นั่งไทม์แมชชีน! ย้อนดูคำถามบนเวทีโลกที่นางงามไทยต้องเผชิญเพื่อพิชิตมง

LINE TODAY เผยแพร่ 08 ธ.ค. 2562 เวลา 15.23 น.

กำลังเป็นที่น่าติดตาม สำหรับเวทีการประกวดต่าง ๆ ที่ตอนนี้ทยอยการประกาศผลรัว ๆ แต่สาวงามของไทยในปีนี้เรียกได้ว่า "สายสะพายแข็ง" เป็นอย่างมาก เพราะคว้ามงรัว ๆ สร้างความชื่นใจให้กับแฟน ๆ นางงามเป็นอย่างมาก

อย่างที่ทราบกันดีว่าตอนนี้เวทีการประกวดสาวงามไม่ใช่เพียงพื้นที่ที่ประกวดแค่ความสวยแต่เพียงอย่างเดียว แต่อีกสิ่งที่ปัจจุบันเวทีให้ความสำคัญก็คือทัศนคติ และการคิดวิเคราะห์เกี่ยวกับประเด็นทางสังคมด้วย จึงจะเห็นได้ว่าตัวแทนของแต่ละประเทศที่นอกจากจะ สวย เป๊ะ ครบเครื่องแล้ว สิ่งหนึ่งที่ต้องมีก็คือทักษะและความสนใจในเรื่องความรู้รอบ ๆ ตัวอีกด้วย นอกจากด่านความสวยแล้ว สิ่งนี้เป็นอีกด่านสำคัญที่ทำให้ตัวแทนสาวงามจากทุกประเทศต้องฝ่าฟันเพื่อไปให้ถึงมง LINE TODAY จึงได้รวบรวมคำถามบนเวทีประกวดนางงามที่สาวได้ต้องพบเจอ ไปดูกันว่าตัวแทนในแต่ละปี และแต่ละเวทีเจอคำถามอะไรกันมาบ้าง

เริ่มต้นที่สาวงามคนแรกอย่าง “น้ำตาล ชลิตา” ตัวแทนประเทศไทยเจ้าของตำแหน่ง Miss Universe Thailand 2016 ที่เดินทางไปแข่งขันเวที Miss Universe 2017 ที่ประเทศฟิลิปปินส์ ปีนั้นเป็นอีกหนึ่งปีที่ตัวแทนสาวงามจากประเทศไทยถูกจับตามอง และสาวน้ำตาลก็ถือว่าทำได้ดี เดินตามรุ่นพี่ผู้เปิดประตูผีของการประกวด Miss Universe ของสาวไทยอย่าง “แนท อนิพรณ์” เข้าไปได้ถึงรอบ 6 คนสุดท้าย โดยในปีนั้นคำถามที่สาวน้ำตาลเจอก็คือคำถามที่ว่า “ผู้นำในระดับโลกในอดีตหรือปัจจุบันที่คุณชื่นชอบและเคารพคือใคร?” และสิ่งที่สาวน้ำตาลตอบก็ถือว่าได้ใจแฟน ๆ ชาวไทยเพราะผู้นำที่นำตาลตอบก็คือ ในหลวงรัชกาลที่ 9 โดยเธอให้เหตุผลว่าตั้งแต่เกิดมา ก็เห็นท่านทำงานมาตลอด ไม่เคยบ่นแม้แต่น้อย และท่านก็เปรียบเสมือนพ่อของทุกคนในประเทศไทย” และถึงแม้ว่าสาวน้ำตาลจะไปไม่ถึงมง แต่เธอก็สู้อย่างเต็มที่ในนามของตัวแทนสาวงามจากประเทศไทย

