'นิกกี้ พิ้ม'ลั่นถ้าเลี้ยงดูพ่อ เอาเงินไปเปย์ผู้หญิงยังดีกว่า!

ไทยโพสต์ อัพเดต 12 พ.ย. 2562 เวลา 11.35 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2562 เวลา 11.30 น. • ไทยโพสต์

 

          ถึงขั้นออกปากว่าไม่ขอเลี้ยงดูคุณพ่อ เปลืองเงิน ไปเลี้ยงผู้หญิงดีกว่า สำหรับนักแสดงหนุ่ม นิกกี้ พิ้ม-สุระ ธีระกล ที่ล่าสุดเปลี่ยนชื่อเป็น "ลูซิเฟอร์ นิราย พลิ้ม" ได้มาเปิดใจถึงชีวิตวัยเด็กผ่านรายการ "เรื่องลับมาก (NO CENSOR)" ที่ต้องลำบากไปอยู่กับแม่ชี จนคุณแม่มารับไปอยู่อเมริกาแต่ก็ยังเกเรจนโดนจับ สุดท้ายคุณแม่ต้องส่งตัวกลับไทย           "เปลี่ยนชื่อมันบ้ายังไง คือจริงๆแล้วหลายคนบอกว่าตั้งชื่อลูซิเฟอร์แรงเปล่า ผีนะ ปีศาจนะ ผมทำอะไรค่อนข้างศึกษาก่อน ไม่ใช่อยู่ดีๆ ตั้งชื่อเพราะมันเท่ มันเหมาะ สองต้องลิงค์กับชีวิตผม  จริงๆ ชื่อไทยผมชื่อสุระ ธีระกล สุระถ้าไปดูในวารสารหรือวิกิพีเดียมันเทพเหมือนอสูรกาย ลูซิเฟอร์ก็เป็นเทพเหมือนกัน คนชอบมองว่าแบด เป็นเทวดาที่ร่างสวยงามแต่ไม่อยู่ในกรอบ ผมดูหลายอย่าง คำนวณวัน นิรายก็คล้ายๆ นารายณ์ นิรายภาษาฮีบรู แปลว่ามือของพระเจ้า           ผมเกิดที่เมืองไทย ในตระกูลที่ดี จริงๆผมเป็นลูกครึ่งอังกฤษ-ไทย แต่แม่ผมจีนไทย บ้านผม ฝั่งคุณพ่อย้ายมาอยู่ประเทศไทย ปู่ผมเป็นเอ็นจิเนียร์อังกฤษที่สแตนบายอยู่สิงคโปร์ สมัยก่อนเขาไม่มีเครื่องมวนบุหรี่ ตระกูลผมเป็นตระกูลยาสูบ พอปู่ผมมาเมืองไทย ก็เอาเครื่องมาทำยาสูบที่เมืองไทย แล้วเป็นเอ็นจิเนียร์ ยุคนั้นก็ทำผลงานดี ผมไม่แน่ใจว่าเป็นยุคจอมพลป.หรือเปล่า แต่เขาเปลี่ยนนามสกุลให้เป็นธีระกล มีเหรียญช้างเผือกทำความดีความชอบให้กับประเทศ ส่วนคุณแม่ทำธุรกิจค้าขายเพชร จิวเวลรี่ที่โรงแรมชวลิตสมัยก่อน เป็นโรงแรมแอมบาสเดอร์สมัยนี้ แล้วทำพวกไนท์คลับกับพวกทัวร์ตั้งแต่ยุคสมัยก่อน และมีธุรกิจที่พัทยา

 

นิกกี้กับคุณแม่

 

