นายจ้างมึน!แรงงานไทยเกษียณ45ปีมากขึ้น-แถมเด็กจบใหม่ขอพักก่อนค่อยหางาน

Manager Online เผยแพร่ 08 ก.ค. 2562 เวลา 08.42 น. • MGR Online

“อีคอนไทย”เผยนายจ้างเริ่มกังวลหลังพบสัญญาณลูกจ้างเริ่มวางเป้าเกษียณการทำงานเฉลี่ยอายุ 45ปีมากขึ้นแถมเด็กจบใหม่ไม่หางานทันทีแต่ขอพักผ่อน 2-3 ปีก่อน เตรียมติดตาม3 ปัจจัยหลักใกล้ชิดหวั่นฉุดการจ้างแรงงานใหม่ครึ่งปีหลัง ทั้งการส่งออกที่ฟันธงติดลบ 1% แรงซื้อที่ยังไม่ฟื้นตัวมากนัก และเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลง

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) เปิดเผยว่า ขณะนี้นายจ้างกำลังเป็นห่วงถึงสถานการณ์แรงงานไทยที่เริ่มพบว่ามีแรงงานเริ่มเกษียณอายุงานด้วยอายุเฉลี่ยเพียง 45 ปีมากขึ้น ขณะที่แรงงานของเด็กที่จบการศึกษาใหม่อดีตเมื่อจบก็จะหางานทำทันทีกลับพบว่าเด็กรุ่นใหม่มีไลฟ์สไตล์ที่ต่างไปจากคนรุ่นเก่าที่จบมาส่วนใหญ่จะใช้เวลาพัก 1-3 ปีจึงทยอยเข้ามาสู่แรงงานในระบบจึงทำให้การประเมินทิศทางการจ้างงานจะยากขึ้นอีก

อย่างไรก็ตามอีคอนไทยกำลังติดตาม3 ปัจจัยหลักที่จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานภาพรวมในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562อย่างใกล้ชิดได้แก่ 1. การส่งออกปี 2562 ที่มีแนวโน้มสูงที่จะติดลบ 1% 2. การบริโภคในประเทศที่ยังไม่ดีนักจากราคาสินค้าเกษตรหลักๆยังตกต่ำ และ3. การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีโดยเฉพาะภาคการผลิตและการค้าเริ่มหันมาใช้ระบบอัตโนมัติ หุ่นยนต์ และอีคอมเมิร์ซ มากขึ้น

ทั้งนี้การส่งออกมีแนวโน้มติดลบ 1% ในปีนี้เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาเนื่องจากเศรษฐกิจโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนแม้ว่าล่าสุดทิศทางจะคลี่คลายไปบ้างแต่ส่วนใหญ่มองว่าสงครามการค้ายังไม่จบหากแต่เป็นช่วงพักเบรกเท่านั้นและเมื่อพิจารณาตัวเลขส่งออก 5 เดือนแรกปีนี้ที่ติดลบ 2.7% จึงเป็นเรื่องยากที่ส่งออกจะยังเติบโตได้อยู่ ประกอบกับภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่าก็จะกดดันการส่งออกให้ลำบากมากขึ้นด้วย

ขณะเดียวกันในแง่การบริโภคในประเทศที่จะมีส่วนต่อการจับจ่ายซื้อสินค้าก็พบว่ายังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควรเหตุจากราคาพืชผลทางการเกษตรที่ผ่านมาไม่ดีนักทั้งอ้อย ยางพารา ปาล์มฯลฯ ทำให้ประชากรในภูมิภาคที่เป็นแรงซื้อหลักยังมีการบริโภคต่ำ ส่วนการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีเองก็จะมีผลต่อการจ้างงานเช่นกันโดยเฉพาะในแง่ของการจ้างแรงงานใหม่เพราะโรงงานใหม่ๆเริ่มใช้เทคโนโลยีแทนคนมากขึ้น ขณะเดียวกันระบบการเงินและการค้าขายก็เริ่มหันไปพึ่งระบบออนไลน์ หรือ อีคอมเมิร์ซทดแทนบางส่วน

“ ด้วยปัจจัยดังกล่าวหลักๆ คิดว่าการจ้างงานใหม่จากนี้ไปคงจะมีไม่มากนัก แต่ด้วยปัจจัยสงครามการค้าและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงก็ทำให้การพยากรณ์ไปข้างหน้าไม่ง่ายเพราะที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้นจึงไม่มีค่าพยากรณ์ที่จะเป็นตัวเปรียบเทียบ แต่ตัวเลขการมีงานทำซึ่งรายงานโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติพบว่ามีผู้ว่างงานราว 3.63 แสนคนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนการว่างงานลดลง 6.3 หมื่นคน ซึ่งคาดว่าผลกระทบต่างๆน่าจะสะท้อนในช่วงครึ่งปีหลังนี้ไปเพราะขณะนี้สัญญาณสภาพคล่องทางธุรกิจตึงตัวเริ่มมีแล้ว ดังนั้นรัฐบาลใหม่จะต้องเร่งเข้ามาบริหารรับมือทั้งกระตุ้นกำลังซื้อที่ส่งถึงชาวบ้านจริงๆ การดูแลเรื่องส่งออก เป็นต้น”นายธนิตกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