ธีรเดช กิจสำเร็จ ทำนาแปรรูปข้าวขายเอง เป็นชาวนาอย่างภาคภูมิ ที่เมืองมะขามหวาน

เทคโนโลยีชาวบ้าน อัพเดต 10 ก.ค. เวลา 06.37 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. เวลา 06.37 น.
10 ธีรเดช

เรื่องของ คุณธีรเดช กิจสำเร็จ หรือ คุณโจ เป็นเพียงหนึ่งในหลายสิบล้านที่เป็นชาวนา คำว่า ชาวนา สำหรับเมืองไทยเราในสมัยก่อนนั้น ตั้งสมญากันว่า ชาวนาเป็นกระดูกสันหลังของชาติ เพราะต้องปลูกข้าวเลี้ยงคนทั้งประเทศ ข้าวคือพืชเศรษฐกิจตัวหลักสำคัญของประเทศ ถ้าไม่มีข้าว คนในโลกคงดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้อย่างแน่นอน อย่าคิดว่าพวกฝรั่งเขาไม่ได้กินข้าวเป็นอาหารหลัก กินขนมปังเป็นอาหารหลัก แล้วขนมปังก็ต้องผลิตจากข้าวอยู่ดีนั่นแหละ

คุณโจ อยู่บ้านเลขที่ 126 หมู่ที่ 9 บ้านสันติสุข ตำบลน้ำร้อน อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ 67130 โทรศัพท์ (089) 550-2483

คุณโจทำนา 60 ไร่ ปลูกอ้อย 30 ไร่ คุณโจทำแบบพอเพียง คือไม่ได้ไปกู้เงินมาซื้อรถไถ ไม่ได้จ่ายค่าเช่าที่ดิน แม้แต่ปุ๋ยก็ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยหมัก ผลิตเอาเอง สำหรับค่าแรงก็จ่ายเท่าที่จำเป็น เช่น จ่ายค่าเกี่ยวข้าว จ้างรถเกี่ยวมาเกี่ยว คนเรานั้นถ้าไม่มีหนี้มากมาย ชีวิตน่าจะมีความสุข

“ผมว่าน่ะ คนเรานั้น ถ้าทำตัวแบบพอเพียง รู้จักประหยัด ไม่ทำตัวหรูหรา ฟุ่มเฟือย ทำตามที่พ่อหลวงสอน ชีวิตก็น่าจะมีสุขแล้ว ผมนะเหล้าไม่ดื่ม บุหรี่ไม่สูบ ผมยังต้องรับภาระเลี้ยงแม่ผู้สูงวัยมาก คืออายุได้ 90 กว่าปี รับภาระครอบครัว ที่ดินที่ผมทำนา ปลูกอ้อยอยู่ทุกวันนี้เป็นที่ดินของแม่ผมเอง พ่อแม่ผมท่านซื้อเองสมัยแต่ก่อน ตั้งแต่สมัยผมเป็นเด็ก แม่ผมเป็นครูในสมัยนั้น ก็เก็บหอมรอมริบซื้อเอาไว้สมัยแต่ก่อน ราคาคงไม่แพงนัก แต่ก่อนเคยให้เขาเช่าทำนา ปลูกอ้อย ผมกลับมาจากเมืองนอก ผมก็คิดว่าผมน่าจะทำเกษตรได้” คุณโจ บอก

พื้นฐานคุณโจ เขาดีอยู่แล้ว เพราะจบจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และได้ต่อโทจากเมืองนอก ได้ทำงานอยู่ประเทศออสเตรีย ก็ได้ประสบการณ์มาเยอะ ทั้งด้านการผลิต การตลาด อยู่ในตัวเขาหมด ความรู้เรื่องข้าว พืชเศรษฐกิจสำคัญตัวนี้ เขามาศึกษาเอาทีหลังไม่ยากอะไร ความรู้มีอยู่ทั่วไป แล้วแต่เราจะศึกษา ค้นคว้าเอาเอง คุณโจ ทำข้าวไรซ์เบอร์รี่ 30 ไร่ ข้าวหอมมะลิ 30 ไร่ ทำอ้อย 30 ไร่ เรียกว่าใช้ที่ดินทุกตารางนิ้วให้เกิดประโยชน์ ตอนนี้ (พ.ศ. 2563) คุณโจ ยังมีโครงการปลูกไผ่เศรษฐกิจเพื่อตัดลำมาเผาถ่าน ตัดหน่อไม้ขายได้ ถ่านนี้คุณโจว่าไม่ใช่ถ่านหุงข้าว เป็นถ่านใช้ประโยชน์อื่นๆ เช่น ถ่านชาร์โคล ทำเครื่องสำอาง ทำไส้เครื่องกรองน้ำ ฯลฯ