ถือว่าเป็นปีที่คำถามบนเวทีประกวดนางงามกลายมาเป็นเทรนด์แห่งปีของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ สำหรับคำถามที่ “มารีญา พูนเลิศลาภ” เจ้าของตำแหน่ง Miss Universe Thailand 2017 ต้องตอบบนเวที Miss Universe 2017 เพื่อเข้ารอบ 3 คนสุดท้าย โดยคำถามที่สาวมารีญาเจอก็คือ “คุณคิดว่าอะไรคือแรงขับเคลื่อนทางสังคม (Social Movement) ที่สำคัญที่สุดในยุคสมัยของคุณ และทำไมจึงคิดเช่นนั้น” โดยคำตอบของสาวมารีญาก็คือ “เรากำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ เพราะฉะนั้นกำลังขับเคลื่อนสังคมที่สำคัญที่สุดก็คือเยาวชน เยาวชนคืออนาคตที่เราจะต้องลงทุน เพราะพวกเขาคือคนรุ่นต่อไปที่จะดูแลโลกที่เราอาศัยอยู่นี้” จากคำตอบของสาวมารีญา แม้เธอจะไปไม่ถึงมง แต่สิ่งที่เธอสร้างไว้ก็คือการทำให้คำว่า ‘Social Movement’ กลายเป็นที่ถกเถียงในประเทศไทยในปีนั้น เพราะต่างคนต่างต้องการเข้าใจว่ามันคืออะไร และนิยามอย่างไรในประเทศไทย ถือว่านอกจากการดูการประกวดนางงามแล้ว ผู้ชมยังเกิดการคิดวิเคราะห์ และเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ไปพร้อม ๆ กัน

เป็นนางงามนักสู้ และก็มากประสบการณ์เพราะผ่านมาแล้วหลายเวที สำหรับ “ฟ้าใส ปวีณสุดา” เจ้าของตำแหน่ง Miss Thailand Universe 2019 แต่ก่อนหน้านี้เธอเคยเข้าประกวดบนเวที Miss Universe Thailand มาแล้วในปี 2017 แต่ได้เพียงตำแหน่งรองอันดับ 2 เท่านั้น และได้เป็นตัวแทนสาวงามของประเทศไทยที่ไปแข่งบนเวที Miss Earth ในปีนั้น โดยต้องบอกเลยว่าฟ้าใสเป็นตัวเต็งบนเวทีที่ถูกจับตามองเป็นอย่างมาก แต่เธอทำได้ถึงรอบ 8 คนสุดท้ายเท่านั้น ก็ถือว่าเป็นที่น่าเสียดาย และคำถามที่ฟ้าใสเจอในครั้งนั้นก็คือ “#Millennials” ซึ่งตอนนั้นสาวฟ้าใสไม่สามารถตอบได้ เพราะว่าเป็นคำศัพท์เดี่ยว ๆ ที่ไม่ได้สื่ออะไร และถือว่าเป็นคำถามที่ท้าทายเป็นอย่างมากบนเวที Miss Earth ในปีนั้น ซึ่งคำว่า Millennials ก็เป็นอีกคำที่ถูกนำไปถกเถียงต่อบนโลกโซเชียลว่ามันมีความหมายว่าอย่างไร และเวทีโลกต้องการอะไรกับคำคำนี้

เป็นอีกหนึ่งตัวแทนสาวไทยที่ถือว่าพาประเทศไทยมาได้ใกล้มงระดับโลกมากที่สุดคนหนึ่ง สำหรับ “นิโคลีน พิชาภา” เจ้าของตำแหน่ง Miss Thailand World 2018 ที่พามงไทยเข้าใกล้มงระดับโลกด้วยการคว้าตำแหน่งรองอันดับ 1 จากเวที Miss World 2018 มาครอง สำหรังคำถามที่นิโคลีนเจอบนเวทีในรอบ 5 คนสุดท้ายก็คือ “การเป็น Miss World เป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น แต่ก็เป็นภารกิจที่หนักมาก คุณจะนำเอาความแข็งแกร่งอะไรในตัวเองมารับบทบาทนี้?” และสิ่งที่สาวนิโคลีนได้ตอบไปก็คือ จุดแข็งของเธอ ก็คือความรักอย่างหมดหัวใจ หรือ Passion และความรักต่อโครงการ Love For All โครงการการกุศลของเธอที่ทำงานเพื่อเด็กออทิสติก โดยมีแรงบันดาลใจมาจากน้องชายของเธอเอง เธอจึงค้นพบว่า ตราบใดที่มีความรัก ความทุ่มเทหมดหัวใจกับงานที่ทำ เราจะมีแรงทำงาน จะมีพลังที่จะรัก และทำสิ่งที่อยากทำ อีกทั้งยังขับเคลื่อนสังคม และเปลี่ยนโลกใบนี้ให้น่าอยู่ยิ่งขึ้นอีกด้วย” ถือว่าเป็นคำตอบที่ทรงพลังและจริงใจมาก ๆ ไม่แปลกใจว่าทำไมกรรมการถึงยกตำแหน่งรองอันดับสองให้แก่เธอ

