ปลูกพริก “ซุปเปอร์ฮอท” สร้างรายได้ดีที่บ้านรักไทย ต.ชมพู อ.เนินมะปราง จ.พิษณุโลก (ตอนจบ)

เทคโนโลยีชาวบ้าน อัพเดต 26 ก.พ. เวลา 11.43 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. เวลา 03.15 น.
26 บันทึก

การปลูกพริกที่ดี จะต้องจัดการทรงต้นให้ดีตั้งแต่แรก

คุณพิสุทธิ์ ต๊ะปิง หมู่ที่ 9 บ้านรักไทย ตำบลชมพู อำเภอเนินมะปราง จังหวัดพิษณุโลก โทรศัพท์ (098) 593-7591 เล่าว่า หลังการย้ายกล้าพริกลงแปลงปลูกได้ประมาณ 15-20 วัน ก็จะต้องเริ่มแต่งกิ่งต้นพริก ต้นพริกจะมี 2 ง่ามก่อนเป็นอันดับแรก จากนั้นก็จะแตกง่ามเพิ่มจาก 2 เป็น 4 จาก 4 เป็น 8 ง่าม เป็นต้น

ส่วนที่แตกใบต่ำกว่า 2 ง่ามแรกลงมา ให้ริดใบและแขนงทิ้งให้หมด หรือความสูงจากพื้นดินขึ้นมา 30 เซนติเมตร ต้องริดใบหรือแขนงต้นออกให้หมด ซึ่งเป็นหลักการทั่วไปสำหรับการปลูกพริก โดยส่วนใหญ่ก็จะรู้ว่าจะต้องจัดการทรงต้นพริกแบบนี้ แต่ก็ไม่ค่อยทำกัน ซึ่งเหตุผลที่ทราบจากการได้พูดคุย คือ เสียดายใบพริก คิดว่าเสียเวลาในการเด็ดแขนงเหล่านี้ทิ้ง ซึ่งจริงแล้วเมื่อลำต้นหรือโคนพริก โปร่ง แดดส่องถึง ทำให้เป็นผลดีกับต้นพริกมากกว่า เช่น หน้าฝน ฝนตก โคนต้นพริกที่แฉะ เมื่อลมโกรกผ่านได้ดี แดดส่องถึง ก็จะทำให้ดินและทรงพุ่มพริกแห้งได้ไว แต่ถ้าพุ่มพริกแน่น ร่มทึบ โอกาสที่ต้นและผลพริกเน่าสูงมาก อีกอย่าง การที่ทรงพุ่มพริกทึบหนา การฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงก็จะไม่ทั่วถึงอีกด้วย

การปฏิบัติบำรุงรักษา

พริก เป็นพืชที่ทนแล้งดีกว่าทนน้ำ แต่ในระยะที่พริกเริ่มออกดอก พริกจะต้องการน้ำมากกว่าปกติ พบว่า การให้น้ำที่ไม่เพียงพอ และอากาศแห้งแล้งจะทำให้ดอกอ่อน ดอกบาน และผลอ่อนที่เพิ่งติดร่วงได้ ในสภาพที่อากาศค่อนข้างเย็น อุณหภูมิประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส จะทำให้พริกเจริญเติบโตไม่ค่อยดี มีการติดดอกต่ำ และดอกร่วงในที่สุด การให้น้ำควรจะลดลง หรือในช่วงที่เริ่มเก็บผลพริก ทั้งนี้ เพราะถ้าให้น้ำพริกมากไป จะทำให้ผลมีสีไม่สวย

*การให้น้ำ *

หลังจากปลูกสร้าง ควรให้น้ำดังนี้ ช่วง 3 วันแรก ให้น้ำวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น, ช่วง 4 วันต่อมา ให้น้ำวันละครั้ง, ช่วงสัปดาห์ที่ 2 ถึงสัปดาห์ที่ 4 ให้น้ำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง, ช่วงสัปดาห์ที่ 5 ถึงสัปดาห์ที่ 7 ให้น้ำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง, ช่วงสัปดาห์ที่ 7 ไปแล้วให้น้ำสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ การให้น้ำแก่พริกควรให้ตามสภาพต้นและสภาพแวดล้อมของแต่ละพื้นที่ ไม่มีอะไรที่เป็นสูตรตายตัว ที่กล่าวไปแค่เป็นแนวทางที่นำไปประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสม

โรคและแมลงศัตรูพริก มีความสำคัญมากในการปลูกพริก

คุณพิสุทธิ์ เล่าว่า เกษตรกรต้องมีความเข้าใจเรื่องโรคและแมลงศัตรูพริกเบื้องต้น เพราะพริกจัดได้ว่าเป็นพืชที่มีโรคและแมลงศัตรูมาก อย่างเรื่องของแมลงศัตรูที่สำคัญที่สุดของพริกคือ “เพลี้ยไฟ” ที่ระบาดได้ทุกฤดูกาล แต่จะระบาดมากและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วในช่วงอากาศแห้งแล้ง ในช่วงการปรับเปลี่ยนจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาว อากาศร้อน ลมกระโชกแรง หรือเมื่อฝนทิ้งช่วงเป็นระยะเวลานาน จึงต้องหมั่นสังเกตและตรวจแปลงพริกทุกวันอย่างสม่ำเสมอ

เพลี้ยไฟพริก เป็นแมลงปากเขี่ยแล้วดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณส่วนยอด ใบอ่อน ตาดอกอ่อน สังเกตบริเวณยอดอ่อนจะหงิก ขอบใบหงิก และม้วนขึ้นด้านบนทั้ง 2 ข้าง ใบที่ถูกทำลายมากจะเป็นรอยด้านสีน้ำตาล ถ้าระบาดมากช่วงที่ติดดอกจะทำให้ดอกร่วง ถ้าระบาดช่วงติดผลอ่อนก็จะทำให้ผลบิดงอ ถ้าระบาดรุนแรงต้นพริกก็จะไม่โตและต้นแห้งตาย

การป้องกัน โดยการเลือกใช้สารเคมีป้องกันกำจัด มีให้เลือกใช้อย่างหลากหลายมากปัจจุบัน ถ้าช่วงต้นพริกเล็กยังไม่ออกดอกติดผลก็ฉีดพ่นสารเคมีได้ทุกตัวไม่มีปัญหา แต่ระยะที่ต้นพริกโตให้ผลผลิตแล้ว ควรเลือกสารเคมีที่ฉีดระยะดอกพริกได้ ไม่สร้างความเสียหายแก่ดอกพริก

ต้องเข้าใจว่า บนต้นพริกที่ให้ผลผลิตแล้วจะมีพริกอยู่หลายรุ่นหลายระยะมากบนต้น โดยเฉพาะระยะดอกกับผลอ่อนจะมีตลอดบนต้น สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงก็ต้องไม่เป็นสารที่มีส่วนผสมของน้ำมัน หรือข้างขวดหลัง ชื่อสามัญลงท้ายด้วย EC (สารละลายน้ำมันเข้มข้น) เช่น สารคลอร์ไพรีฟอส, อะบาเม็กติน เป็นต้น ซึ่งจะทำให้ดอกพริกไหม้ หรือดอกร่วงได้ เป็นต้น

ส่วนสารเคมีที่เลือกใช้ ยกตัวอย่างเช่น อิมิดาคลอพริด, ฟิโปรนิล, สไปนีโทแรม เป็นต้น เลือกใช้ฉีดสลับกันไปเรื่อยๆ หลายๆ ตัว ไม่ให้แมลงศัตรูดื้อยา การป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ จึงควรเป็นลักษณะการฉีดป้องกันมากกว่าจะดีที่สุด

ส่วนโรค “แอนแทรกโนส” หรือโรคกุ้งแห้ง โดยโรคแอนแทรกโนส เป็นโรคที่สำคัญมากในการปลูกพริก ระบาดมากช่วงฤดูฝน สร้างความเสียหายเป็นอย่างมากถ้าเกิดการระบาด มักพบอาการบนผลพริกที่เริ่มสุก หรือผลพริกก่อนจะเปลี่ยนสี เริ่มแรกมีแผลจุดช้ำสีน้ำตาล บุ๋มยุบตัวลึกลงเล็กน้อยในผิวผลพริก ต่อมาแผลขยายออกเป็นวงรี หรือวงกลมซ้อนกันเป็นชั้นๆ ถ้าอากาศชื้นบริเวณแผลจะมีเมือกเยิ้มสีส้มอ่อนๆ แต่หากแสดงอาการที่ผลอ่อนจะทำให้ผลพริกโค้งงอบิดเบี้ยวลักษณะคล้ายกุ้งแห้ง

เชื้อราก่อโรคกุ้งแห้งสามารถติดไปกับเมล็ดได้ การปลูกไม่ควรปลูกต้นพริกให้ชิดกันเกินไป เพราะจะทำให้เกิดความชื้นสูง อากาศไม่ถ่ายเท ที่สำคัญยังทำให้เชื้อราแพร่กระจาย เกิดการระบาดได้อย่างรวดเร็ว หากสำรวจพบพริกแสดงอาการโรค ควรเก็บผลพริกเป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที

หากเริ่มพบการระบาดให้ฉีดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา อะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 5-10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 75% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สารโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร และพ่นทุก 7-10 วัน ก็เลือกใช้สลับไปเรื่อยๆ เน้นการใช้สลับกันไปเรื่อยๆ

ถ้าเป็นหนัก หรือเกิดการระบาดรุนแรงก็ต้องใช้ยาเกรดสูงๆ อย่าง “อะซอกซีสโตรบิน” เพื่อหยุดยั้งการระบาดให้ได้ โดยเราจะเน้นการฉีดป้องกัน ไม่เน้นการแก้ไขเมื่อเกิดการระบาดมากกว่า โดยรอบการฉีดพ่นพริกก็จะประมาณ 7 วัน ต่อครั้ง ซึ่งจะพอดีรอบทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยวพริกออกจากต้นก็จะฉีดพ่น

ตลาดพริกก็ยังดีตลอด เกษตรผู้ปลูกยังอยู่ได้

คุณพิสุทธิ์ เล่าว่า ทุกวันนี้ก็มีตลาดเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ราคาก็ยังอยู่ในระดับที่ดี ราคาก็อาจจะมีขึ้นลงบ้าง ขึ้นอยู่กับปริมาณผลผลิตในท้องตลาด โดยที่ผ่านมาอย่างตัวเองที่เคยลองปลูกมาก่อนหน้านี้และเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน เฉลี่ยแล้วรายได้จากการปลูกพริกซุปเปอร์ฮอท 1 ไร่ ก็จะประมาณ 80,000-100,000 บาท

ซึ่งนั่นก็เท่ากับการดูแลรักษาของเกษตรกรด้วยว่า จะดูแลต้นพริกให้สมบูรณ์ออกดอกติดผลได้ยาวนานแค่ไหน โดยรวมยังมองว่าการปลูกพริกก็ถือว่ายังดีกว่าพืชหลายๆ ชนิด หรือแม้จะมีพริกจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าก็ตาม แต่ก็ยังสู้เรื่องของความสดใหม่ไม่ได้

เช่น พริกจากประเทศพม่าส่งเข้ามาขายในไทย แม้จะมีราคาที่ถูกกว่าครึ่งหนึ่งของราคาซื้อขายพริกในประเทศ แต่ก็จะมีเฉพาะกลุ่มที่เลือกใช้พริกนำเข้าเหล่านี้ ซึ่งพริกจากประเทศเพื่อนบ้านยังมีจุดอ่อนในเรื่องของความสดใหม่ เนื่องจากระยะเวลาในการขนส่งเข้ามาขายในบ้านเรา ยังคงใช้ระยะเวลาหลายวันนั่นเอง ทำให้พริกมีคุณภาพที่ลดลง แต่ถ้ากลุ่มตลาดรับซื้อที่ต้องการพริกที่มีคุณภาพสูง มีความสดใหม่ พ่อค้าในประเทศ หรือผู้ส่งออกก็ยังเลือกซื้อพริกที่ปลูกในไทยมากกว่า

อย่างที่สวนผมเองตอนนี้ก็ส่งออกไปมาเลเซียโดยผ่านผู้ส่งออก ซึ่งอนาคตผู้ส่งออกก็จะขึ้นมาทำจุดรับซื้อ นำห้องเย็นมารับซื้อในพื้นที่เลย เนื่องจากพื้นที่ปลูกพริกมีมากขึ้นสามารถรวบรวมสินค้าได้แล้ว แล้วส่วนหนึ่งผมก็ส่งขายในประเทศ หลักๆ ก็ตลาดไท, ตลาดผักที่ราชบุรี ที่จะส่งขายประจำ

การปลูกพริก “ซุปเปอร์ฮอท” ไม่ยากและไม่ง่าย ถ้ามีความเข้าใจ

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า หลังจากที่เตรียมแปลงปลูกดีแล้ว ก็จะต้องวางระบบน้ำ ซึ่งพื้นที่ปลูกพริก 40 ไร่ ใช้ระบบน้ำหยดทั้งหมด จากนั้นก็ต้องปูพลาสติกคลุมแปลงให้เรียบร้อย จึงจะย้ายกล้าพริกปลูกได้ ซึ่งช่วงเวลาที่รอกล้าพริกพร้อม เกษตรกรก็ต้องวางแผนการเตรียมแปลงปลูกให้พร้อม