คุณโจได้หันมาเป็นเกษตรกรเต็มตัวหลังจากที่ไปทำงานอยู่ต่างประเทศเกือบ 10 ปี คำว่าเกษตรกร หมายถึง คุณโจ หรือคุณธีรเดช ได้ผันตัวเองมาเป็นชาวนา ได้ปลูกข้าวขายเป็นอาชีพได้อย่างสบาย อาจจะมีคนสงสัยว่า ชาวนาน่ะหรือจะมีฐานะความเป็นอยู่ดีเหมือนอาชีพอื่นๆ จะอยู่ดีกินดีอย่างข้าราชการ หรือพวกทำงานเอกชน รัฐวิสาหกิจต่างๆ ซึ่งย่อมมีรายได้ดีกว่าชาวนา แล้วย่อมไม่เคยเจอคำว่า อยู่ดีกินดี หรือมีฐานะดี ยิ่งทุกวันนี้ต่างก็พูดกันว่า ชาวนากับความยากจนเป็นของคู่กัน ปีไหนข้าวราคาถูกชาวนาก็มีแต่หนี้ ปีไหนข้าวราคาดีก็พอรอดตัว คนที่สร้างความร่ำรวยจากชาวนา หรือเกษตรกรก็คือ พ่อค้าคนกลาง คือซื้อถูกขายแพง เจ้าของโรงสีทั้งหลายเหล่านั้นเอง ดังนั้น ไม่ว่ารัฐบาลยุคไหนก็แล้วแต่มีงบประมาณมาช่วยชาวนา

แต่มาในยุคปัจจุบัน คนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ สามารถลบล้างคำว่า ชาวนายากจนลบออกไปได้ เพียงแต่ให้มีความรู้ความสามารถในการปรับปรุงรูปแบบการทำนาให้ทันสมัยขึ้นตามยุค ดังนั้น ชาวนายุคใหม่ก็จะพ้นจากคำว่าชาวนายากจนไปได้ เพราะว่าเขาไม่ได้ตกเป็นทาสของนายทุน คือชาวนาที่มีความรู้ความสามารถทำเอง ขายเอง คือเป็นทั้งผู้ผลิตและหาตลาดเอง ก็เลยได้ผลงานเต็มเม็ดเต็มหน่วย

ผู้เขียนมีโอกาสรู้จักคุณโจ ก็เลยถือโอกาสสัมภาษณ์เอาความรู้จากคุณโจ ว่าทำอย่างไรจึงเป็นชาวนาได้อย่างเต็มภาคภูมิ คุณโจ เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เขาผลิตเอง เปิดตลาดขายเอง คุณโจมีที่นาอยู่ที่อำเภอวิเชียรบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ ข้าวไรซ์เบอร์รี่ของคุณโจจะได้ประมาณ 800 กิโลกรัม ต่อไร่