          ฐานะพ่อกับแม่ดีมากในยุคนั้น พอดีแม่มีพี่น้องเยอะด้วย รวมคุณแม่ 9 คน เขาก็คงหย่าร้างกัน พ่อก็คงเจ้าชู้ระดับหนึ่ง แม่ก็เลยไปอเมริกา ตั้งแต่ผมอายุ 2 ขวบ ผมก็ไปอยู่โรงเรียนประจำกับพี่ชายตั้งแต่เด็กเลย ผมเลยเดินทางเยอะ ผมไม่ค่อยอยู่ที่เดียว พอ 2 ขวบก็ไปแม่พระฟาติมา ย้ายไปยอแซฟสามพราน แล้วไปอยู่สุโขทัย แม่ชีเลี้ยงผมมา ผมโตมากับโบสถ์ เวลาแม่ชีเขามีรอบ ต้องประจำที่นี่ 3 ปี 5 ปี เขาย้ายไปไหนผมก็ต้องไปด้วย แม่ผมฝากไว้กับแม่ชี ตอนนี้แม่ชีอายุ 90 แล้ว พี่ชายก็โตมาด้วยกัน เขาแก่กว่าผมปีนึง ตอนนี้เขาทำธุรกิจอยู่ที่เชียงใหม่           แม่มารับไปอยู่อเมริกาตอน 9-10 ขวบ นั่นคือเจอแม่ครั้งแรก ไม่นับตอน 2 ขวบเพราะจำไม่ได้ เขามารับผมไปอเมริกา พอบินไปเสร็จก็เริ่มเรียน อยู่ลอสแอนเจลิส ยุคนั้นป่าเถื่อนมากมีแก๊งสเตอร์บนถนนเยอะ ผมก็ค่อนข้างโตมาแบบเกเร อยู่กับคนจีน เวียดนาม เพราะถิ่นฐานที่ผมอยู่เหมือนในมิวสิกวิดีโอคนดำเลย ผมมีวิถีชีวิตที่ค่อนข้างไม่เหมือนคนอื่นเลย อย่าเรียกว่าแบดบอยเลย ผมไม่ใช่แบดบอย มันเป็นวิถีชีวิตของผม ผมต้องดิ้นรน แม่ผมไปอยู่อเมริกา แม่ก็ต้องทำงานเลี้ยงลูก 2 คน ผมขายปืนตั้งแต่อายุ 12 เรื่องพวกนี้ที่อเมริกาเรื่องปกติมาก อยู่ที่นั่นเกือบ 10 ปี ผมกลับเมืองไทยตอนอายุ 16-17 แล้วก็กลับมาเรียนโรงเรียนนานาชาติ เหตุผลที่กลับเมืองไทยเพราะผมติดคุกอยู่ที่โน่น 6 เดือน เกี่ยวกับปืน โดนขังวันละ 20 ชั่วโมง ก็ทำให้ผมไม่ยุ่งกับปืนอีกเลย เข็ด ตอนนั้นมันเด็ก เป็นความคึกคะนอง มันเป็นวิถีชีวิต ไม่ได้เดินทางผิด ถ้าไปอยู่อเมริกามันต้องเป็นแบบนั้น ผมอยู่แบบร้อยเมตรมีคนขายยาหมด นั่นคือยุคนั้น

 

 

          ตอนกลับมาเมืองไทยยังไม่ได้เจอพ่อครับ ประเด็นคือผมมีตั๋ว ศาลเขาบอกว่านิกเดี๋ยวกลับไปต้องติดคุกบ้านนะ ต้องใส่ข้อเท้าปีนึง ห้ามออกนอกบ้านเกิน 100 เมตร หลังศาลตัดสินแล้ว แม่ผมไปร้องห่มร้องไห้กับศาล ผมถือว่าเป็นบุคคลอันตราย โดนคดีมาเหมือนรอพ้นโทษ ถ้ากลับไปเมืองไทยเขาถือว่าไม่มีปัญหา แต่หนึ่งปีต้องกลับมารายงานตัวนะวันที่ศาลปล่อย แม่ก็เลยจัดการเรื่องตั๋วส่งผมมาเมืองไทย ผมก็อยากรู้วาพ่อผมคือใคร สมัยก่อนเป็นวัยรุ่น ยังเป็นเยลโล่เพจเจส เจอพ่อปุ๊บ ก็โทรไปคุย เขาพูดภาษาไทย คุยกันแป๊บนึง ผมก็อยากรู้เขาว่ารวยเปล่า เผื่อหารายได้หน่อย ผมก็โทรไปแต่ไม่กล้าเจอเขา ก็โทรบอกพี่ที่อเมริกา ว่าถ้านายกลับมาปีหน้า เราไปเจอเขากันไหม อยากเช็กหน่อยว่าอภิสิทธิ์ที่เราต้องได้รับมีอะไรบ้าง

          พอพี่กลับมาก็ไปเจอพ่อ เขานัดไปเจอที่เพชรเกษมที่บ้านหลังใหญ่ แต่เจอแล้วฟีลมันไม่ได้ เจอแค่ครึ่งชั่วโมง ไม่รู้สึกผูกพัน แล้วรู้สึกว่าไม่เอาดีกว่า ไม่อยากมายุ่ง ชีวิตนี้ได้เห็นพ่อครั้งนึง ได้รู้จักหน้า แต่ทรงเขาดีนะ อารมณ์เหมือนขับฮาเล่ย์ ผมยาว แต่เขาไม่สักนะ ผมเจอประมาณ 9-10 ครั้งในชีวิตผม ผมไปซื้อบ้านที่วังหิน แล้วทำบริษัทตรงนั้น ที่ผมไปซื้อเพราะผมเคยไปเยี่ยมอา และเขาอยู่ในหมู่บ้านนี้ ผมก็ไปซื้อบ้านตรงนี้ทำบริษัท ผมจะเจอเขาก็เวลาที่เขามาเยี่ยมน้องชาย เขาเดินผ่านก็แค่ทักทายกัน เท่านั้นเอง ผมก็ไม่ต้องการให้ใครดูแล ผมดูแลตัวเองได้ ผมเป็นลูกผู้ชาย

