บริษัทฯ หนุ่มแว่นหัวร้อน ดูถูกประเทศไทย มีมติ "ไล่ออก" มีผลทันที

NATIONTV อัพเดต 24 ต.ค. 2562 เวลา 06.53 น. • เผยแพร่ 23 ต.ค. 2562 เวลา 08.47 น. • Nation TV
บริษัทฯ หนุ่มแว่นหัวร้อน ดูถูกประเทศไทย มีมติ ไล่ออก มีผลทันที

จากกรณีที่มีการแชร์เหตุการณ์จากผู้ใช้เฟสบุ๊กรายหนึ่ง ได้แชร์คลิปหนุ่มแว่นหัวร้อน เดือดใส่กระบะ หลังเกิดอุบัติเหตุชนกันแถวถนนอุทยาน (ถนนอักษะ) ที่กำลังเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในโลกออนไลน์อยู่ในตอนนี้ ล่าสุดทางบริษัทต้นสังกัด ได้ประกาศพ้นสภาพการเป็นพนักงานแล้ว

จากกรณีคลิปเหตุการณ์ ชายใส่แว่นกำลังโวยวายใส่ชายผู้ถ่ายคลิป ในขณะที่สาวที่มากับเขาได้ยกมือไหว้พร้อมกับเอ่ยปากขอโทษ แต่ก็ถูกชายคนนี้ตวาดใส่ว่าไปไหว้ขอโทษมันทำไม ทั้งยังอวดความร่ำรวยของตนเองว่า..

"ขยะสังคม มึงมีปัญญาขึ้นรถกูมั้ย ถ้าไม่มีก็ไปขอให้คนอื่นมาจ่ายให้กูสิ มึงมีปัญญาซื้อมั้ย มีเงินแสนอยู่เท่าไหร่ มีกี่ล้าน กูมีออมสินอยู่ หนึ่งล้านบาท กูให้มึงดูเลย กูไม่เคยแคร์คนไทย กูดูถูกคนไทยมาตลอด มึงจำคำพูดกูไว้ พวกคนไทยคือพวกชั้นต่ำทั้งประเทศ กูหมิ่นทุกคนแม้กระทั่งนายกฯ มึงอยู่บ้านอะไรอ่ะมีแลนด์แอนด์เฮ้าส์อยู่หรือเปล่า แค่ 5 ล้านเอง ลูกเศรษฐีอะคุณรู้จักเปล่า ขับรถป้ายแดง คุณอายุเท่าไร 20 กว่าหรอ ผม 24 ขับรถป้ายแดงคันละล้านสอง มีทุกอย่างที่คุณไม่มี"

จากพฤติกรรมของหนุ่มแว่นหัวร้อน ทำให้ทางบริษัทต้นสังกัด บริษัท กาซ่า ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ทนนิ่งเฉยไม่ได้กับพฤติกรรมนี้ จึงได้ออกแถลงการณ์อย่างฉับไว โดยระบุข้อความว่า..

บริษัท กาซ่า ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ได้จัดตั้งในประเทศไทยและได้ดำเนินกิจการเป็นไปตามกฎหมายไทยตลอดมา บริษัทฯเคารพและเชิดชูในสถาบันชาติ ศาสนาและพระมหากษัตริย์อย่างสูงสุดจากเหตุการณ์ตามคลิปที่โพสลงสื่อ social media ต่างๆ ซึ่งมีพนักงานของบริษัท กาซ่า ดิเวลลอปเม้นท์ จำกัด ใช้คำพูดและแสดงกริยาก้าวร้าวรุนแรง รวมถึงหมิ่นประเทศไทยและสถาบันพระมหากษัตริย์ ทางบริษัทฯรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

บริษัทฯได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเหตุการณ์ดังกล่าวและมีมติเป็นเอกฉันท์ให้พนักงานดังกล่าวพ้นสภาพการเป็นพนักงาน ตามมาตรการและระเบียบบริษัทฯ โดยมีผลนับตั้งแต่วันที่ 23 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไปบริษัทฯกราบขออภัยมา ณ โอกาสนี้ค่ะ

จากแถลงกาารณ์ดังกล่าว ทำให้ชาวโซเชียลต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็น ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการชื่นชม ในการตัดสินใจของทางบริษัท ที่ไม่นิ่งเฉยกับพฤติกรรมของพนักงานรายนี้

ดูข่าวต้นฉบับ