ตอนนี้แปลงปลูกพริกนี้ ก็เป็นแหล่งศึกษาดูงาน

คุณพิสุทธิ์ เล่าว่า แม้เกษตรกรบางคนปลูกพริกมานาน แต่ก็ยังขาดความเข้าใจรูปแบบขั้นตอน หรือแนวทางการปฏิบัติที่ถูกต้องในการปลูกพริกเชิงการค้า เมื่อเขามาดูงาน หรือเราทำให้เขาเห็นว่าทำแบบนี้แล้ว ผลที่ได้มันเป็นอย่างไง ซึ่งเป็นเรื่องดีมากๆ ที่หลายคนก็กลับไปใช้กับสวนพริกตัวเอง เช่น การเตรียมแปลง ระบบน้ำ การปักไม้ การใช้เชือกประคองต้น

ตอนนี้การใช้ปุ๋ยจะเป็นปุ๋ยทางใบเป็นหลัก ไม่ได้ใส่ปุ๋ยเคมีทางดินเลย คุณพิสุทธิ์ อธิบายว่า เนื่องจากตนเองปลูกพริกในพื้นที่ค่อนข้างมาก จึงใช้วิธีการให้ปุ๋ยโดยการฉีดพ่นทางใบทั้งหมดไม่ได้ใส่ปุ๋ยเคมีทางดินเลย ซึ่งพบว่าพริกซุปเปอร์ฮอทนั้นก็มีการเจริญเติบโตได้ดี ทำให้ไม่มีต้นทุนในการซื้อปุ๋ยเคมีทางดิน รวมถึงค่าแรงงานที่จะต้องใส่ปุ๋ยทางดินเลย

ปุ๋ยทางใบก็จะเป็นปุ๋ยเกล็ด หรือปุ๋ยน้ำ ที่จะเน้นสัดส่วนเรโชปุ๋ย อัตราส่วนปุ๋ย 2 : 1 : 3 หรือ N P K โดยอาจจะหาซื้อปุ๋ยทางใบที่มีสูตรใกล้เคียงได้ในท้องตลาด แล้วที่ขาดไม่ได้ก็พวกฮอร์โมนอาหารเสริมต่างๆ เช่น แคลเซียมโบรอน (ขาดไม่ได้) สาหร่าย ธาตุอาหารรอง

ซึ่งหลายๆ คนสนใจสูตรปุ๋ยที่ตนเองผสมใช้เอง ก็มาขอแบ่งซื้อไปใช้ก็มี หรือบางท่านที่ไม่สะดวก หรืออยากจะใช้ปุ๋ยทางดิน ก็จะแนะนำให้ใช้ปุ๋ยทางดินสูตรเสมอ เช่น สูตร 15-15-15, 16-16-16 ผสมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-0-0 (แคลเซียมไนเตรต) ซึ่งดีกว่าการใช้ยูเรีย (46-0-0) เพราะปุ๋ยยูเรียนั้นแม้จะเร่งการเจริญเติบโตได้ดี แต่หากใช้อย่างต่อเนื่องก็จะทำให้ต้นพริก ใบพริก ผลพริก อ่อนแอต่อโรค

นอกจากการให้ธาตุอาหารหลักแล้ว การปลูกพริกในพื้นที่เดิมติดต่อกันหลายปี อาจทำให้ขาดธาตุอาหารรอง ที่สำคัญได้ส่งผลให้การเจริญเติบโตผิดปกติ หรือออกดอกและติดผลต่ำ เช่น การขาดธาตุแคลเซียมในช่วงติดผล จะทำให้ผลมีอาการเหมือนถูกน้ำร้อนลวก หรือผลไหม้ ที่เรียกว่าโรคกุ้งแห้งเทียม ธาตุอาหารรองที่สำคัญสำหรับพริก ได้แก่ แคลเซียม (Ca) แมกนีเซียม (Mg) แมงกานีส (Mn) ทองแดง (Cu) และสังกะสี(Zn)

การส่งพริกขายตอนนี้ก็จะรวบรวมสินค้าจากเพื่อนๆ เกษตรกรให้ได้เต็มรถกระบะ บรรทุก (3 ตัน) แต่ถ้าผลผลิตมีมากกว่านั้น ทางผู้ซื้อก็จะส่งรถกระบะบรรทุกมาเสริมให้จนพอกับจำนวนผลผลิต ซึ่งค่าขนส่ง หรือรถขนส่ง ผู้ซื้อจะเป็นคนออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด ต้นทุนค่าขนส่งไม่ใช่ของเกษตรกร

ดูข่าวต้นฉบับ