 

 

          จะเลี้ยงดูเขาไหม ไม่ เลี้ยงเพื่อ เปลืองตังค์ เลี้ยงผู้หญิงดีกว่า มันไม่ใช่ชีวิตผม เขาไม่ได้เลี้ยงผมมา ไม่จำเป็นต้องตอบแทนพระคุณ เอาตรงๆนะ ผมไม่มโน ผมไม่ได้มองว่าโหพ่อแม่ให้เราเกิดมาเป็นพระคุณที่ยิ่งใหญ่ ผมมองว่าสองคนเขามีเซ็กซ์กัน เขามีความสุขกัน วันหนึ่งเขาเกิดเรามา ถ้าเขาไม่ได้เลี้ยงดูเรา ผมก็มองว่าเขาก็แค่คนธรรมดาที่ไร้สมรรถภาพ ไร้ความรับผิดชอบ ผมไม่เคารพ นึกออกไหม แต่คนที่เลี้ยงเรามา ไม่ว่าหมา วัว หรือใครผมมองว่านั่นคือพ่อแม่ที่แท้จริง           กลัวคนไทยจะรู้สึกว่านิกกี้ก้าวร้าวไหม เขาไม่ได้ให้ตังค์ผมนี่ ผมแคร์ทำไม ชีวิตผมข้าวทุกจาน ผมหาซื้อกินของผมเอง คนว่าเนรคุณไหม เนรคุณอะไร เขาไม่ได้เลี้ยงผมมา ผมเลี้ยงแม่ผม ผมดูแลแม่ผม นั่นแหละคือคนที่ผมให้ค่า ผมดูแลซิสเตอร์ ที่เป็นแม่ชีที่เลี้ยงผมมา อันนั้นคือแม่ของผม ที่ผมให้ค่าที่ผมต้องดูแลทุกอย่าง ยันค่าโทรศัพท์มือถือ ผมรักแม่ผมมาก คนที่คิดแล้วไม่พูดก็มีเยอะ ต้องบอกว่าเป็นมุมมองครับ แต่ผมเป็นคนที่คิดแล้วพูด คิดอะไรแล้วผมทำ

 

นิกกี้กับแม่ชีที่เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก

 

          เรื่องที่เสียใจคือคนชอบบอกนิกกี้ชอบคนไฮโซ ขอโทษนะพี่ ผมหาเงินได้ตั้งแต่เด็ก ชีวิตผมแทบไม่ต้องใช้จ่ายอะไร ผมคบใครผมเปย์ ผมก็เทคแคร์เรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมด และดูแลคนอื่นด้วย จริงๆผมไม่ได้เจ้าชู้ แต่ผมมีแฟนเยอะ ผมมีแฟนผมก็หยุด แต่เวลาไม่มีแฟน ผมก็มีผู้หญิงเข้ามาชอบผมเยอะ มีอะไรกับผู้หญิงทุกคนที่เขาพร้อมมีอะไรกับผม ผมไม่รู้เจ้าชู้หรือเปล่า แต่ไม่ได้ผูกมัดคำว่าแฟน รักผมมันหอมหวานพี่ ผู้หญิงเจอผมเข้าไป ก็บอกสถานะก่อนนะว่าไม่ผูกมัด ผมสวิงนะ ผมไปเรื่อยนะ ผมมีแฟนเยอะ แต่ผมไม่ค่อยออกสื่อแค่นั้น แต่เดน่าออกสื่อ เดน่าพิเศษกว่าคนอื่น เดน่าเป็นมือขวาของผม ซื่อสัตย์กับผม เก็บไว้ข้างตัว ไว้ใจได้ เรียกแฟนได้ไหม ไม่ เรียกเดน่า เรียกแฟนทำไม ผู้หญิงที่อยู่กับผมทุกคน ทำงานให้ผมหมด ผมจ่ายเงินเดือนให้ทุกคน จบไหมพี่ ผมมีเงินเดือนให้เดน่าทุกเดือนด้วย ซึ่งคนไม่รู้ เฉพาะเดน่า ผมให้เดือนละ 3 หมื่น"

 

 

 

 

ขอบคุณภาพประกอบจากอินสตาแกรม nickypimpz

 

 

 

 

 

 

 

 

ดูข่าวต้นฉบับ