น่าแปลก!! บุกค้นโรงงานจุลินทรีย์กำจัดวัชพืชทดแทน “พาราควอต”

สยามรัฐ อัพเดต 19 ต.ค. 2562 เวลา 11.41 น. • เผยแพร่ 19 ต.ค. 2562 เวลา 11.41 น. • สยามรัฐออนไลน์
น่าแปลก!!  บุกค้นโรงงานจุลินทรีย์กำจัดวัชพืชทดแทน “พาราควอต”

แปลกมาก!! นักวิชาการไทย คิดค้น จุลินทรีย์กำจัดวัชพืชทดแทน “พาราควอต” แต่กลับถูกเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตร บุกค้น จ้องเอาผิด แทนที่จะเร่งศึกษาร่วมกันเพื่อประโยชน์ชาติ เตรียมชี้แจง กระทรวงเกษตรฯ ให้เกิดความกระจ่าง 24 ตุลาคมนี้ โวยแหลก หากรัฐบาลจริงใจแก้ปัญหา ต้องหันมาศึกษาเอาจริงกับการยกเลิกใช้สารเคมีในประเทศ

เมื่อวันที่ 19 ต.ค. นายฐปนรมย์ แจ่มใส นักวิชาการอิสระ และกรรมการบริหารบริษัทวอน ซิสเต็มส์ เปิดเผยว่า จากที่ตนทำหนังสือถึงนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เพื่อขอเข้าให้ข้อมูลกับทางกระทรวงเกษตรฯ เรื่องการใช้จุลินทรีย์เพื่อกำจัดวัชพืชในการประกอบอาชีพทางเกษตรกรรม ตามที่กระทรวงเกษตรฯ ประกาศนโยบายเพิ่มพื้นที่เกษตรอินทรีย์ และผลักดันยกเลิกการใช้ 3 สารเคมี เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 17 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยหลังจากที่ทำหนังสือ ขอชี้แจงกับกระทรวงเกษตรฯ เพื่อให้ข้อข้อมูลว่ามีการศึกษาวิจัยที่ชัดเจน มีสิ่งที่ทดแทนสารเคมี ในการกำจัดวัชพืชได้ แต่เมื่อวันที่ 18 ต.ค.ที่ผ่านมา ได้มีเจ้าหน้าที่กรมวิชาการเกษตรทำการล่อซื้อจุลินทรีย์ ที่โรงงานของตนเองที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา โดยอ้างว่า ได้รับแจ้งว่ามีการจำหน่ายจากโรงงานดังกล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ของตน ได้แจ้งต่อเจ้าหน้าที่ ว่าไม่ได้มีการผลิตจุลินทรีย์ ในโรงงานดังกล่าว เพราะเป็นโรงงานผลิต ขวดพลาสติก เท่านั้นไม่ได้มีการผลิตและจำหน่าย ที่ใช้ทั้งหมด เป็นการผลิตและและใช้ในกลุ่มของตนในกลุ่ม ที่ปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ เฉพาะกลุ่ม เพื่อส่งเสริมให้ลดการใช้ สารเคมีในประเทศ ไทย แต่เจ้าหน้าที่ ยังขอตรวจค้นอย่างเข้มงวด ทุกซอกทุกมุมภายในโรงงาน และไม่เข้าใจว่ากรมวิชาการเกษตรต้องการอะไรทำไมต้องเข้าตรวจค้น ทั้งที่โรงงานดังกล่าวก็ มีการจัดตั้งมานานแล้ว

นายฐปนรมย์ กล่าวว่า ส่วนการผลิตจุลินทรีย์ก็มีการใช้เฉพาะกลุ่มผู้ปลูกอินทรีย์ไม่มีการจำหน่ายใดๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ ตนเองพยายามที่จะทำให้ถูกกฎหมาย เพื่อที่จะจำหน่าย แต่กรมวิชาการเกษตร ไม่ยอมจดขึ้นทะเบียนให้ แต่พอจะเข้าไปชี้แจงว่ามีสิ่งทดแทน สารเคมี กลับถูกเข้าตรวจค้น แต่ตนก็ ไม่ได้มีปัญหาอะไร เพราะทุกอย่างคิดว่าทำในสิ่งที่ถูกต้องและคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติ จึงอยากจะให้ข้อมูลกับทางภาครัฐ และไม่ทราบว่ามันไปขัดอะไรกับใครถึงมีคำสั่งให้ตรวจค้นในครั้งนี้ และยืนยันการเข้าไปให้ข้อมูลกับทางกระทรวงเกษตรฯ เป็นไปด้วยความบริสุทธิใจ และอยากให้สังคมเข้าใจข้อเท็จจริงเสียทีว่า มีสิ่งที่ทดแทนสารเคมีได้ทันที หากทางภาครัฐห่วงสุขภาพคนไทยจริงก็ควรน่าจะมาขอร่วมมือกันลดการใช้สารเคมีในประเทศ และตนพร้อมที่จะให้ข้อมูลที่มีการศึกษาวิจัยมานาน หากเห็นว่าเป็นประโยชน์ต่อคนในประเทศ

