ซึ่งจำเลยเบิกความอันเป็นเท็จในการพิจารณาคดีในชั้นไต่สวนมูลฟ้องต่อศาลอาญา ตามคำให้การพยานของจำเลย

ดูข่าวต้นฉบับ