สำหรับข้าวหอมมะลิ โดยคุณโจจะเลือกเมล็ดพันธุ์อย่างดี ชื่อว่า ข้าวหอมมะลิธรรมศาสตร์ สายพันธุ์อายุสั้น สามารถปลูกได้ตลอดปี นา 30 ไร่ คุณโจจะได้ข้าวเปลือก 800×30 เท่ากับ 24,000 กิโลกรัม ถ้าหากขายข้าวเปลือกจะได้กิโลกรัมละ 12 บาทเท่านั้น ขายเป็นข้าวเปลือก หักต้นทุนออกหมดแล้วก็เหลือไม่มาก ไม่ค่อยจะคุ้มเหนื่อย เหลือกำไรหรือค่าแรงไม่มากมายอะไร เพราะต้นทุนในการทำนามีสารพัด เช่น ค่าไถ ตกไปไร่ละ 1,000 บาท รวม 30,000 บาท ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปลูก ค่ากำจัดวัชพืช ค่าปุ๋ย ทั้งปุ๋ยอินทรีย์ เคมี ฯลฯ

มีชาวนาอยู่รายหนึ่ง อยู่แถวอำเภอลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี เขาเล่าให้ผู้เขียนฟังว่า เขามีที่นาอยู่ 20 ไร่ หักค่าใช้จ่ายต่างๆ ออกแล้วปีหนึ่งเหลือเงินเพียงหมื่นกว่าบาท เท่ากับทั้งปีมีรายได้หมื่นกว่าบาท คิดออกมาเป็นเดือนก็เดือนละพันกว่าบาท โดยเฉพาะค่าปุ๋ยหนักหนามาก ขายข้าวได้แสนบาท ค่าปุ๋ยปาเข้าไป 5-60,000 บาทแล้ว พอเอาข้าวไปขายนายทุนก็จะหักค่าปุ๋ยทันที นอกนั้นก็หักหนี้เก่าที่เคยกู้ไปใช้ก่อนหน้า ขายข้าวแล้วแทนที่จะมีความสุข กลับมีความทุกข์ เพราะต้องไปกู้เขากินต่ออีก

แต่ในยุคปัจจุบัน ชาวนาเขามีการปรับตัวกันมากมาย เช่น ผลิตเอง ขายเอง คือชาวนาคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ เช่นคุณโจ แทนที่ข้าวหอมไรซ์เบอร์รี่ที่เขาผลิตขายได้หมื่นกว่ากิโลกรัม จะขายให้พ่อค้าโรงสี แต่เขานำมาสีเอง เปิดตลาดขายเอง ข้าวหอมไรซ์เบอร์รี่ หรือข้าวสีม่วงที่เขาผลิตได้นั้น ถือว่าเป็นข้าวมีคุณภาพสูง ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพพากันเสาะหาซื้อมาหุงกินเพื่อสุขภาพ เพราะข้าวชนิดนี้มีคุณภาพสูง บำรุงร่างกายได้อย่างดี ถือว่าเป็นข้าววิตามินอย่างที่บรรยายสรรพคุณกันมากมาย ทั้งทางทีวีและสื่อต่างๆ

คุณโจจะสีแล้วนำมาบรรจุถุงขายเอง โดยเปิดตลาดขายอยู่ที่หมู่บ้านประชานิเวศน์ โดยบรรจุถุงละ 1 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 50 บาท ถือว่าขายในราคาย่อมเยา มีลูกค้าตอบรับมากมาย เท่ากับว่า ข้าวเปลือก 1,000 กิโลกรัม (1 เกวียน) สีเป็นข้าวสารจะเหลืออยู่ 50% คือ 500 กิโลกรัม เท่ากับ ข้าว 1 เกวียน เขาจะขายได้ 500×50 เท่ากับ 25,000 บาท ถ้าหาก 1 ไร่ คิดออกมาแล้วก็ได้ 20,000 กว่าบาท

ถ้าหากนำไปขายให้โรงสี ก็จะเหลือเพียง 10,000 กว่าบาท ต่อ 1 เกวียน ถ้าชาวนาสามารถปรับตัวได้แบบนี้ ก็เรียกได้ว่า อาชีพชาวนาไม่ได้ยากจนอีกต่อไป

ผู้เขียนจึงเห็นว่า ชาวนาอย่างคุณโจ หรือคุณธีรเดช ถือว่าเป็นชาวนามีคุณภาพคับแก้วอีกท่านหนึ่ง ใครอยากได้ความรู้อะไร ติดต่อคุณโจได้เลยครับ

ดูข่าวต้นฉบับ