น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 4 จังหวัด ‘ปภ.’ เร่งช่วยเหลือด่วน!

The Bangkok Insight อัพเดต 08 ส.ค. 2563 เวลา 04.26 น. • เผยแพร่ 08 ส.ค. 2563 เวลา 04.26 น. • The Bangkok Insight
น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 4 จังหวัด ‘ปภ.’ เร่งช่วยเหลือด่วน!

น้ำป่าไหลหลากในพื้นที่ 4 จังหวัด "กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย" เร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยโดยด่วน ประสาน 14 จังหวัดภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เตรียมพร้อมรับมือน้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง

กระทรวงมหาดไทย โดย กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานเกิด น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ พะเยา น่าน เลย และปราจีนบุรี รวม 5 อำเภอ 9 ตำบล 48 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 9 ครัวเรือน สถานการณ์ภาพรวมระดับน้ำลดลง ซึ่ง ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยทหาร จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งสำรวจความเสียหายและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว

นายชยพล ธิติศักดิ์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า จากอิทธิพลร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณทะเลจีนใต้ ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ตั้งแต่วันที่ 6 สิงหาคม 2563 ถึงปัจจุบัน (8 ส.ค.63 เวลา 06.00 น.) ส่งผลให้เกิด น้ำป่าไหลหลาก ในพื้นที่ 4 จังหวัด รวม 5 อำเภอ 9 ตำบล 48 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 9 ครัวเรือน ได้แก่

ภาคเหนือ 2 จังหวัด ได้แก่

  • พะเยา ในพื้นที่อำเภอเชียงคำ รวม 5 ตำบล 40 หมู่บ้าน
  • น่าน ในพื้นที่อำเภอสองแคว และท่าวังผา รวม 2 ตำบล 4 หมู่บ้าน

ภาคตะวันออกฉียงเหนือ 1 จังหวัด ได้แก่

  • เลย ในพื้นที่อำเภอด่านซ้าย รวม 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน

ภาคตะวันออก 1 จังหวัด ได้แก่

  • ปราจีนบุรี ในพื้นที่อำเภอนาดี รวม 1 ตำบล 1 หมู่บ้าน สถานการณ์ภาพรวมระดับน้ำลดลง

ทั้งนี้ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ร่วมกับจังหวัด หน่วยทหาร องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งระบายน้ำออกจากพื้นที่ และให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว โดยแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค และวัสดุอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือนแก่ผู้ประสบภัย รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ทั้งการชดเชยความเสียหายของบ้านเรือนเป็นวัสดุก่อสร้างหรือจ่ายเงินช่วยเหลือตามความเหมาะสม

ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

อย่างไรก็ตาม กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ได้ประสาน 14 จังหวัดภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือเตรียมพร้อมรับมือน้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ในวันนี้ (8 ส.ค.63) โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศปริมาณฝน ระดับน้ำ และแนวโน้มสถานการณ์ภัยอย่างใกล้ชิดพร้อมจัดชุดเคลื่อนที่เร็วเครื่องมืออุปกรณ์ประจำพื้นที่เสี่ยงให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยรวมถึงแจ้งเตือนประชาชนติดตามพยากรณ์อากาศ และปฏิบัติตามประกาศเตือนภัยอย่างเคร่งครัด

นายชยพล กล่าวว่า ปภ. ได้ติดตามสภาพอากาศ และปริมาณฝนสะสม กับ กรมอุตุนิยมวิทยา และกองอำนวยการน้ำแห่งชาติ พบว่า ร่องมรสุมพาดผ่านภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทยมีกำลังแรงขึ้น ทำให้มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่

กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) จึงได้ประสาน 14 จังหวัดในพื้นที่ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เตรียมพร้อมรับมือน้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ในช่วงวันที่ 8 สิงหาคม 2563 แยกเป็น พื้นที่เฝ้าระวังน้ำป่าไหลหลาก

ภาคเหนือ 5 จังหวัด ได้แก่

  • น่าน (อำเภอสองแคว อำเภอปัว อำเภอบ่อเกลือ อำเภอเมืองน่าน อำเภอเชียงกลาง อำเภอเวียงสา อำเภอเฉลิมพระเกียรติ และอำเภอบ่อหลวง)
  • พะเยา (อำเภอภูซาง และอำเภอเชียงคำ)
  • เชียงราย (อำเภอเชียงของ)
  • แม่ฮ่องสอน (อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน)
  • เชียงใหม่ (อำเภอเชียงดาว อำเภอฝาง และอำเภอแม่อาย)

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 จังหวัด ได้แก่ ชัยภูมิ (อำเภอเมืองชัยภูมิ)

พื้นที่เฝ้าระวังน้ำล้นตลิ่ง แม่น้ำน่าน จังหวัดน่าน (อำเภอท่าวังผา อำเภอเมืองน่าน อำเภอเวียงสา และอำเภอสองแคว) แม่น้ำแม่ลาว จังหวัดเชียงราย แม่น้ำป่าสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ (อำเภอหล่มสัก) แม่น้ำโขง จังหวัดเชียงราย เลย หนองคาย บึงกาฬ นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี

ขณะเดียวกันได้สั่งการ ศูนย์ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขตในพื้นที่เสี่ยงภัย เตรียมพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยในช่วงดังกล่าวโดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน พร้อมวิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงและแนวโน้มสถานการณ์ภัยต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง จัดชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT) รถปฏิบัติการและเครื่องจักรกลสาธารณภัยให้พร้อมเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทันที

อีกทั้งประสานหน่วยงานในพื้นที่ อำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสร้างการรับรู้และแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบสถานการณ์ภัยและแนวทางการปฏิบัติตนอย่างปลอดภัย ผ่านทุกช่องทาง เช่น สื่อสังคมออนไลน์ วิทยุชุมชน หอกระจายข่าวประจำหมู่บ้าน สำหรับประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์ภัยสามารถติดต่อได้ทางสายด่วนนิรภัย1784 ตลอด 24 ชั่วโมงเพื่อประสานให้การช่วยเหลือโดยด่วนต่อไป

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ดูข่าวต้นฉบับ