มาที่ “โกโก้ อารยะ” ตัวแทนสาวไทยจากเวที Miss Grand Thailand 2019 ที่เดินทางไปร่วมประกวดบนเวที Miss Grand International 2019 ที่คว้าตำแหน่งรองอันดับ 2 ของเวทีมิสแกรนด์มา และคำถามรอบ 5 คนสุดท้ายบนเวที MGI 2019 ก็คือ “สิ่งที่ดีที่สุดของ เวเนซุเอลา ที่คุณนึกถึงคืออะไร?” โดยเธอก็สามารถใช้ความสามารถส่วนตัวตอบจนสามารถคว้าตำแหน่งรองอันดับที่ 2 มาครองได้ในที่สุด

อีกหนึ่งคนที่สร้างประวัติศาสตร์ให้กับประเทศไทยในปีนี้ ก็คือสาว “บิ๊นท์ สิรีธร” เจ้าของตำแหน่ง Miss International 2019 ที่เธอถือว่าเป็นนางงามไทยคนแรกที่สามารถคว้ามงกุฎบนเวทีนี้กลับมาให้ประเทศไทยได้ และสิ่งที่เธอเจอบนเวทีก็คือ การให้อธิบายและกล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับ “พลังแห่งผู้หญิง” ซึ่งเธอก็ได้เอาประสบการณ์ส่วนตัวการถูกวิจารณ์อย่างหนักเมื่อได้รับตำแหน่งนางสาวไทย แต่เธอก็ไม่ยอมแพ้ พิสูจน์ตัวเองและยืนหยัด แม้ว่าเธอจะเป็นเภสัชกรแต่เธอก็ยังแน่วแน่กับการมาประกวดเป็นนางงาม อีกทั้งก็ยังคำวิจารณ์ต่าง ๆ มาเป็นพลังปรับปรุงตัวเอง ความพยายามทั้งหมดของเธอก็เอาชนะใจกรรมการจนคว้ามงกลับบ้านมาได้ในที่สุด

ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของประเทศบนเวที Miss Supranational 2019 ที่ประเทศไทยคว้ามงเป็นครั้งแรกตั้งแต่เคยส่งเข้าประกวดมา โดยตัวแทนในปีนี้อย่าง “แอน แอนโทเนีย” ก็เรียกได้ว่า ม้วนเดียวจบ เพราะคว้าตำแหน่ง Miss Supranational 2019 มาครองได้อย่างสำเร็จ โดยคำถามในรอบสุดท้ายบนเวทีนี้ก็คือ “คุณคิดว่าอะไรคือบททดสอบสำหรับคนในยุคของคุณ แล้วคุณจัดการมันได้อย่างไร” โดยสาวแอนก็ตอบกลับไปอย่างชาญฉลาดว่า คนในปัจจุบันนั้นชอบตัดสินคนจากภายนอก ไม่ได้มองอย่างลึกเข้าไปข้างใน เป็นการลดคุณค่าของคนที่ถูกตัดสิน และสำหรับสาวแอนคิดว่าราไม่ควรตัดสินคนอื่น มันจะทำให้คนมีความสุขมากขึ้น และโลกก็จะน่าอยู่มากขึ้นด้วย ถือว่าครบจบไม่แปลกใจที่มงลงเลย

นี่เป็นเพ่ียงส่วนหนึ่งจากหลากหลายเวทีที่ตัวแทนสาวงามของประเทศไทยต้องเผชิญซึ่งก็เป็นอีกสิ่งยืนยันได้ว่า ตอนนี้เวทีโลกไม่ได้ต้องการเพียงนางงามที่สวย แต่ต้องเป็นกระบอกเสียงให้กับประเด็นต่าง ๆ ของสังคมได้อีกด้วย