บริษัทไล่ออก "หมู" หนุ่มหัวร้อน ชาวเน็ตแห่แฉวีรกรรม

ข่าวช่องวัน 31 อัพเดต 23 ต.ค. 2562 เวลา 09.19 น. • เผยแพร่ 23 ต.ค. 2562 เวลา 09.19 น. • one31.net
 บริษัทไล่ออก

บริษัทไล่ออก หนุ่มหัวร้อน ชาวเน็ตแห่แฉวีรกรรม ขณะที่รองโฆษก ตร. เผย เตรียมสอบปมพูดดูหมิ่น…

จากกรณี เกิดอุบัติเหตุรถกระบะได้เฉี่ยวชนกับรถยนต์เก๋งฮอนด้า ซีวิค ของคู่กรณีบนถนนอุทยาน โดยชายเจ้าของรถเก๋งได้ใช้วาจาที่รุนแรงต่อว่าคู่กรณี อีกทั้งยังตำหนิคนขับรถประเภทกระบะว่า ขับแย่ทุกคัน ตามข่าวที่นำเสนอไปแล้ว

ล่าสุด แฟนเพจ KASA Development ได้ออกมาโพสต์ถึงกรณีดังกล่าวแล้วว่า “บริษัท กาซ่า ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้จัดตั้งในประเทศไทยและได้ดำเนินกิจการเป็นไปตามกฎหมายไทยตลอดมา บริษัทฯเคารพและเชิดชูในสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุด จากเหตุการณ์ตามคลิปที่โพสลงสื่อ social media ต่างๆ ซึ่งมีพนักงานของบริษัท กาซ่า ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ใช้คำพูดและแสดงกริยาก้าวร้าวรุนแรง รวมถึงหมิ่นประเทศไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์ ทางบริษัทฯรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น บริษัทฯได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าวและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้พนักงานดังกล่าวพ้นสภาพการเป็นพนักงาน ตามมาตรการและระเบียบบริษัทฯ โดยมีผลนับตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป บริษัทฯกราบขออภัยมา ณ โอกาสนี้ค่ะ”

ด้านแฟนเพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ return.v13 ได้โพสต์ข้อความถึงหนุ่มหัวร้อนคนดังกล่าวว่า “นอกจากความกวนและบ้านรวยของ น้องแว่น แล้วเรามาดูกันว่า น้องแว่น มีอะไรน่าติดตามบ้าง”

ขณะที่ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่าได้รับรายงานจาก สภ.พุทธมณฑล ภ.จว.นครปฐม ว่า เหตุการณ์ดังกล่าว วันนี้เวลาประมาณ 11.00 น. บริเวณจุดกลับรถ ด้านหน้าพุทธมณฑล บนถนนพุทธมณฑลสาย 4 ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม โดยฝ่ายรถยนต์เก๋งขับมาจากฝั่งถนนเพชรเกษม มากลับรถบริเวณดังกล่าว ต่อมาฝ่ายรถรถยนต์กระบะได้ขับขี่มาในทิศทางตรงจากศาลายา แล้วมาถึงบริเวณจุดกลับรถจึงได้เกิดการเฉี่ยวชนกัน แล้วมีการกระทบกระทั่งพร้อมและพูดจาด่าว่ากัน จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า คู่กรณีทั้งสองฝ่ายนั้นได้ใช้สิทธิกับบริษัท ประกันภัย ตกลงไกล่เกลี่ย และชดใช้ค่าเสียหายซ่อมรถที่เกิดจากการเกิดเฉี่ยวชนให้แก่กัน

ส่วนในประเด็นที่มีการด่าว่าหรือดูหมิ่นกันนั้น คงต้องมีการตรวจสอบว่าเป็นความผิดต่อส่วนตัวหรือเป็นความผิดต่ออาญาแผ่นดิน หากเป็นความผิดต่อส่วนตัวแล้วฝ่ายที่เสียหาย จะต้องมาร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวน ให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเสียก่อน ส่วนหากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นความผิดต่ออาญาแผ่นดิน เจ้าหน้าที่รัฐก็สามารถกล่าวโทษเองเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายได้

อีกทั้งตามที่ชายคนดังกล่าวได้พูดในคลิปลักษณะที่ว่า “ตนเองอายุ 24 ปี เป็นลูกเศรษฐี มีรถป้ายแดงคันละล้านสอง มีทุกอย่างที่เจ้าของคลิปไม่มี และตนไม่แคร์ตำรวจ เพราะตนรู้จักนายตำรวจใหญ่” ถึงแม้จะเป็นการพูดส่วนตัวของคู่กรณี ก็ไม่อยากให้มาพูดพาดพิงหรือส่งผลเสียต่อองค์กรอื่น โดยหากตรวจสอบแล้วพบว่าการกระทำจากเหตุการณ์ข้างต้น เข้าข่ายเป็นความผิดตามกฎหมายใด ก็จะดำเนินคดีตามพยานหลักฐาน ไม่มีการยกเว้นว่ารู้จักผู้ใดหรือไม่ โดยที่ผ่านมามักมีการแอบอ้างลักษณะนี้เยอะ ทำให้ประชาชนมององค์กรตำรวจไม่ดี ซึ่งในคดีลักษณะนี้มักจะเกิดการบานปลายมาจากคดีรถเฉี่ยวชน แล้วทะเลาะกัน ทำร้ายร่างกายกัน จนนำไปสู่ความสูญเสีย บาดเจ็บ ทรัพย์สินเสียหาย หรือถึงขั้นเสียชีวิต.

ดูข่าวต้นฉบับ