“ผมไปอยู่มาหลายประเทศ ทั้งญี่ปุ่น เยอรมัน อินโดนีเซีย และยุโรปหลายประเทศ ก็ใช้จุลินทรีย์ ชนิดนี้ใช้ในการแก้ปัญหาการลดการใช้สารเคมีและก็ได้รับเสียงตอบรับที่ดีทุกประเทศ ที่ต้องการลดใช้สารเคมีทั้งหมด ทุกประเทศยินดี ไม่มีอะไร และกลุ่มที่ผมทำงานด้วยผลิตพืชผักอินทรีย์ แทบทั้งหมด ทั้งญี่ปุ่น เยอรมัน ทุกประเทศ ต้องการทั้งนั้น อยากได้สูตร อยากลดการใช้สารเคมี และรัฐบาลให้การสนับสนุน แต่ผมเป็นคนไทย แก่แล้วก็ อยากกลับมาบ้านตนเองคือประเทศไทยไม่มีอะไรดีที่ดีเท่าบ้านเราเลยอยากกลับมาที่บ้านเพื่อพัฒนาประเทศ แต่พอขยับที่จะผลักดันให้ลดการใช้สารเคมี พอจะให้ข้อมูลเท่านั้น ก็แปลกๆ แล้ว อยู่ดีๆก็มาขอค้น แต่ก็ ไม่เป็นปัญหา ถ้าเราคิดจะทำดีก็ ไม่ต้องกลัวใคร ซึ่งกระทรวงเกษตรฯแจ้งมาแล้วว่า วันที่ 24 ตุลาคมนี้ ให้ผมจะเดินทางไปให้ข้อมูล ทั้งหมดวันนี้ ต้องมาร่วมมือกัน ไม่ใช่เที่ยวมาจ้องจะไล่จับกัน เมื่อไหร่ มันจะพัฒนาไปได้เสียที คนไทยน่าจะตาสว่างได้แล้ว”นายฐปนรมย์ กล่าว

นายฐปนรมย์ กล่าวอีกว่า กลุ่มคนที่ ให้ตนผลิตจุลทรีย์ในการกำจัดวัชพืชครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเฉพาะ เท่านั้น ที่เน้นเรื่องเกษตรอินทรีย์ และตนเองเป็นผู้ส่งออกด้วย ตอนนี้ได้ตั้งกลุ่มผลิตข้าวอินทรีย์ และพืชผักอินทรีย์เพื่อการส่งออก และเขาผลิตเอง เป็นคนรวบรวมส่งออก ราคาก็ดี ตอนนี้ ข้าวอินทรีย์ ต่างประเทศต้องการเยอะ ผลิตส่งออกไม่พอ และ จุลินทรีย์ ไม่ใช่ จุลินทรีย์ กำจัดวัชพืช ยังมีจุลินทรีย์ ที่ใช้ในการปรับปรุงบำรุงดิน ตนยืนยันว่า ตนศึกษาเรื่องนี้มานาน และท้า เลยว่า แม้ว่า แปลงทดลองที่ตนส่งเสริม และอยู่ในกลุ่มที่ใช้ เป็นแปลงที่ปลอดสารเคมีทั้งหมด โดยมีการศึกษาชัดเจนว่ามันใช้ได้ผลจริง และขอท้าพิสูจน์ พื้นที่ในกลุ่มได้เลยว่าไม่มีสารเคมีตกค้างทั้งสิ้น โดยต้นทุน ในการใช้ ทั้งการปรับปรุงดิน และ การใช้จุลินทรีย์ ครบวงจร ก็ ไม่ใช้ว่ามากมาย จากดินที่เป็นดินที่ปนเปื้อนสารเคมี ใช้เวลาปรับดินจากเดิมที่มีสาร เคมีปนเปื้อนก็ใช้เวลา เพียง1 ปี จะไม่มีปนเปื้อนในพื้นที่เลย และขอท้าว่าทำได้ หากภาครัฐสนับสนุนลดการใช้สารเคมีจริง สามารถเข้ามาตรวจสอบได้เลย

ดูข่าวต้นฉบับ